บทที่ 4 เส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่าความเหมาะสม 1
เส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่าความเหมาะสม
กระจกเงาบานยาวในห้องนอนเล็กท้ายสวนของคฤหาสน์เตชะพิพัฒน์สะท้อนภาพหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีครีมเรียบหรู
มินตราหมุนตัวไปมาเพื่อตรวจความเรียบร้อยเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่อาจนับได้ ใบหน้าหวานที่เคยซูบซีดจากพิษไข้เมื่อหลายวันก่อนถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนชมพูอ่อนเบาบาง ช่วยให้แก้มสองข้างดูมีเลือดฝาดสดใสขึ้นมา มือบางเอื้อมไปลูบเนื้อผ้าบริเวณเอวเบาๆ ด้วยความประหม่าที่จับขั้วหัวใจ
ชุดเดรสตัวนี้เธอใช้เวลาเดินเลือกในห้างสรรพสินค้าคนเดียวเกือบสามชั่วโมง และยอมจ่ายเงินเก็บสะสมก้อนแรกที่ได้จากการทำงานพิเศษรวมกับค่าขนมส่วนตัวเพื่อซื้อมันมา เธอตั้งใจเลือกชุดที่ดูเรียบร้อย สุภาพ ไม่ฉูดฉาด แต่ยังคงมีความพิถีพิถัน เพราะหวังว่ามันจะทำให้ภวินท์ภาคภูมิใจเมื่อเห็นเธอในงานเลี้ยงคืนนี้
เธอยังจำความอบอุ่นและคำสัญญาของเขาในคืนที่นอนซมเพราะพิษไข้ได้ดี คำว่าพี่ไม่มีวันทิ้งมินประโยคนั้นกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้เธอเลือกจะมองข้ามคำพูดของคุณหญิงประภาสิริเรื่องนัดดูตัวไปจนหมดสิ้น
มินตราปลอบตัวเองว่าตราบใดที่หัวใจของภวินท์ยังอยู่กับเธอ เรื่องอื่นก็เป็นเพียงอุปสรรคภายนอกที่ต้องจับมือกันผ่านไปให้ได้
“สวยมากเลยค่ะคุณมิน ป้าเห็นมาตั้งแต่ตัวแค่นี้ พอแต่งตัวแบบนี้แล้วดูสง่างามมากเลยค่ะ” ป้าจันทร์ แม่บ้านเก่าแก่ยิ้มตาหยีขณะช่วยจัดชายกระโปรงให้เข้าที่ด้วยความทะนุถนอม
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะป้าจันทร์ มินแค่กลัวว่าจะแต่งตัวไม่ให้เกียรติงานของพี่วิน” มินตรารูดยิ้มขวยเขิน พลางยกมือขึ้นจับสร้อยคอเส้นเล็กที่ไม่มีอัญมณีราคาแพงใดๆ ประดับอยู่
“คุณวินเห็นต้องชมแน่ๆ ค่ะ ช่วงนี้คุณวินงานยุ่งมาก พอคุณมินหายป่วยแล้วได้ไปร่วมงานฉลองแบบนี้ คงช่วยให้คุณวินหายเหนื่อยได้แน่ๆ”
คำพูดของป้าจันทร์เติมเต็มหัวใจของมินตราให้พองโต เสียงก้องในหัวถึงน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยประคองบอกข้างเตียงวันนั้นยังคงแจ่มชัด
มินตราสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความมั่นใจเอาไว้ แล้วก้าวออกจากห้องพักเพื่อขึ้นรถยนต์ที่จัดเตรียมไว้รับ
เมื่อรถหรูขับเข้ามาจอดที่หน้าโรงแรมห้าดาวระดับท็อปใจกลางเมือง แสงไฟระยิบระยับ พรมแดงที่ปูทอดยาวตั้งแต่ประตูทางเข้า และบรรดานักข่าวช่างภาพจำนวนมากต่างบอกถึงความยิ่งใหญ่ของงานเลี้ยงฉลองยอดขายทะลุเป้าในค่ำคืนนี้ แขกเหรื่อที่ทยอยก้าวลงจากรถส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชั้นนำ เซเลบริตี้ และผู้มีอิทธิพลในแวดวงสังคม ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมตัดเย็บพิเศษและเครื่องเพชรประกายวับแวม
มินตราก้าวลงจากรถด้วยความระมัดระวัง เธอพยายามสอดส่องสายตามองหาชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของงาน ทว่าผู้ที่เดินตรงเข้ามาหาเธอกลับไม่ใช่ภวินท์ หากแต่เป็นนที เลขาส่วนตัวในชุดสูทเนี้ยบกริบและสวมแว่นตาสายตาไร้กรอบ
“คุณมินครับ ทางนี้ครับ” นทีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามมารยาทพลางผุดรอยยิ้มเรียบร้อย
“พี่นที แล้วพี่วินล่ะคะ” มินตราเอ่ยถามทันที ดวงตากลมโตพยายามมองข้ามไหล่ของเขาไปทางโถงงานด้านใน
“คุณวินกำลังติดรับรองท่านประธานบอร์ดและบรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ด้านในครับ เลยมอบหมายให้ผมออกมารอรับคุณมินก่อน” นทีอธิบายอย่างเป็นงานเป็นการ ก่อนจะผายมือเชิญเธอเดินเข้าสู่ภายในห้องบอลรูมขนาดใหญ่
ห้องจัดเลี้ยงตกแต่งอย่างหรูหราด้วยดอกไม้สดนำเข้าและโคมไฟแก้วระยิบระยับ
เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแผ่วเบาเพิ่มบรรยากาศทรงเกียรติ แสงสปอตไลท์จับจ้องไปที่โต๊ะกลมตัวยาวใจกลางหน้าเวที ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเหล่าผู้บริหารระดับสูง
มินตราเห็นแผ่นหลังกว้างอันคุ้นเคยของภวินท์ยืนโดดเด่นอยู่ตรงนั้น เขาในชุดสูทสีเข้มทรงสมาร์ตดูทรงอำนาจและสง่างามจนเธอไม่อาจละสายตาได้
ทว่านทีไม่ได้พาเธอเดินตรงไปยังโต๊ะวีไอพีด้านหน้า เขากลับพาเธอก้าวเดินเลี่ยงออกไปตามทางเดินด้านข้าง ห่างออกจากเวทีและความครึกครื้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดลงที่โต๊ะกลมโซนหลังสุด ซึ่งอยู่ติดกับประตูทางเข้าออกของพนักงานบริกรร้านอาหาร
“คุณมินนั่งพักที่โต๊ะนี้ก่อนนะครับ โต๊ะนี้เป็นโซนสำหรับทีมบริหารระดับกลางและหัวหน้าฝ่าย ตรงนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและอาหารลงเร็วครับ” นทีพูดพลางขยับเลื่อนเก้าอี้ให้
มินตรายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตามองตรงไปยังเก้าอี้ตรงหน้าสลับกับโต๊ะประธานด้านหน้าที่ไกลออกไปหลายสิบเมตร ความรู้สึกจุกแน่นเริ่มก่อตัวขึ้นที่ลำคอ
ชุดเดรสสีครีมที่เธอตั้งใจเลือกสรรมาทั้งวัน กลายเป็นสิ่งธรรมดาไร้ราคาเมื่อต้องมาจมอยู่ในมุมอับหลังห้อง
“พี่นทีคะ มินไม่ได้นั่งที่โต๊ะเดียวกับพี่วินเหรอคะ” น้ำเสียงของเธอเบาหวิว เต็มไปด้วยความน้อยใจที่พยายามซ่อนไว้
นทีมองสบตาหญิงสาวด้วยสายตาอึดอัดใจ เขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ปรับสีหน้าให้จริงจังทว่ายังคงรักษาความสุภาพไว้ครบถ้วน
