บทที่ 1 แค่คิดก็สนุกแล้ว
“โอ๊ย!!! ให้งานอีกและ น่าเบื่อว่ะ!” ฉันบ่นออกมาด้วยความเบื่อหน่ายไม่น้อย แต่เพราะพึ่งเปิดเทอมยังไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำแต่ก็มีงานให้เยอะแยะแล้ว แบบนี้มันก็ทำให้นักศึกษารู้สึกขี้เกียจตั้งแต่เริ่มเลยสิ
“เออ! กูก็โคตรจะเบื่อเลย เห็นกูมีเวลาว่างมากหรือไงวะ” เสียงหงุดหงิดของยัยมีมี่เพื่อนสนิทฉันบ่นขึ้นอีกคน ยัยนี่ออกแนวสาวหน้าหมวยแต่เซ็กซี่นะจ๊ะ นิสัยก็คล้ายๆ ฉันอ่ะปากตรงกับใจสุด พูดตรงๆ แรงๆ แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใครด้วยคำพูดก่อนหรอกนะ
“โอ๊ย!!! ชะนีเลิกบ่นค่ะ บ่นไปงานก็ไม่เสร็จหรอก กูว่าวันนี้เราไปหาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า” เป็นนังเอกกี้(เอก)แทรกมา
อีนี่มันเป็นสาวสอง หน้าตาตอนเป็นผู้ชายก็หล่อ แต่พอมาแต่งหญิงแม่งก็สวย(แต่นางยังไม่เฉาะหรอกนะ) นิสัยก็ไม่ต้องสืบหรอกค่ะ ตรง แรง ตบหนักตามฉบับมือชายนั่นแหละ(ความสูงก็มาตรฐานผู้ชายแต่รูปร่างไม่ได้ล่ำใหญ่อะไร)
พวกเราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เข้าเรียนมัธยมต้นแล้ว นิสัยก็แรงๆ เหมือนกันไม่งั้นคงคบกันไม่ได้หรอก แต่ถึงแบบนั้นพวกเราจริงใจต่อกันมากนะบอกเลย จะแรงใส่ก็กับพวกคนที่มาแรงใส่แค่นั้นแหละ
ทำความรู้จักฉันหน่อยแล้วกัน ฉันฟางข้าว ลูกพ่อพายุและแม่รวงข้าว(จากเรื่อง แพะรักซาตานร้าย) ตอนนี้ฉันเรียนปี 1 อยู่มหา’ลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งคณะบริหาร เพราะครอบครัวของฉันทำธุรกิจฉันก็เลยอยากเรียนเอาความรู้ไว้ใช้ช่วยงานคุณพ่อ
นิสัยของฉันเหรอ ใครๆ ก็บอกว่านิสัยฉันเหมือนคุณพ่อมากแทบจะทุกอย่างเลย โดยเฉพาะความใจร้อน เอาแต่ใจตัวเอง และฉันก็คิดว่าใช่นะ เพราะฉันก็รู้ตัวว่าตัวเองโคตรเอาแต่ใจเลย แต่แล้วไงล่ะใครแคร์
แต่อีกหนึ่งนิสัยของฉันที่ไม่มีใครรู้เลย คือฉันเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่งมาก และฉันก็ชอบเก็บมันไว้ลึกๆ เพื่อไม่ให้ใครได้รู้ความรู้สึกจริงๆ ของฉันด้วยออกตรงกันข้ามกับความรู้สึกจริง โดยเฉพาะตอนเจ็บปวดหรือเสียใจ
“ทำอะไรของมึงวะ” มีมี่ถามเอกกี้ ส่วนฉันก็รอฟังคำตอบของมันอย่างตั้งใจเหมือนกัน สนุกของอีเอกกี้มันไว้ใจไม่เคยได้สักครั้งหรอก พิเรนทร์ตลอด
“ไปผับกัน” และสิ่งที่มันบอกว่าสนุกๆ ก็คือ...
“ไปผับเนี่ยนะ!?” ผับนี่มันต้องอายุถึงยี่สิบถึงจะเข้าได้ไม่ใช่เหรอ ถึงฉันไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกอะไรแต่ถ้าเกิดไปแล้วซวยเจอพวกตำรวจเข้ามาตรวจก็แย่ดิ คุณแม่ได้บ่นหูชาแน่
“เออ! ไปนะพวกมึง” เอกกี้ตอบออกมาด้วยความอยากอย่างแรง อ้อนพวกฉันสุดฤทธิ์
“แล้วเขาจะให้พวกเราเข้าเหรอวะ” การ์ดบางที่เขาก็เข้มงวดมากเลยด้วย ถ้าอายุไม่ถึงก็เข้าไม่ได้อ่ะ เพราะถ้าเขาปล่อยให้เข้าแล้วเกิดเรื่องมา ผับก็ถูกสั่งปิดอ่ะดิ
“ไปผับพี่อีมี่ไง” ผับพี่อีมี่เหรอ
“หน้าสน” เมื่อนึกได้แบบนั้นฉันก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งความสนใจทันที ลืมคิดเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ
“ทีแบบนี้เร็วเลยนะ!” อีมี่หันมาจิกกัดใส่ฉันทันที
“นิดหน่อยว่ะ ช่วงนี้กูไม่ได้เจอเกือบเป็นเดือน ขนาดเรียนมอเดียวกันคณะเดียวกัน ยังไม่ได้เจอเลย” ฉันตอบมันไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับความคิดที่มันกำลังนึกถึงใครอีกคน
“อีเลว! เพื่อนชวนทำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอได้ยินชื่อผับแล้วระริกระรี้!” เอกกี้หันมากัดฉันอีกคน
“พูดมาก จะไปไหม” ฉันว่าให้พวกมันเสียงแข็ง แซวนักเดี๋ยวก็ไม่ไปด้วยเลย
“ไปค่ะไป อย่าอารมณ์เสียนะคะยัยปีศาจ!” เอกกี้มันรีบพูดออกมาเสียงออดอ้อนอย่างเร็ว แต่พอได้ยินมันเรียกฉันท้ายประโยคแล้วอยากจะตบมันจริงๆ เลย
ยัยปีศาจนี่ไม่ใช่อะไรหรอก มันเป็นฉายาของฉันเองแหละ เพราะเวลาฉันโกรธหรือโมโหนี่โหดร้ายเหมือนปีศาจไง
“ไปก็อย่าพูดมากสิคะ นายพัชนะ” ฉันแหย่มันกลับด้วยชื่อจริงของมัน
“อร้าย! ชะนี ตบปากเลยนะ!” นั่นไง พอได้ยินทีไรก็วี๊ดว๊ายตลอดอ่ะ ชื่อที่เรียกมันไม่ได้ก็ พัชนะกับไอ้เอกนี่แหละ
“ฮ่าๆๆ พวกมึงพอกันทั้งสองคนเลย กูจะกลับไปเตรียมชุดเพื่อคืนนี้” มีมี่พูดด้วยรอยยิ้ม
“มึงไม่ค่อยรีบเลยนะอีหมวย” แล้วมีมี่ก็ถูกอีเอกกี้กัด
“มึงยังอยากไปอยู่ไหมไอ้เอก” นั่นไงโดนคืนอีกดอก
“เออๆ ไปค่ะไป อย่าลืมโทรบอกพี่มึงด้วยล่ะ”
“ไม่ต้องโทรหรอก กูเคยเข้าไปหาพี่ไมค์ที่นั่นบ่อยๆ การ์ดจำกูได้” มีมี่ตอบกลับมาอย่างมั่นใจ
พี่ไมค์ที่ว่านี่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับมีมี่เขาหุ้นกับเพื่อนเปิดผับตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว ด้วยอำนาจเงินของแต่ล่ะคนก็เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะเป็นเจ้าของผับกันได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ และผับนี้ก็เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นเลยแหละ โดยเฉพาะนักศึกษามหาลัยฉัน ยิ่งพวกผู้หญิงที่ไปๆ กันน่ะ ไม่ได้อยากไปกินเหล้าเท่าไหร่หรอก แต่พวกนางอยากไปเจอกลุ่มเจ้าของผับต่างหาก
และเป้าหมายหนึ่งในเจ้าของผับนั้นฉันก็ต้องการเหมือนกัน แต่ไม่ได้ต้องการในเรื่องอย่างว่าเหมือนคนอื่นๆ หรอกนะ แต่ฉันต้องการทำให้เขากลับมาเป็นของฉันเหมือนเดิม เพราะนี่คือความต้องการและความสุขสุดยอดของฉันเลยแหละ ยิ่งช่วงนี้ไม่ได้เจอกันนานแล้วด้วย ป่านนี้เขาคงคิดถึงฉันแย่แล้ว
แค่คิดก็สนุกแล้ว หึ!
