บทที่ 3 คนตายกลับมา

(อีกด้านนึง)

ต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะ [1] ~

เสียงเพลงเก่าดังเข้ามากระแทกโสตประสาทให้ช่างใหญ่เจ้าของอู่ TW ได้หงุดหงิดจนต้องไถลตัวออกจากใต้ท้องรถ มาโบกป้าบใหญ่เน้นๆ ใส่หัว ‘ไอ้บอล’ หนึ่งในลูกน้องที่เป็นคนเปิดเพลง

ป้าบ!

“โอ๊ย~! อะไรอะเฮีย”

“เปิดเหี้ยอะไรนักหนารกหูกู!"

คนพูดระเบิดลงใส่คนเปิดเพลงที่ได้แต่เกาหัวแกร๊กๆ มองตามเฮียแกเข้าห้องทำงานไปอย่างงงๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยถามเพื่อนร่วมงานอย่าง ‘ทิวเขา’ ที่ยืนถือบอร์ดอยู่ใกล้ๆ กัน

“ข้าโดนเรื่องไรวะ หรือเฮียไม่ชอบฟังเพลงเก่า ออกจะคลาส เห้ย คลาสไรวะ” สนิทกันมาก็หลายปี แต่หลังๆ ชักไม่เข้าใจถึงจิตใจของลูกพี่เข้าไปทุกที

“คลาสสิค” ทิวเขาช่วยแวะตอบ

“นั่นล่ะ ช่วงนี้เฮียดูเหมือนคนวัยทองนะ 30+ แล้วอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หรือแกไม่มีที่ระบายวะ”

“ที่ระบาย? ดูไอ้รถพวกนี้ นี่แหละคนที่อยากมาเป็นที่ระบายแต่ไม่มีวาสนา” ทิวเขาละสายตาจากกระดาษในมือ ปลายปากกาชี้ไปที่บรรดารถเล็กทั้งหลายที่ไม่มีวี่แววว่าเสีย แต่มาจอดไว้เต็มอู่ ก็พวกเจ้าของรถนี่แหละที่มักสรรหาข้ออ้างว่ารถเสียบ้าง อยากเช็กสภาพ เพื่อแลกโอกาสให้ได้อยู่ในสายตาของคนที่เดินหัวเสียเข้าไปข้างใน “พี่อยู่กับเฮียทศมาตั้งแต่สมัยยังทำงานที่อู่เก่า ถ้าไม่โง่เกินไปก็น่าจะคิดได้”

“โอ๊ย! เอ็งแม่งไม่ช่วยข้าคิดแถมยังหลอกด่าอีกนะ แล้วเอ็งล่ะ พอรู้มั้ยวะไอ้ขุน” บอลบ่นอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปถามทางขุนแผน เด็กมหาลัยปีสามที่มาฝึกงานที่อู่ได้ไม่นาน แต่รู้จักเฮียทศมานานพอๆ กัน

“ก็พี่เปิดเพลงไม่ดูฤกษ์ดูยาม ก็รู้อยู่ว่าเนื้อเพลงมีคำต้องห้าม ไม่รีบปิดทิ้งเอง”

“เพลงมีเป็นร้อยเป็นพัน กูจะรู้มั้ยเพลงไหนมีคำต้องห้าม” พี่บอลแม่งโง่จริง ทิวเขากับขุนแผนแอบคิดในใจพร้อมกัน

“ถ้าพี่ไม่รู้ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไปละกัน” หรือแปลง่ายๆ ว่าโง่ต่อไปเถอะ ขุนแผนปล่อยให้บอลเกาหัวเดินเลยไปหาน้ำดื่มโดยที่ไม่รู้ว่าตนเองโดนตบเพราะอะไร แล้วง่วนอยู่กับการถอดน๊อตล้อแม็กซ์รถต่อไป

ในหัวก็หวนคิดถึงคำต้องห้ามที่พูดค้างกันไว้ คำต้องห้ามสำหรับเจ้าของอู่แห่งนี้มีไม่กี่คำ แต่ทุกคำล้วนเกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับรักครั้งเก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะคำว่า ชนะ วิน ศึก และอีกมากมายที่สามารถทำคนตัวโตหงุดหงิดได้

ในขณะที่ขุนแผนกำลังหมุนประแจในมือ ระบบสั่นจากมือถือที่สอดไว้ในกระเป๋าข้างกางเกงก็เกิดสั่นเตือนบอกถึงสายเรียกเข้า พอเห็นเป็นเบอร์ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ก็คิดจะไม่รับ แต่สุดท้ายก็กดรับเพราะเกรงจะเป็นพวกพัสดุจากร้านค้าออนไลน์ที่เจ้าตัวชอบเข้าไปเอฟบ่อยๆ

(ยังใช้เบอร์เดิมเหรอวะ?)

“ใครครับ?”

(มึงจำเสียงกูไม่ได้ไง๊ เพื่อนมึงน้อยใจนะเว้ย)

“เป็นใครก็บอกมาดิครับ เพื่อนผมมีเป็นคอก ใครมันจะจำได้หมด ถ้าจะให้จำก็คงมีแต่ชื่อพ่อแม่พวกมันอะครับที่ค้างอยู่ในเมมโมรี่” ขุนแผนส่อแววกวนตีนเพราะกลัวจะเป็นมิจฉาชีพที่กำลังระบาดแล้วทำมาเป็นแอบอ้างความสัมพันธ์

“เฮ้ย~! มิจเปล่าวะ ส่งมาเดี๋ยวพี่คุยให้ ไอ้พวกมิจต้องเจอคนแบบข้าเว้ย” บอลเจ้าเก่าเจ้าเดิมกลับเข้ามาทันได้ยินรุ่นน้องโวยวายกับปลายสาย ก็ออกตัวขอจัดการไอ้พวกมิจฉาชีพที่ทำร้ายคนอื่นเพื่อความสบายของตนเอง กะถือโอกาสระบายอารมณ์ที่โดนแพ่นกระบาลเมื่อกี้ด้วย

ขุนแผนโบกมือปฏิเสธ บอลทำหน้าเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมเลิกยุ่งเรื่องเพื่อนร่วมงานแล้วกลับไปทำงาน

(ชัยกร)

ปลายสายบอกชื่อที่พอคนฟังได้ยินก็รู้ว่าไม่ใช่เจ้าของของปลายสายแน่ๆ แต่เป็นชื่อที่ขุนแผนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่รู้จัก

“ไอ้ชนะ..” ขุนแผนเร่งสาวเท้าออกมาคุยด้านนอก ลดเสียงพูดให้เบา เกรงว่าใครจะผ่านมาได้ยิน

ไม่รู้การที่เขาจำชื่อพ่อแม่เพื่อนได้มันน่าภูมิใจไหม น่าภูมิใจแหละเนอะ

(เออ! บอกชื่อพ่อดันเสือกจำได้ทันทีเลยนะไอ้สัส!)

“มึงสิไอ้เวร! เงียบหายไปตั้งหลายเดือน โทรไปก็ไม่รับทักไปก็ไม่ตอบก็นึกว่าครางนี้ตายจริง แล้วนี่เอาเบอร์ใครโทรมา? เบอร์ไทยนี่หว่า มึงกลับมาตอนไหน? แล้วโทรมาแม่งไม่ดูเวลาเสี่ยงโดนจับได้ฉิบหาย!” ขุนแผนรัวชุดใหญ่จัดหนักจนแทบไม่เว้นช่องไฟให้คนปลายสายได้เอ่ยทันมัน

ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน

ขุนแผนพึ่งกลับจากไปเที่ยวกับครอบครัว ลงจากเครื่องไม่ทันไร แชทกลุ่มก็เด้งติดต่อกันกว่าพันข้อความ พอกดเช็คก็เห็นแต่ข้อความแสดงความเสียใจร่ายลงมา เขาที่ยังงงกับสถานการณ์เพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ข่าวการเสียชีวิตของคนคุ้นเคยก็แผ่หลาบนสื่อโทรทัศน์ของสนามบิน

กระเป๋าเดินทางถุกปล่อยทิ้งลงพื้นดังตึง จำได้แค่ว่าเขาต่อสายไปเบอร์เดิมที่พึ่งโทรออกก่อนจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับได้ยินแต่เสียงอัตโนมัติตอบกลับ ‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายปลายทางที่ท่านเรียก’

พอเปลี่ยนเป็นโทรไปทางบ้านของอีกฝ่ายก็ไม่มีใครรับสาย ต่อสายหาเฮียทศกัณฐ์ก็ปิดเครื่อง จนเบอร์พี่บอลโทรเข้ามาและยืนยันข้อเท็จจริงของข่าวดังที่ไม่ว่าเปิดไปแอพไหนก็เจอ แม้แต่แอพสีฟ้า #ลูกชายเจ้าสัวเสียชีวิต ยังติดเป็นแฮ็ชแท๊คยอดนิยม

(พะ พี่..พี่บอล กะ เกิดอะไรขึ้น ทะ ทำไม) เสียงเขาสั่นเครือจนปลายทางฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจับใจความได้

‘เอ็งทำใจดีๆ ไอ้ศึกมันไปสบายแล้ว’

(มะ..ไม่ ไม่จริง)

‘เอ็งช่วยตั้งสติหน่อยสิโว้ย... ตอนนี้เฮียผ่าตัดอยู่ไอซียูไปคนนึงแล้ว ข้าไม่อยากให้เอ็งเป็นอะไรไปอีกคน ฮึก.. ใครจะไปนึกว่าไอ้เด็กเวรปากหมาจะตายง่ายขนาดนั้นวะ ฮึก.. สงสารก็แต่คนที่อยู่ สงสารก็แต่เฮีย..’ น้ำเสียงปลายสายฟังดูก็รู้ว่าพูดไปร้องไป

‘ฮือออ ฮึกก ฮือออ’ ตัวเขาที่ฟังอยู่ก็ได้แต่ปิดหน้าปล่อยให้น้ำตาไหลและส่งเสียงสะอื้นแทนคำตอบออกไปเท่านั้น

ถึงจะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและพยายามคุมสติตามที่ถูกขอ แต่ไม่สามารถคุมน้ำตาไม่ให้ไหลได้ ขุนแผนไม่นึกว่าจะมาเสียเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตไปอย่างกะทันหัน เขากับชนะศึกคบกันมาตั้งแต่อนุบาล เรียนที่เดียวกันโตมาด้วยกัน สนิทกันยิ่งกว่าฝาแฝดที่เกิดในท้องเดียวกัน

แต่กลับกลายเป็นว่า...

ขุนแผนไปทันงานศพของชนะศึกในคืนวันที่สอง พอออกจากงานศพก็ไปเยี่ยมเฮียทศกัณฐ์ที่โรงพยาบาล โชคดีที่พ้นขีดอันตราย แต่เพราะเฮียยังไม่ฟื้นถึงทำได้แค่ไปนั่งดูคนนอนหลับ เขาทำเช่นนี้ซ้ำๆ จนสวดครบเจ็ดวันตามประเพณี

เฮียทศกัณฐ์ตื่นมาอาละวาดตามที่ขุนแผนคาดไว้ ทุกวันเพื่อนของทศกัณฐ์ที่เป็นหมอและเหล่าบุรุษพยาบาลต้องจับเฮียแกมัดพร้อมฉีดยาให้หลับเพื่อไม่ให้คนไข้ตื่นมาอาละวาดทำร้ายตนเอง เฮียคงไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลง่ายๆ ถ้ายังเป็นแบบนี้

แต่แล้ววันนึง...

‘ไอ้แผน กูเอง’ เสียงที่เขาไม่มีวันจำไม่ได้เพราะได้ยินมาทั้งชีวิต พร้อมกับชื่อท้ายที่น้อยคนจะเรียก

[1] เพลง ต้องสู้ถึงจะชนะ - เจินเจิน บุญสูงเนิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป