บทที่ 2 หน้าที่...ที่ไม่มีเธอ
หน้าที่...ที่ไม่มีเธอ
กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยเข้าจมูก ทันทีที่ลืมตาขึ้น ภาพเพดานห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดก็ปรากฏสู่สายตา มินตราพยายามขยับตัว แต่ความหนักอึ้งที่ศีรษะกลับทำให้เธอต้องครางออกมาแผ่วเบา ร่างกายของเธอร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม พิษไข้จากการโหมอ่านหนังสือสอบติดต่อกันหลายวันโดยไม่พักผ่อนกำลังเล่นงานเธออย่างหนัก
"มิน... มินตื่นแล้วเหรอ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างเตียง มินตราหันหน้าไปตามเสียงอย่างเชื่องช้า ภาพของชายหนุ่มในชุดสูทเต็มยศแต่สภาพหลุดลุ่ยค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ภวินท์นั่นเอง คราบความเหนื่อยล้าเกาะกุมใบหน้าคมคาย เนกไทถูกดึงให้หลวม และแขนเสื้อเชิ้ตถูกพับขึ้นมาถึงศอก
"พี่วิน..." เสียงของมินตราแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน
ภวินท์ไม่รอช้า เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วใช้หลังมือแตะที่หน้าผากมนของเธอเบาๆ คิ้วเข้มข้นขมวดเข้าหากันทันที
"ตัวยังร้อนอยู่เลย ยาคงเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว รอแป๊บหนึ่งนะมิน"
เขากระวีกระวาดเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง รินน้ำอุ่นใส่แก้วแล้วประคองร่างบางที่ไร้เรี่ยวแรงให้ลุกขึ้นนั่ง มินตราพิงแผ่นอกกว้างของเขาอย่างหมดทางเลือก กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของภวินท์ผสมกับกลิ่นกายอุ่นๆ ของเขาทำให้นิสิตสาวรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ภวินท์ป้อนยาเม็ดและส่งแก้วน้ำให้เธอจิบอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความทะนุถนอมราวกับเธอเป็นแก้วตาดวงใจ
"พี่วินไม่ต้องไปประชุมเหรอคะ" มินตราถามเสียงสั่นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันประชุมบอร์ดบริหารครั้งสำคัญของตระกูลเตชะพิพัฒน์ ซึ่งภวินท์ตั้งตารอมาเป็นเดือนๆ เพื่อพิสูจน์ฝีมือให้คุณหญิงประภาสิริเห็น
ภวินท์ส่ายหน้าเบาๆ มือหนาลูบแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ของเธออย่างอ่อนโยน
"งานประชุมช่างมันเถอะ เรื่องของมินสำคัญกว่ารู้ไหม พอคนใช้โทรไปบอกพี่ว่ามินเป็นลมคาโต๊ะหนังสือ พี่ก็ทิ้งทุกอย่างแล้วบึ่งมาที่นี่ทันที"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของมินตราพองโต ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วอก เธอรู้ดีว่าภวินท์เป็นคนบ้างานและจริงจังกับความสำเร็จมากแค่ไหน
แต่เขากลับเลือกที่จะทิ้งผลประโยชน์มหาศาลเพื่อมาอยู่ข้างเธอในยามที่เธอต้องการเขาที่สุด ความใส่ใจและแสนดีของเขาแบบนี้เองที่ทำให้เธอยอมมอบทั้งชีวิตและจิตใจให้เขาอย่างหัวปักหัวปำมาตลอดสิบปี
หลังจากป้อนยาเสร็จ ภวินท์ประคองเธอนอนลงบนเตียงตามเดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง บิดผ้าชุบน้ำอุ่นในกะละมังเล็กๆ จนหมาด แล้วเริ่มเช็ดตามใบหน้า ลำคอ และเรียวแขนของเธออย่างเบามือ ทุกสัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและใส่ใจ ไม่มีท่าทีนึกรังเกียจหรือเหนื่อยหน่ายเลยแม้แต่น้อย
"พี่วินไปพักเถอะค่ะ มินอยู่ได้" มินตราเอ่ยด้วยความเกรงใจเมื่อเห็นขอบตาที่คล้ำลงของเขา
"พี่ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ จนกว่าไข้มินจะลด พี่จะอยู่เฝ้ามินตรงนี้" ภวินท์ส่งยิ้มอบอุ่นที่มินตราชอบมองที่สุดมาให้ มือหนาของเขากุมมือเล็กของเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านเข้ามา ราวกับเป็นเกราะคุ้มกันความเจ็บป่วยทั้งปวง
พิษไข้และฤทธิ์ยาเริ่มทำให้เปลือกตาของมินตราหนักอึ้ง สติของเธอเริ่มพร่าเลือนและจมดิ่งลงสู่ความเบลออีกครั้ง แต่ในห้วงแห่งความฝันกึ่งละเมอนั้น ความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของเธอกลับผุดขึ้นมา มินตรากระชับมือที่กุมอยู่ให้แน่นขึ้น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกังวล
"พี่วิน" เสียงละเมอแผ่วเบาดังเล็ดลอดจากริมฝีปากบาง
"พี่วินจะทิ้งมินไหม"
ภวินท์ชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเขาทอดมองใบหน้าหวานที่กำลังขมวดคิ้วยามหลับใหลด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา เขายื่นมืออีกข้างไปลูบหัวของเธออย่างเบามือ นิ้วเรียวสางเส้นผมนุ่มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและหนักแน่นที่สุดเท่าที่มินตราเคยได้ยินมา
"พี่ไม่มีวันทิ้งมิน"
คำยืนยันนั้นประหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมใจ มินตราคลายคิ้วที่ขมวดแน่นออก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าขณะที่จมดิ่งลงสู่ความหลับใหลที่แสนสงบภายใต้การดูแลของชายผู้เป็นที่รัก โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่าคำมั่นสัญญานั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้อง มินตราลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่โปร่งสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไข้ที่เคยสูงลิ่วลดลงจนเกือบเป็นปกติ ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก เธอบิดขี้เกียจเบาๆ แล้วหันไปมองข้างเตียง
เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่า กะละมังน้ำและผ้าเช็ดตัวถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้ว มินตรายิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ความอบอุ่นจากการกระทำและคำพูดของภวินท์ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหัวใจ ราวกับเป็นสิ่งยืนยันว่าความรักสิบปีของเธอไม่ได้สูญเปล่า
เธอลุกจากเตียง จัดการแต่งกายให้อยู่ในชุดลำลองเรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูห้องพักฟื้นเพื่อตั้งใจจะลงไปหาภวินท์ที่ด้านล่าง เธอนึกอยากจะขอบคุณเขาและทำอาหารเช้าคอยท่าตอบแทนความแสนดีที่เขาอบรมสั่งสอนและดูแลเธอมาตลอดคืน
แต่เมื่อก้าวลงบันไดมาจนถึงโถงทางเดินชั้นล่างอันเงียบสงบ เสียงพูดคุยที่ดังมาจากห้องรับแขกกลับทำให้ฝีเท้าของมินตราต้องชะงักลง
"อุ๊ย!!! จริงเหรอคะคุณหญิง ทางนู้นเขาตอบตกลงแล้วใช่ไหมคะ" เสียงของผู้ช่วยคนสนิทของคุณหญิงประภาสิริพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ใช่จ้ะ น้องหญิงดาริกาลูกสาวท่านทูตเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ หน้าตาสะสวย กิริยามารยาทก็ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เหมาะสมกับตาภวินท์ของฉันที่สุด" เสียงอันทรงอำนาจและเย่อหยิ่งของคุณหญิงประภาสิริแห่งตระกูลเตชะพิพัฒน์ ดังตอบกลับมาอย่างภาคภูมิใจ
มินตรายืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง หัวใจที่เคยพองโตเมื่อครู่กลับดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้งที่เหน็บหนาว
"แล้วเรื่องวันนัดล่ะคะคุณหญิง จะให้จัดขึ้นวันไหนดี"
"ฉันคุยกับทางนู้นไว้แล้วล่ะ ว่าจะเป็นวันเสาร์หน้า ตระกูลเตชะพิพัฒน์ของเราจำเป็นต้องมีสะใภ้ที่คู่ควร มีฐานะและชาติตระกูลที่จะช่วยเกื้อหนุนธุรกิจของตาภวินท์ให้มั่นคงขึ้น ไม่ใช่พวกไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ชุบเลี้ยงไว้ในบ้าน" คุณหญิงประภาสิริพูดเน้นคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับต้องการให้สิ่งเหล่านั้นตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
มินตรายกมือขึ้นกุมอกซ้ายที่เริ่มบีบรัดจนเจ็บแปลบ รอยยิ้มที่เคยมีบนใบหน้าเลือนหายไปสิ้น ความอบอุ่นที่ภวินท์มอบให้เมื่อคืนกลายเป็นเพียงภาพลวงตาอันแสนสั้น
เมื่อความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง และไม่มีวันคู่ควรกับตำแหน่งสะใภ้ของเตชะพิพัฒน์ กำลังถูกกางออกอย่างโหดร้ายต่อหน้าต่อตา
"คุณแม่คุยอะไรกันอยู่ครับ"
เสียงทุ้มของภวินท์ดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องโถง มินตรายิ่งเบียดตัวเข้ากับมุมกำแพงเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น
ภวินท์เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านในชุดใหม่ที่ดูเนี๊ยบกริบ ท่าทางเหนื่อยล้าเมื่อคืนหายไปเป็นปลิดทิ้ง
"อ้าวตาวิน มาพอดีเลย แม่กำลังคุยเรื่องหนูดาริกาอยู่พอดี เสาร์หน้าเคลียร์คิวให้ว่างนะลูก แม่นัดกินข้าวกับฝั่งนู้นไว้แล้ว" คุณหญิงประภาสิริหันไปยิ้มแย้มให้ลูกชาย
ภวินท์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ครับคุณแม่ ผมจะจัดการเวลาให้ว่างครับ"
ไม่มีคำคัดค้าน ไม่มีท่าทีอิดออดใดๆ จากผู้ชายคนที่เพิ่งบอกเธอเมื่อคืนว่าจะไม่มีวันทิ้งเธอ มินตรายกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อกั้นเสียงสะอื้น น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไหลอาบแก้มอีกครั้ง ความอบอุ่นของเขาคือเรื่องจริง แต่หน้าที่และการแต่งงานเพื่อตระกูลก็คือความจริงที่เขาเลือกเช่นกัน
เธอเดินกลับขึ้นห้องพักไปด้วยร่างกายที่ไร้ความรู้สึก ความรักสิบปีที่ผ่านมาพังทลายลงตรงหน้าเหลือเพียงความจริงที่ว่า เธอไม่มีวันได้เป็นเจ้าของสายตาคู่นั้นอย่างแท้จริงเลย
