บทที่ 5 เส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่าความเหมาะสม 2
เส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่าความเหมาะสม
“คุณวินเป็นคนสั่งให้จัดที่นั่งตรงนี้ให้คุณมินเองครับ ท่านเห็นว่าหากคุณมินไปนั่งที่โต๊ะประธานด้านหน้า
ท่ามกลางบรรดาสื่อมวลชนและเพื่อนผู้ใหญ่ของคุณหญิงประภาสิริ มันอาจจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่”
คำว่าไม่เหมาะสม กรีดลึกลงในใจของมินตราทันที รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเลือนหายไปจนหมดสิ้น มือบางกำกระเป๋าถือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว
“ไม่เหมาะสมเหรอคะ” มินตราบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสบตานที
“ระยะห่างระหว่างมินกับพี่วิน ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่งานสังคม มันต้องถูกวางไว้ไกลขนาดนี้เสมอเลยใช่ไหมคะ”
นทียืนนิ่ง เขาเห็นเด็กสาวคนนี้มาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่วิ่งตามหลังภวินท์ รู้ดีว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่ในบทบาทมือขวาผู้ต้องคอยจัดการภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตระกูลเตชะพิพัฒน์ เขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือความจริงได้
“คุณมินต้องเข้าใจนะครับว่า ในโลกธุรกิจ หน้าตาของตระกูลสำคัญที่สุด” นทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าทรงน้ำหนัก
“ตอนนี้คุณวินกำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้นำคนใหม่ การขยับตัวทุกอย่างถูกจับตาโดยผู้ถือหุ้นและคู่ค้า การวางตัวและเลือกคนที่จะยืนเคียงข้างออกสื่อมันมีผลต่อความเชื่อมั่นของบริษัทเตชะพิพัฒน์อย่างมหาศาลครับ”
ไม่มีคำดุด่า ไม่มีคำพูดด่าทอรุนแรง แต่ความจริงที่ออกมาจากปากของนทีกลับกลายเป็นกำแพงหินหนาทึบที่ตอกย้ำตำแหน่งเด็กในบ้านของเธออย่างเด็ดขาด มินตรากลืนน้ำตาลงคอ บังคับตัวเองให้พยักหน้ารับคำอย่างยากลำบาก
“มินเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะพี่นทีที่เตือนสติ” เธอบอกเสียงแผ่วก่อนจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แถวหลังสุดแต่โดยดี
“ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติม แจ้งพนักงานได้ตลอดนะครับ ผมขอตัวไปดูแลคุณวินก่อน” นทีโค้งหัวเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังโซนหน้างาน
มินตรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงอากาศ เธอนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงพูดคุยของหัวหน้างานคนอื่นๆ ที่กำลังถกเครียดเรื่องโบนัสและตัวเลขผลประกอบการ ไม่มีใครสนใจเธอ และเธอเองก็ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปในบทสนทนานั้นได้ ความอบอุ่นที่เคยวาดฝันไว้พังทลายลงเหลือเพียงความเย็นชาของสถานที่หรูหราแห่งนี้
เวลาดำเนินไปจนกระทั่งพิธีกรบนเวทีประกาศเปิดช่วงสำคัญของค่ำคืน นั่นคือการเปิดฟลอร์เต้นรำเพื่อฉลองความสำเร็จอย่างเป็นทางการ
แสงไฟในห้องบอลรูมสลัวลง เหลือเพียงสปอตไลท์สีนวลที่ส่องตรงไปยังกลางลานเต้นรำ ภวินท์ก้าวลงมาจากเวทีด้วยท่าทางอันสมบูรณ์แบบ สูทสีเข้มเน้นโครงร่างกำยำงดงาม แววตาคมกริบสะท้อนแสงไฟดูมีเสน่ห์ดึงดูด มินตราเผลอมองภาพนั้นด้วยความหลงใหลและความรักทั้งหมดที่มี
แต่แล้ว แสงสปอตไลท์อีกดวงกลับสาดจับไปยังร่างระหงของหญิงสาวที่เพิ่งก้าวออกมาจากฝั่งโต๊ะวีไอพี
ดุจดาว หญิงสาวไฮโซลูกสาวตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อม สวมชุดราตรีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักเลื่อมแพรวพราว รูปร่างงดงามและกิริยามั่นใจตามแบบฉบับนักเรียนนอก ใบหน้าสวยสง่าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เครื่องเพชรบนคอและข้อมือส่งแสงวับแวมแข่งกับไฟในงาน
ภวินท์เดินตรงเข้าไปหาดุจดาว เขายกยิ้มสุภาพ ท่าทีเย็นชาที่เคยมีเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนตามมารยาทสังคม ชายหนุ่มยื่นมือหนาออกไปตรงหน้า และดุจดาวก็วางมือเรียวสวยของเธอลงบนฝ่ามือของเขาอย่างพอดี
ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่กลางฟลอร์เต้นรำด้วยท่วงท่าที่สอดรับกันอย่างลงตัว ราวกับภาพวาดของคู่รักระดับสูงที่ไร้ที่ติ เสียงดนตรีบรรเลงหวานซึ้ง พร้อมกับเสียงซุบซิบชื่นชมจากแขกเหรื่อรอบห้องที่ดังเข้าหูมินตราเป็นระยะ
“เหมาะสมกันเหลือเกิน คุณวินกับคุณดุจดาวเนี่ย กิ่งทองใบหยกชัดๆ”
“ได้ข่าวว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องงานหมั้นกันไว้แล้ว เหมาะสมกันทั้งเรื่องฐานะและธุรกิจจริงๆ”
มินตรานั่งนิ่งมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า รอยยิ้มอบอุ่นของภวินท์ที่เคยเป็นของเธอเพียงคนเดียวยามอยู่บ้าน บัดนี้เขากำลังมอบมันให้หญิงสาวที่เพียบพร้อมคนนั้นอย่างเต็มภาคภูมิ ต่อหน้าสายตาของคนทั้งสังคม
มือบางกำชายกระโปรงสีครีมตัวเก่งไว้แน่นจนรอยย่นปรากฏบนเนื้อผ้า ความเจ็บปวดบีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ทัน ภาพความจริงอันโหดร้ายตอกย้ำให้เธอได้รู้ว่า เส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่าความเหมาะสมนั้น แท้จริงแล้วมันสูงใหญ่เกินกว่าที่เด็กกำพร้าอย่างเธอจะสามารถข้ามไปได้
