บทที่ 13 ความสงสาร 2

ความสงสาร

‘อย่าเอาความสงสารมาตีกินเป็นความรัก’ คำพูดนี้เหมือนมีดโกนที่กรีดลึกลงไปในแผลเดิมที่ยังไม่ทันหายดี 

มินตราชาไปทั้งหน้า น้ำตาที่พยายามกักเก็บไว้เริ่มคลอเบ้า แต่เธอแข็งใจกลืนมันลงคอ ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมาให้คนตรงหน้าดูถูก

"มินเข้าใจแล้วค่ะคุณแม่" มินตราพึมพำเสียงสั่น

"เข้าใจก็ดี" คุณหญิงประภาสิริเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด 

"หลังจากตาเอกแต่งงานกับหนูดุจดาวแล้ว ฉันจะส่งเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือถ้าเธออยากจะย้ายออกไปหาบ้านข้างนอกอยู่ ฉันก็ยินดีจะจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ถือเป็นการตอบแทนที่เธอว่าง่ายมาตลอด แต่เธอต้องเลิกทำตัวงี่เง่า เลิกประท้วง และเลิกสร้างความรำคาญใจให้ตาเอกเสียที"

"คุณแม่ครับ พอได้แล้ว"

เสียงทุ้มทรงพลังดังก้องขึ้นมาจากประตูทางเข้าห้องรับแขก 

มินตราและคุณหญิงประภาสิริหันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งของภวินท์เดินก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ารีบร้อน 

ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาดูเครียดขรึม ดวงตาคู่คมฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจนเมื่อเห็นมินตรานั่งก้มหน้ารับฟังคำพูดใจร้ายของแม่ตนเอง

ภวินท์เดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของมินตรา เขาทอดสายตามองเด็กสาวที่ตัวสั่นเทาด้วยความห่วงใย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับคุณหญิงประภาสิริ

"คุณแม่พูดเกินไปแล้วนะครับ มินไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่จำเป็นต้องไล่มินไปไหนทั้งนั้น" ภวินท์เอ่ยเสียงเข้ม

"ตาเอก" คุณหญิงประภาสิริขมวดคิ้วแน่น แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย 

"แกอย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล การเคลียร์สถานะของมินตราให้ชัดเจนเป็นเรื่องจำเป็น หนูดุจดาวกับตระกูลวรเดชากุลเขาจะไม่สบายใจถ้ายังมีเด็กคนนี้อยู่ในบ้าน"

"ผมจัดการเรื่องของผมได้ครับ" ภวินท์สบตาแม่ของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ 

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่เขาคิดว่าเป็นการปกป้อง มินตราที่ดีที่สุดออกมาต่อหน้าทุกคน

"มินไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ใครทั้งนั้นครับคุณแม่" ภวินท์หันมามองมินตรา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและอ่อนโยน ทว่าความนุ่มนวลนั้นกลับแฝงไปด้วยความจริงอันแสนโหดร้าย 

"มินจะเป็นน้องสาวของผมตลอดไป และผมจะดูแลมินอยู่ในบ้านหลังนี้ ในฐานะคนในครอบครัวเตชะพิพัฒน์ ไม่มีใครมีสิทธิ์มาไล่มินออกไปไหนทั้งนั้น"

น้องสาวของผมตลอดไป...

คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจลอยผ่านอากาศเข้ามาตบหน้ามินตราอย่างแรง คำปกป้องของภวินท์ไม่ได้ช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็นมีดเล่มที่สองที่ซ้ำเติมลงบนแผลเก่าอย่างเลือดเย็นที่สุด

ภวินท์ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของคุณหญิงประภาสิริเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่ได้บอกว่าเขารักเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เขาไม่ได้บอกว่าเขาต้องการเธอเป็นคู่ชีวิต แต่เขากลับตอกย้ำด้วยตัวเองว่า ตำแหน่งของเธอในชีวิตเขาคือน้องสาวและเด็กในบ้านที่เขาจะเลี้ยงดูไว้ด้วยความสงสารตลอดไป

มินตรายิ้มออกมาอย่างน่าสมเพช หัวใจของเธอแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดีอยู่ในอกกับคำว่า น้องสาวที่เขายัดเยียดให้

คุณหญิงประภาสิริทอดมองลูกชายและมินตราด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ 

"เอาเถอะ ถ้าแกยืนยันแบบนั้น ฉันก็จะยังไม่พูดเรื่องส่งมินตราไปต่างประเทศตอนนี้ แต่แกต้องจำไว้นะตาเอก ว่าหน้าที่ของแกคืออะไร และใครคือคนที่คู่ควรจะยืนข้างแกจริงๆ"

พูดจบ คุณหญิงประภาสิริก็ลุกขึ้นยืน เดินเยื้องกายออกจากห้องรับแขกใหญ่ไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบอันเหน็บหนาวระหว่างภวินท์และมินตรา

ภวินท์ย่อตัวลงข้างเก้าอี้ของมินตรา มือหนาเอื้อมออกไปหวังจะจับมือบางของเธอไว้เพื่อปลอบประโลม 

"มิน ไม่เป็นไรนะ พี่ไม่อนุญาตให้ใครไล่มินไปไหนทั้งนั้น มินอยู่นี่กับพี่นะ"

มินตราค่อยๆ ชักมือกลับหนีสัมผัสของเขาอย่างนุ่มนวล ทว่าเด็ดขาด เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววหวานซึ้งและเทิดทูน บัดนี้กลับราบเรียบและว่างเปล่า ราวกับผืนน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

"ขอบคุณนะคะพี่วิน ที่ช่วยเตือนสติมิน" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ 

"ขอบคุณที่ช่วยขีดเส้นให้มินเห็นชัดๆ ว่ามินเป็นอะไรสำหรับพี่วิน"

ภวินท์ชะงักไปเล็กน้อย แววตาคมฉายแววสับสนเมื่อเห็นความเย็นชาในดวงตาของเด็กสาว 

"มินพี่แค่อยากปกป้องมินนะ"

"มินเข้าใจแล้วค่ะ" มินตราพยักหน้ารับน้อยๆ โค้งหัวให้เขาอย่างมีมารยาท 

"มินขอตัวกลับห้องก่อนนะคะ"

มินตราค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงและวิงเวียนจากพิษไข้ แต่เธอก็เหยียดหลังตรง ก้าวเดินออกจากห้องรับแขกใหญ่โดยไม่หันกลับไปมองชายหนุ่มที่ยืนมองตามหลังมาเลยแม้แต่นิดเดียว

มินตราเดินกลับมาถึงห้องนอนเล็กท้ายสวน เธอปิดประตูห้องลงเบาๆ ไม่มีการร้องไห้โฮอย่างเมื่อคืน ไม่มีน้ำตาไหลร่วงออกมาอีกต่อไป มีเพียงความเงียบสงบและความว่างเปล่าที่เข้ามากดทับในจิตใจ

เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เธอมองจ้องไปที่ปฏิทินตั้งโต๊ะข้างกาย นิ้วเรียวค่อยๆ หยิบปากกาขึ้นมา วงกลมล้อมรอบตัวเลขวันสอบตัวสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย และวันรับปริญญาบัตรที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เธอทำเครื่องหมายบนปฏิทินนี้เพื่อนับวันรอคอยวันที่จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และยืนเคียงข้างภวินท์ตามคำสัญญา

แต่วันนี้ เครื่องหมายบนปฏิทินแผ่นเดิมกลับมีความหมายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่การนับวันเพื่อรอคอยเขาอีกต่อไปแต่มันคือการนับถอยหลังสู่วันที่จะพาตัวเองเดินออกไปจากชีวิตของภวินท์ เตชะพิพัฒน์ อย่างสมบูรณ์

มินตราลูบหน้ากระดาษปฏิทินเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวจุดขึ้นบนริมฝีปากที่เคยซีดเซียว เธอไม่ได้ต้องการคำสัญญาไม่ได้ต้องการเศษความสงสาร และไม่ได้ต้องการตำแหน่งน้องสาว

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อการศึกษาจบลง เธอจะคืนอิสรภาพให้เขา และคืนศักดิ์ศรีทั้งหมดให้ตัวเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป