บทที่ 8 ตอนที่ 4.2 ลูกชาย

“ค่ะ!” สิ้นสุดคำพูดของฉัน ปิติภัทรก็พาว่าที่ภรรยาของเขาเดินออกไปทันที

ฉันทำได้เพียงแค่มองทั้งสองจนสุดสายตา ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะของตัวเองอีกครั้ง สายตาจ้องมองไปที่ถุงของขวัญที่ผู้หญิงคนนี้นำมาให้ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดดูเห็นว่าเป็นสร้อยเพชรจี้หยดน้ำเส้นหนึ่งที่สวยมากจริง ๆ

ด้านในมีการ์ดใบหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยลายมือฉันหยิบมันขึ้นมาอ่านเนื้อหาด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง

‘ของขวัญที่พบกัน’ ดูก็รู้ว่าสร้อยเส้นนี้ถูกซื้อมาให้กับเลขาของปิติภัทร ต่อให้ตรงนี้เป็นฉันหรือคนอื่นสร้อยเส้นนี้ก็ต้องมีเจ้าของอยู่ดี

“หึ! เข้าหาคนด้วยเงินตามฉบับลูกคนรวยจริง ๆ”

///

ครืด~

“ฮัลโหล”

‘ลืมหรือเปล่าว่าวันนี้ต้องมารับพี่’

“ลืมไปเลย!”

‘ยัยบื้อเอ๊ย!’

ฉันยกมือถือออกห่างจากหูทันทีที่ได้ยินเสียงของพี่ธันวา ซึ่งเป็นพี่ชายของฉันที่แผดเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ สายตาของฉันจ้องมองไปที่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนหงุดหงิดขยี้ผมตัวเองอย่างน่าขบขันอยู่ไม่ไกลนัก ฉันตัดสายของเขาทิ้งก่อนจะรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง

“มาแล้ว!”

ฉันตะโกนออกมาเสียงดัง พร้อมทั้งสับขาทั้งสองข้างวิ่งไปอุ้มเด็กน้อยวัยห้าขวบเศษขึ้นมากอดด้วยความคิดถึง ก่อนจะหันไปเห็นท่าทางที่หงุดหงิดของพี่ชายตัวเอง

“เดี๋ยวนี้รู้จักโกหก!”

พี่ธันวาประเคนมะเหงกมาที่หน้าผากของฉันหนึ่งที ก่อนจะหันไปลากกระเป๋าเตรียมพร้อมจะกลับบ้านด้วยความเร่งรีบ

“พี่จะรีบไปไหนเนี่ย”

“กลับบ้าน”

“คุณลุงธันวาหงุดหงิดที่พี่เว่ยเอินไม่ยอมมากับคุณลุงครับ”

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยห้าขวบเอ่ยออกมาอย่างล้อเลียน ฉันเหลือบตาไปมองพี่ชายตัวเองก็เห็นว่าเขามีอาการไม่สบอารมณ์เล็กน้อย

“เว่ยเอิน.. ผู้หญิงที่พี่ตามจีบมาหลายปีน่ะหรอ”

“ไม่ต้องอยากรู้มากได้ไหม ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

“ทำไม! อยากรู้จักจริง ๆ เลยผู้หญิงที่สามารถทำให้พี่ชายของฉันเป็นบ้าเป็นหลังได้ขนาดนี้หน้าตาเป็นยังไงนะ”

ฉันอุ้มเตชินลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินตามหลังของพี่ชายที่ลากกระเป๋าออกไปด้วยท่าทางของคนอารมณ์ไม่ดี

“ลุงของลูกนี่ไม่ไหวเลยเนาะ.. ผู้หญิงคนเดียวก็จีบไม่ติด”

ฉันแกล้งทำเป็นคุยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่ดังหน่อย ทำให้พี่ธันวาหันมาแยกเขี้ยวใส่ชี้หน้าด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก ก่อนจะยัดตัวเองลงไปในรถที่จอดไว้แล้วขับออกมาทันที

“ได้โรงเรียนหรือยัง” ทันทีที่พวกเรามาถึงบ้าน พี่ธันวาก็เริ่มถามเกี่ยวกับโรงเรียนของลูกชายทันที 

“ได้แล้ว”

“ที่ไหน.. ปลอดภัยไหม.. ไกลหรือเปล่า”

“ไม่ไกล.. พี่ชบาไปรับไปส่งได้”

“อือ.. งั้นก็ดี แล้วนี่พี่ชบาไปไหน”

“พอรู้ว่าตาหนูกลับมาวันนี้ ก็ออกไปซื้อของมาทำอาหารให้เยอะแยะเลยน่าจะอยู่ในครัวมั้ง”

เพราะพี่ชบานั้นเลี้ยงเตชินมาตั้งแต่เกิด ทันทีที่เจ้าเด็กน้อยคนนี้ได้ยินว่าแม่นมของเขาอยู่ที่ไหน ก็รีบวิ่งตัวกลมไปหาแทบจะทันที

“ระวังล้มนะลูก”

ฉันมองลูกชายที่วิ่งไปในครัวจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของพี่ชายตัวเองที่ดูเหมือนคนอกหักอย่างใส่ใจ

“อยากเล่าให้ฟังไหม”

ฉันเดินตามพี่ชายมานั่งลงบนโซฟากลางห้องรับแขก ก่อนจะเปิดทีวีจอใหญ่หันไปเอ่ยถามพี่ชายอย่างไม่ได้ใส่ใจคำตอบของเขามากนัก

“ไม่มี”

“อือ.. งั้นก็เลิกทำหน้าเหมือนหมาหงอยไม่มีเจ้าของได้ละ”

“ปากแกนี่มัน!”

“ได้พี่มาไง.. ได้มาเยอะด้วย ภูมิใจสิ!” ฉันหันไปยิ้มหน้าทะเล้นให้เขา ก่อนจะหันไปจ้องจอทีวีต่อ

“เมื่อไหร่จะออกจากบริษัทนั้นสักที”

ทุกอย่างชะงักเมื่อเจอคำถามของพี่ชาย ก่อนก็ตีมึนหยิบส้มมาปอกเปลือกกินหน้าตาเฉย โดยที่ไม่ได้สนใจจะตอบคำถามของเขา

“ม่านฟ้า! พ่อถามพี่หลายรอบแล้วนะเมื่อไหร่แกจะไปทำงานที่บริษัท”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป