บทที่ 8 ลมพายุที่เริ่มก่อตัว 1
ลมพายุที่เริ่มก่อตัว
เสียงตัดสายดังตื้ดๆ ยาวติดต่อกันดังก้องอยู่ในความเงียบของห้องนอนเล็กท้ายสวน แต่มันกลับไม่ดังเท่าเสียงหัวใจของมินตราที่เต้นระรัวและหล่นวูบลงสู่ความว่างเปล่า มือบางที่ถือโทรศัพท์มือถือสั่นเทาจนแทบประคองเครื่องไว้ไม่อยู่ ใบหน้าหวานที่เคยมีสีเลือดบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ
‘ของแถม จากชุดเครื่องเพชรร่วมสิบล้านที่คุณวินตั้งใจซื้อให้ฉันเป็นของขวัญวันหมั้น’
ประโยคเชือดเฉือนจากริมฝีปากของดุจดาววนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มินตรารู้สึกชาไปทั้งร่าง ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เธอค่อยๆ ยื่นมืออีกข้างขึ้นไปสัมผัสจี้เพชรหยดน้ำบนสร้อยคอทองคำขาวที่คอเสื้อ สัมผัสที่เคยรู้สึกอบอุ่นและทรงคุณค่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับเย็นเยียบและบาดลึกลงไปในผิวกายราวกับเศษกระจกแตก
ภวินท์บอกว่าสร้อยเส้นนี้สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อเธอคนเดียว เพชรหยดน้ำนี้หมายถึงน้ำตาของเธอที่เขาสัญญาว่าจะไม่ทำให้ไหลด้วยความเสียใจอีก
แต่ว่าคำพูดหวานหูเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือความจริงใจ หรือเป็นเพียงคำโกหกคำโตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมเด็กในบ้าน ไม่ให้สร้างความวุ่นวายในงานใหญ่กันแน่
คืนนั้นทั้งคืน มินตราไม่สามารถข่มตาลงนอนได้เลยแม้แต่เวกเดียว เธอนั่งขดตัวอยู่บนเตียง กุมสร้อยคอไว้แน่น สายตามองจ้องไปที่ปฏิทินตั้งโต๊ะซึ่งตัวเลขวันสอบตัวสุดท้ายยังคงถูกวงไว้ด้วยรอยปากกา ความสับสนและ ความเจ็บปวดตลบอบอวลอยู่ในอก ใจหนึ่งบอกให้เธอเชื่อมั่นในความรักสิบปีและคำสัญญาของชายหนุ่ม แต่อีกใจกลับตื่นกลัวต่อความจริงอันโหดร้ายที่กำลังจะย่างกรายเข้ามา
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในคฤหาสน์เตชะพิพัฒน์เต็มไปด้วยความเงียบสงบ ภวินท์ออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่ตรู่ตามปกติ
มินตราพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เธอช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ กับป้าจันทร์ ทว่าดวงตากลับเหม่อลอยและแววตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล จนกระทั่งช่วงบ่าย เสียงข้อความจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง
มันเป็นข้อความจากเบอร์แปลกเบอร์เดิม ส่งโลเคชันของร้านกาแฟหรูแบบส่วนตัวที่ตั้งอยู่ในโซนเงียบสงบใจกลางเมือง พร้อมข้อความสั้นๆ ทว่าทรงพลัง
‘ถ้าเธออยากรู้ความจริงทั้งหมด มาพบฉันที่นี่ตอนบ่ายสาม อย่าให้ภวินท์รู้ ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้ฟังคำตอบอะไรเลย’
มินตราจ้องมองข้อความนั้นอยู่นาน มือบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เธอรู้ดีว่าการออกไปพบดุจดาวอาจเป็นการเดินเข้าหาความเจ็บปวด แต่การนั่งรอคอยความจริงอยู่ในมุมมืดโดยไม่ทำอะไรเลยมันทุกลุกไหม้ยิ่งกว่า เธอตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเรียบง่าย รวบผมขึ้นอย่างลวกๆ แล้วก้าวออกจากคฤหาสน์เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมาย
ร้านกาแฟที่ดุจดาวนัดหมายเป็นคาเฟ่สไตล์ร่วมสมัยราคาแพงที่มีการจัดโซนที่นั่งอย่างเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับบรรดานักธุรกิจและไฮโซที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
มินตราก้าวเข้าไปด้านใน พนักงานต้อนรับนำเธอเดินไปยังห้องกระจกด้านหลังสุด ซึ่งมีร่างระหงของดุจดาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ดุจดาวอยู่ในชุดเดรสสั้นผ้าทอแบรนด์เนมสีขาวครีมตัดขอบดำ ใบหน้าสวยสง่าถูกแต่งแต้มอย่างประณีตสมบูรณ์แบบ เครื่องเพชรชิ้นเล็กแต่มีราคาแพงส่องประกายวับแวมรับกับแสงไฟ
หญิงสาวไฮโซกำลังจิบชาดอกไม้อย่างนุ่มนวล ท่าทางสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของคนที่เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน
"นั่งสิจ้ะ มินตรา" ดุจดาวผายมือเรียวสวยไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสด
มินตราเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งอย่างระมัดระวัง เธอพยายามบังคับสายตาให้สบมองอีกฝ่ายโดยไม่แสดงความอ่อนแอ แม้หัวใจภายในอกจะเต้นระทึกด้วยความพรั่นพรึงก็ตาม
"คุณนัดมินมาที่นี่ มีอะไรจะพูดเหรอคะ" มินตราถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามควบคุมไม่ให้เสียงสั่น
ดุจดาววางแก้วชาลงบนจานรองเสียงเบากริบ เธอประสานมือไว้บนโต๊ะ ทอดมองมินตราด้วยสายตาพิจารณา ตั้งแต่เสื้อผ้าธรรมดาไปจนถึงสร้อยคอทองคำขาวที่โผล่ออกมาจากคอเสื้อของมินตรา รอยยิ้มหยันจุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาวไฮโซทันที
"ฉันแค่อยากเห็นหน้าเด็กที่คุณหญิงประภาสิริพูดถึงบ่อยๆ ให้ชัดๆ น่ะ" ดุจดาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกลำคำกลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
"และอยากจะมาเตือนสติเธอสักนิด ในฐานะคนที่กำลังจะเข้ามาเป็นผู้หญิงของเตชะพิพัฒน์อย่างถูกต้อง"
"ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องสร้อยเส้นนี้" มินตรายกมือขึ้นจับจี้เพชรบนคอ
"พี่วินบอกมินหมดแล้วค่ะ ว่าเรื่องงานหมั้นมันเป็นแค่เรื่องธุรกิจ และพี่วินก็สั่งทำสร้อยเส้นนี้ให้มินคนเดียว"
ดุจดาวหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของเธอเต็มไปด้วยความสมเพชจนมินตรารู้สึกชาไปทั้งหน้า
"น่าสงสารจังเลยนะ" ดุจดาวเอียงคอมองมินตราด้วยสายตาเห็นใจที่แสนเสแสร้ง
"เธอนี่ไร้เดียงสา หรือจะเรียกว่าโง่ดีล่ะมินตรา เธอคิดจริงๆ เหรอว่าผู้ชายระดับภวินท์ เตชะพิพัฒน์ จะมานั่งเสียเวลาสั่งทำสร้อยคอเพชรเล็กๆ กระจอกๆ แบบนี้ให้เด็กในบ้านอย่างเธอเป็นการเฉพาะน่ะ"
ดุจดาวเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูขึ้นมา เปิดออกแล้วหยิบซองกระดาษเนื้อหนาสีครีมขอบทองคำแท้ออกมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมันมาตรงหน้ามินตรา
"เปิดดูสิจ้ะ"
มินตรามองซองกระดาษตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นคลอน นิ้วมือที่เอื้อมไปหยิบซองนั้นสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอค่อยๆ ดึงการ์ดแผ่นหนาด้านในออกมา ภาพบนการ์ดคือตราประทับตระกูลเตชะพิพัฒน์เคียงคู่กับตระกูลวรเดชากุล พร้อมตัวอักษรสลักทองสง่างามที่ระบุชื่อของ ภวินท์ เตชะพิพัฒน์และดุจดาว วรเดชากุล ในฐานะคู่หมั้นอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดการจัดงานพิธีหมั้นขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
"การ์ดเชิญงานหมั้นอย่างเป็นทางการ" ดุจดาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"งานนี้จัดขึ้นโดยความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และผู้ถือหุ้นทุกคนก็รับรู้หมดแล้ว สื่อมวลชนกำลังรอข่าวนี้อยู่"
"ไม่จริง" มินตราบ่นพึมพำ น้ำตาเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้า
"พี่วินไม่มีทางทำแบบนี้ พี่วินสัญญาว่าจะรอให้มินเรียนจบ"
"สัญญาเหรอ" ดุจดาวแค่นยิ้ม
"คำสัญญาของนักธุรกิจอย่างภวินท์น่ะ มันเปลี่ยนไปตามผลประโยชน์เสมอแหละมินตรา เธอคิดว่าความรักเด็กๆ สิบปีของเธอมันมีมูลค่ามากกว่าพันธมิตรทางธุรกิจร้อยล้านพันล้านงั้นเหรอ เธอพาภวินท์ขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ได้ เธอไม่มีตระกูลหนุนหลัง และเธอไม่มีหน้ามีตาในสังคม"
ดุจดาวโน้มตัวเข้ามาใกล้ มองสบดวงตาที่สั่นระริกของมินตราด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด คำพูดของเธอเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ แต่ทรงพลังราวกับมีดโกนที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของนิสิตสาว
