บทที่ 9 ลมพายุที่เริ่มก่อตัว 2

ลมพายุที่เริ่มก่อตัว

"เธอเป็นแค่เด็กในบ้าน อย่าคิดใฝ่สูง มินตรา ภวินท์เขาไม่ได้รักเธอในฐานะผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูกเขาหรอก เขาแค่เอ็นดูเธอเหมือนสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้ในบ้านเท่านั้นแหละ พอมันอ้อน ก็นวดหัวให้ พอมันเรียกร้อง ก็เอาเศษของขวัญกระจอกๆ ให้เพื่อปิดปาก"

"หยุดพูดนะ" มินตราตะโกนออกไปด้วยความเจ็บปวด เธอตบโต๊ะเบาๆ ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธและความเสียใจที่ตีรวนขึ้นมา มือบางกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว พยายามอย่างยิ่งที่จะสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลร่วงลงมาต่อหน้าหญิงสาวตรงหน้า

"ฉันพูดความจริง" ดุจดาวเอนหลังพิงเก้าอี้ตามเดิม ท่าทางยังคงสง่างามไร้รอยขีดข่วน 

"สร้อยคอที่เธอใส่อยู่ นั่นน่ะเป็นของแถมจากร้านอัญมณีที่ฉันไปสั่งทำชุดเครื่องเพชรงานหมั้นสิบล้าน ภวินท์เห็นว่ามันเล็กร้านเลยแถมให้ เขาก็เลยหยิบมันติดมือกลับมาให้เธอ เพื่อเอาไว้ปลอบใจที่เธอต้องนั่งอยู่ออกข้างหลังในงานเลี้ยงไงล่ะ"

คำพูดทุกคำของดุจดาวตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายจนมินตราบาดเจ็บแสนสาหัส หัวใจของเธอเหมือนถูกบดขยี้จนไร้ชิ้นดี ความอบอุ่นในอ้อมกอดบนดาดฟ้า คำหวานที่บอกว่าพี่สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อมินคนเดียว ตอนนี้กลายเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่ชายหนุ่มสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงเด็กสาวผู้โง่งมอย่างเธอ

"ถ้าเธอพอจะมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง" ดุจดาวเอ่ยเสียงเย็น 

"ถอดสร้อยนั่นทิ้งซะ แล้วถอยออกไปจากชีวิตของภวินท์ก่อนที่ฉันกับคุณหญิงประภาสิริจะไล่เธอออกไปอย่างไร้ศักดิ์ศรี"

มินตราจ้องมองดุจดาวด้วยความแค้นเคืองและความเจ็บปวด เธอลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ พยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงไว้ด้วยขาที่สั่นเทา มือบางหยิบการ์ดเชิญงานหมั้นบนโต๊ะขึ้นมากำไว้แน่น

"มินจะฟังความจริงทั้งหมดจากปากของพี่วินคนเดียว" มินตราพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นครั้งสุดท้าย 

"ถ้าพี่วินบอกให้มินไป มินจะไปเอง โดยที่คุณไม่ต้องมาไล่"

พูดจบมินตราก็หมุนตัวเดินหันหลังออกจากร้านกาแฟทันที เธอวิ่งก้าวสั้นๆ ออกมาด้านนอก ไม่สนใจเสียงเรียกหรือสายตาของผู้คน ความแค้นเคือง ความน้อยใจ และความรักสิบปีตีรวนจนอกแทบระเบิด น้ำตาที่พยายามกักเก็บไว้พรั่งพรูไหลทะลักลงมาเปียกปอนแก้มเนียนอย่างไม่อาจหักห้ามได้

ท้องฟ้ายามเย็นเหนือกรุงเทพมหานครเริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมจนแสงอาทิตย์ดับสูญ 

สายลมหนาวพัดกระโชกแรงจนต้นไม้ใหญ่ภายในคฤหาสน์เตชะพิพัฒน์แกว่งไกว เสียงฟ้าร้องครืนๆ ดังเตือนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำ

มินตราวิ่งกลับมาถึงหน้าคฤหาสน์ด้วยสภาพหมดแรง เสื้อผ้าลำลองของเธอเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและรอยน้ำตา 

ป้าจันทร์แม่บ้านเก่าแก่ที่เห็นมินตราเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนคนไร้วิญญาณรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความตกใจ

"คุณมิน เป็นอะไรไปคะลูก ทำไมร้องไห้แบบนี้ เกิดอะไรขึ้นคะ" ป้าจันทร์เอ่อยถามด้วยความห่วงใย เอื้อมมือจะมาประคอง

"ป้าจันทร์คะ พี่วินกลับมาหรือยังคะ" มินตราถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตามองเหม่อไปทางถนนหน้าบ้าน

"ยังเลยค่ะคุณมิน แต่คุณนทีโทรมาบอกว่าคุณวินกำลังขับรถกลับมา น่าจะใกล้ถึงแล้วค่ะ ลมแรงขนาดนี้ คุณมินเข้าบ้านก่อนเถอะนะคะ ฝนจะตกหนักแล้ว"

"ไม่ค่ะป้า มินจะรอพี่วินตรงนี้"

มินตราปฏิเสธเสียงแข็ง เธอปฏิเสธร่มและผ้าเช็ดตัวที่ป้าจันทร์นำมาให้ แล้วเดินไปยืนนิ่งอยู่ตรงลานกว้างหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ สายตาจับจ้องไปที่ประตูรั้วเหล็กดัดขนาดใหญ่ที่ปิดสนิท

ซ่า...!

สายฝนเม็ดใหญ่เริ่มพัดกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าอย่างหนักหน่วง สายลมพัดเอาความเย็นเยือกปะทะเข้ากับร่างบางจนมินตราสั่นสะท้านไปทั้งตัว เสื้อผ้าเปียกโชกแนบไปกับผิวกาย เรือนผมยาวสลวยลีบติดแก้มเนียน แต่นิสิตสาวกลับไม่ก้าวถอยหลังเลยแม้แต่นิดเดียว เธอยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างรอยน้ำตาบนใบหน้า

มือบางที่เปียกปอนยังคงกำการ์ดเชิญงานหมั้นสีครีมขอบทองไว้แน่นจนเนื้อกระดาษเริ่มเปื่อยย่อยและบิดเบี้ยว ความหนาวเย็นภายนอกไม่อาจเทียบเท่าความหนาวเหน็บในหัวใจของเธอได้เลยแม้แต่น้อย 

สิบปีที่ผ่านมา เธอให้หัวใจ ให้ความเชื่อใจ และมอบความรักทั้งหมดให้ชายหนุ่มชื่อภวินท์มาโดยตลอด เธอยอมอยู่เป็นเด็กในบ้าน ยอมนั่งในมุมมืด ยอมถูกมองข้าม เพียงเพราะเชื่อในคำสัญญาที่ว่าเขาจะไม่มีวันทิ้งเธอ

แต่ในวันนี้ ความเชื่อเหล่านั้นกำลังจะถูกบททดสอบสุดท้ายตัดสิน

บรื้น...

เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังดังแหวกสายฝนเข้ามาใกล้ แสงไฟหน้ากรวยยาวของรถยนต์คันหรูสาดส่องผ่านสายฝนเข้ามายังลานกว้าง ประตูรั้วเหล็กดัดค่อยๆ เปิดออก รถยนต์คันหรูของภวินท์เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์อย่างนิ่มนวล

ใจของมินตรากระตุกวูบอย่างแรง เธอสบมองผ่านกระจกหน้าที่เปียกปอนไปด้วยหยดน้ำฝน เห็นภาพชายหนุ่มในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบกำลังนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

ประตูรถยนต์ฝั่งคนขับถูกเปิดออก ภวินท์ก้าวลงมาจากรถโดยไม่มีร่มกาง ชายหนุ่มในชุดสูทหรูหราเปียกปอนสายฝนในทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยสง่างามบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและเหน็ดเหนื่อยจากปัญหาในบริษัท เขาขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นร่างของมินตรายืนตากฝนอยู่กลางลานกว้าง

"มิน!!! ทำไมมายืนตากฝนแบบนี้!!!" ภวินท์ตะโกนแข่งกับเสียงสายฝนและฟ้าร้อง เขาแสดงสีหน้าตกใจและเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

มินตรารู้สึกเหมือนเวลารอบตัวค่อยๆ หมุนช้าลง เธอทอดมองชายหนุ่มที่เธอมอบหัวใจให้มาตลอดสิบปี ชายหนุ่มที่เพิ่งกอดเธอและมอบสร้อยคอเส้นนี้ให้บนดาดฟ้า สายตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความห่วงใยอันแสนอบอุ่น

แต่ว่าเบื้องหลังสายตานั้น มันคือความรักจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงเธอเท่านั้น

มินตราสูดหายใจเข้าลึก ก้าวขาที่สั่นเทาออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ร่างบางยืนประจันหน้ากับเขา ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาระหว่างคนทั้งสอง ขาดเพียงก้าวเดียวเท่านั้นที่เธอจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา และเอ่ยปากถามประโยคเปลี่ยนชีวิตที่จะพังทลายทุกอย่างลงในพริบตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป