บทที่ 4 ไอ้เพื่อนเวร

ตั้งแต่วันนั้นขุนแผนก็ได้เข้าไปอยู่ในแผนการบ้าๆ ของเพื่อน แผนที่เสี่ยงต่อการโดนผัวเพื่อนกระทืบสูงมาก

กลับมาปัจจุบัน

(จะเลิกด่ากูกี่โมง?) คำแรกที่ได้พูด

“พรุ่งนี้บ่ายๆ หึ!”

(มึงมันเชี่ยจริงๆ โทษทีว่ะคุณชัยกรไปเยี่ยมกูเมื่อสามเดือนก่อน กูเลยต้องลบทุกอย่างกันไว้ กูพึ่งกลับมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้าไม่แวะไปเอามือถือเครื่องเก่าที่ซ่อนไว้มาโทรหามึง กูก็ไม่รู้จะติดต่อกับมึงยังไงเหมือนกัน โซเชียลเก่าๆ หายเกลี้ยง)

“ตั้งอาทิตย์? แล้วพึ่งติดต่อมาเนี่ยนะเหอะ!?” ที่ขุนแผนสบถไม่ใช่เพราะโกรธเพื่อนที่หายไปเฉยๆ แต่เขาไม่ได้มีโอกาสอัปเดตให้เพื่อนฟังถึงสถานการณ์ทางนี้ที่มัน-โคตร-จะ-ยุ่งเหยิง

(กิจกรรมมหาลัยที่ไทยวุ่นวายโคตรๆ แค่กลับถึงห้องก็นอนหลับเป็นตายแล้ว คณะห่าไรไม่รู้บังคับเข้ากิจกรรมอยู่ได้ทุกวัน)

“เข้ามอไหน” ขุนแผนหมายถึงมหาลัยอะไร

(มหาลัย XX)

“คณะอะไร?”

(วิศวะยานยนต์)

ไอ้ฉิบหาย! มหาลัยเดียวกันไม่พอ เสือกคณะเดียวกันอีก สนุกล่ะสิทีนี้ หึหึ

“เจอหน้ากูอย่าลืมไหว้กูด้วย”

(มึงเข้าวิศวะ?)

“เออ” ขุนแผนแอบสะใจ

(เอกยานยนต์?)

"สวัสดีครับน้องศึก"

(แม่งเอ๊ย! นี่กูต้องไหว้มึงจริงดิ?)

ถ้าโทรแบบเปิดหน้าจอขุนแผนคงได้เห็นสีหน้าปุเลี่ยนของเพื่อนสนิทที่คบกันมานาน

“ครับ คุณรุ่นน้อง ไปฝึกไหว้มาสวยๆ นะ พี่จะรอชม”

(ไอ้สัส! แล้วทำไมกูไม่เจอมึงมารับน้องวะ?)

“พี่ฝึกงานครับน้อง นโยบายคณะเราฝึกงานตอนปี 1 เทอม 2 กับ ปี3 เทอม 2”

(เชี่ยแม่ง! เลิกดิ๊ พี่ครับน้องครับห่าอะไรเนี่ย)

ปลายสายยังคงสบถไม่เลิก

“แบบนี้เรียกว่าไม่รู้จักเคารพรุ่นพี่ เดี๋ยวกูจับเข้าฐานจะร้องไม่ออก” พูดแล้ว วันจันทร์เข้าไปสั่งพวกเด็กปีสองหน่อยดีกว่า

(อยากตายมั้ย?)

“กูรอเวลานี้มาทั้งชีวิต” ขุนแผนน้ำตาแทบไหล เมื่อได้เห็นโอกาสในการเอาคืนเพื่อนรัก

(รอพ่อมึงสิ บอกมาฝึกแถวไหน?)

“ลองจิจูด 37.751 ละติจูด -97.822” อยากด่าพ่อเขาก็จัดไปหนึ่งกรุบ

(ฮวงซุ้ยมึงเหรอไอ้แผน บอกมาดีๆ กูจะเรียกรถไปหา)

“เชี่ย!! มาไม่ได้! ไม่ได้ๆ อะแฮ่ม..ไม่งั้นข้ากับเอ็งจองโลงคู่เป็นแน่แท้” ขุนแผนแหกปากโวยวายจนทิวเขาที่อยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมอง พอหันไปสบตาเห็นเพื่อนร่วมงานมองมาอย่างผิดสังเกตก็หันหลังทำเสียงค่อยลง

(อะไรของมึงพูดเบาใครจะได้ยิน พูดชัดๆ ดิ เห้ย! อย่าบอกนะ มึงฝึกกับ...เหรอวะ..?)

“เออ!” เสียงเบาแทบกระซิบพร้อมกับป้องปากไปด้วย

(ไม่บอกกูวะ)

“กูส่งข้อความไปแล้ว”

(หายไปหมดแล้ว อย่างที่กูบอก กู้คืนไม่ได้ด้วย)

“ช่างเถอะๆ ถ้าจะมาเจอกันจริงๆ บอกกูล่วงหน้า กูจะได้ลาบวช เอ้ย! ลาหยุด ไม่อยากโดนลูกหลงที่รู้ว่าโดนถึงกูแน่ๆ อย่าลืมเอาธูปเทียนใส่พานมาด้วยล่ะกัน”

(ไหว้ครู?)

“ขอขมานี่แหละไอ้สัส แต่อย่างมึงน่าจะได้ทรีนแทนคำว่าอโหสิ”

(ปากมึงนี่น่าแดกตีนกูก่อนใคร แต่เห็นแก่ที่มึงช่วยดูแลคนของกูไม่ให้ใครมายุ่ง จะถือว่ายกให้ครั้งนึง)

“อ้อ เอ้อ..คือเรื่องนั้น..ยังไงดี มันแบบ..” ขุนแผนอ้ำอึ้ง บรรยากาศขำขันเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง แต่ปลายสายคงยังไม่รู้เรื่อง

(อะไรของ...กรี๊ดดด! วินมาช่วยหน่อย! ค่อยคุย ตู๊ดๆๆ)

เสียงหวานที่ดังแทรกเข้ามาเร่งให้เพื่อนรักต้องวางสาย คงเป็นเพื่อนสาวลูกครึ่งที่อีกฝ่ายเคยเมลมาเล่าให้ฟัง ขุนแผนรู้สึกโล่งอกที่มีคนมาขัดจังหวะ เพราะเขากำลังอยู่ในความรู้สึกเดียวกับเนื้อเพลง ‘ให้โกหกเธอก็ทำไม่ลง ให้พูดตรงๆ ก็คงไม่ได้’

เมื่อสามเดือนก่อนเขาเองก็พึ่งรู้และได้เห็นกับตา ถึงกิจกรรมระหว่างคนสองคนที่เขาไม่ควรสอดเข้าไปรับรู้ ขุนแผนชักปวดหัวไม่รู้จะบอกออกไปยังไง คนนึงก็เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก อีกคนก็เพื่อนสนิทถึงจะสนิทช้ากว่าหลายปี แต่ก็ถือเป็นเพื่อนกันหมด

เป็นรักสามเส้าเราสามสี่คนที่เขาเสือกเข้าไปมีส่วนร่วมของแทร่!

“ไอ้ขุน! เฮียเรียก!” บอลเข้ามาจับบ่า แต่คนถูกจับกลับสะดุ้งสุดตัวเหมือนเจอผีหลอกกลางวันแสกๆ

“เชี่ยยยย! ระ เรียกทำไมอะพี่บอล..?” ขุนแผนเหงื่อตก คนมีชะชนักติดหลังก็งี้

“หน้าข้าเหมือนเฮียเหรอ? ไปถามเฮียเองสิ รีบไปเลย ช่วงนี้เฮียแกยิ่งหัวร้อนเห็นว่านอนไม่ค่อยหลับอยู่” บอลถือเป็นลูกน้องที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด ถึงจะซื่อบื้อกับเรื่องส่วนตัวแต่เรื่องงานถือว่ามีฝีมือเยี่ยม

“ไปแล้วครับ” ว่าแล้วก็วิ่งจู๊ดตรงไปยังห้องทำงานเจ้าของอู่

ขุนแผนหยุดอยู่ตรงหน้าประตูสูดลมหายใจลึกๆ เรียกกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนจะเคาะเป็นจังหวะขออนุญาตเข้าห้อง

“เข้ามา” เสียงทุ้มสั่งให้เข้าไปได้

พอผลักประตูเข้าไปก็เห็นร่างใหญ่กำยำเปลือยอกจนเห็นรอยสักสุดเท่กับรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านกลางลำตัว ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุในวันนั้น แจ๊กเกตยีนส์สีซีดถูกพาดไว้ตรงพนักเก้าอี้อย่างลวกๆ มือใหญ่ที่ล้างแล้วแต่ยังเหลือคราบน้ำมันติดอยู่ เสริมให้คนตัวโตดูดิบเถื่อนสมฉายาช่างซ่อมในตำนาน

หากสมัยก่อนมีคนมาบอกขุนแผนว่า วันนึงเฮียทศกัณฐ์จะเปลี่ยนจากคนที่วันๆ จับแต่เครื่องยนต์ เนื้อตัวเปื้อนแต่คราบฝุ่นและน้ำมันรถมาเป็นจับกระดาษปากกาบนกองเอกสาร เขาคงขำท้องแข็งให้กับมุกแป้กไร้ที่มา

จากเด็กที่เติบโตมาในย่านสลัมเก่า ไม่มีพ่อแม่ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบ รับจ้างด้วยอัตราจ้างรายวันเป็นการซ่อมรถในอู่เล็กๆ วันนึงจะกลายมาเป็นเจ้าของอู่ TW ที่มีชื่อเสียงโด่งดังดังในชั่วข้ามคืน ต้องขอบคุณความสัมพันธ์ที่ดีของพวกเฮียแก๊งดมตดไอ้มดแดง! ชื่อที่ไม่น่าเชื่อว่าสมาชิกจะล้วนแล้วแต่มีคุณภาพระดับประเทศ

แค่ไม่กี่วินาทีที่ชื่อของอู่ TW ฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ในสนามแข่ง T-Cup ในฐานะสปอนเซอร์ของนักแข่งรถที่พึ่งคว้าถ้วยรางวัลระดับ F1 อย่าง ‘ออสติน’ หนึ่งในแก๊งดมตด ชีวิตพวกเขาทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

นอกจากเสน่ห์ที่แรงเกินต้านของนักแข่งหนุ่มสุดฮอตอย่างออสติน จะช่วยเรียกเรตติ้งให้สปอตไลต์ส่องมาที่ตัวเขาและสปอนเซอร์ของเขาแล้ว ความสามารถในการแข่งขันต่อๆ มายังทำให้เขาคว้าตำแหน่งนักแข่งซุปเปอร์คาร์ที่ครองแชมป์มาถึงสามสมัยและล่าสุดยังคว้าแชมป์การแข่ง MotorWorld International Champion League อีกต่างหาก

ลมจะเปลี่ยนทิศก็ไม่แปลกอะไรเลยว่าไหม..?

นอกเหนือจากการโฆษณาผ่านนักแข่งซุปตาร์ ผลตอบรับทางสื่อโซเชียลก็นับว่าล้นหลาม โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาของช่างซ่อมที่ถึงจะมีลุคเถื่อน ครึ่งซีกมีรอยสักขนาดใหญ่ ส่วนสูงกว่า 190 แถมยังอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามและซิกซ์แพ็คทำให้ดูตัวใหญ่ยักษ์ตามชื่อ แต่ดันไปโดนใจกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ที่กำลังฮิตทรงเดียวกับกัปตันอเมริกัน บางเสียงก็แตกออกว่าถึงจะชอบสไตล์หนุ่มเกาสูงขาว แต่ใบหน้าของทศกัณฐ์ที่ใครก็ก็ต้องบอกว่าหล่อ จนสาวๆ แห่กันกดไลค์กดแชร์และมีคนนำไปแชร์ในแฟนเพจ ‘ช่างหล่อบอกต่อของแทร่’ จนมีกลุ่มด้อมเล็กๆ สร้างเพจแยกขึ้นมาคอยติดตามอัพเดทชีวิตของเฮียทศกัณฐ์ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ขุนแผนเองก็ตามกดทุกเพจเพื่อคอยรายงานให้บางคนรู้

ถึงเจ้าตัวจะไม่ชอบที่ตัวเองกลายเป็นกระแส แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้อู่เติบโตเร็วมาก จากลูกน้องสองสามคนกลายเป็นสิบกว่าคน จนตอนนี้รับแค่รถที่เสียจริงๆ ไม่ใช่ ‘ทำให้มันเสีย’

ยังไม่นับการที่เฮียทศกัณฐ์ครองสถานะโสดมายาวนาน มันยิ่งเปิดโอกาสให้ทุกผู้ทุกนามมีสิทธิ์ชิงตำแหน่ง ทั้งหนุ่มน้อยสาวสวยมากันพรึ่บพรั่บเพราะหวังจะได้ติด #เด็กเฮียทศ พ่วงท้ายเป็นนามสกุล

คิวยาวถึงดอยแม่สะลองแต่คนก็ยังต่อแถวรอ ถึงช่วงนี้กระแสจะซาๆ ไปบ้างเพราะ...

“ไอ้ขุน! ไอ้ขุน!”

“คะ ครับเฮีย” ขุนแผนสะดุ้งโหยง เขามัวแต่จดจ่อกับความคิดจนไม่ได้ยินเสียงเรียก

“กูเรียกตั้งหลายครั้ง มัวเหม่ออะไรในเวลางาน” ทศกัณฐ์ตำหนิเสียงดุ เขาเป็นคนอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่เคยใจดีกับใคร ไม่แม้แต่เพื่อนสนิทแฟนเก่า

“ขอโทษครับ ผมมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เฮียมีอะไรให้ผมทำเหรอครับ?”

“เดี๋ยวจะมีลูกค้าเอารถไฟฟ้าเข้ามาให้เราช่วยตรวจเช็กสภาพ จริงๆ ทางเราไม่รับรถประเภทไฟฟ้า แต่เพราะเป็นลูกค้าเก่าเลยจะช่วยดูให้ ตอนปีสองมึงเรียนเกี่ยวกับรถไฟฟ้ามา กูจะให้มึงลองเช็คดู ได้ไม่ได้ก็บอกกูจะได้แจ้งลูกค้า”

“ครับ”

ร่างใหญ่เท้าคางมองเอกสาร ก่อนเลื่อนขึ้นไปมองหน้าลูกน้องชั่วคราวที่เป็นเด็กฝึกงาน

“ได้ไปเยี่ยมหลุมศพมันบ้างมั้ย?” คำถามที่ทำเอาขุนแผนถึงกลับสำลักน้ำลาย

“แค่กๆ ไม่ได้ไปเลยครับ ผมกลัวผี” ไม่รู้รอดไม่รอด ถือว่าแถๆ ไป ได้แต่อ้อนวอนในใจขอให้เฮียซื้อเถอะ

“อืม เมื่อกี้เห็นโวยวายเสียงดัง คุยกับใครในเวลางาน?” ขุนแผนนึกในใจสงสัยว่าทำไมวันนี้เฮียจี้เขาจัง แล้วเสือกจี้ได้ถูกวันด้วยนะ

“คอลเซนเตอร์อะเฮีย ผมเลยด่าแม่มันไป” ขุนแผนตอบชัดเจนถึงจะแอบเหงื่อตก ในใจได้แต่กราบขอโทษเฮียเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง

ไอ้เพื่อนตัวดีติดต่อมาวันแรกก็ได้เรื่องเลยนะ

“เหี้ยจริงๆ” ทศกัณฐ์พึมพำพร้อมหยิบปากกาขึ้นมาหมุนควงเล่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป