บทที่ 8 Chanasuek’s Part: พบกันครั้งแรก
ควันจากขี้เถ้าตรงปลายประกายไฟค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนอากาศ มือที่คีบตรงด้ามจับหนีบมันออกก่อนพ่นควันฟู่ใหญ่ออกจากริมฝีปากสีพีชที่ตอนนี้เริ่มคล้ำเพราะสารนิโคติน ร่างสูงยืนพิงกำแพงเอามือข้างนึงล้วงกระเป๋ามองตามกลุ่มควันล่องลอยไปบนฟ้าพลางนึกถึงคนที่ถูกเรียกว่าสิงห์อมควัน แต่กลับห้ามไม่ให้เขาสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
ประหลาดคน ตัวเองก็ทำยังมีหน้ามาห้ามคนอื่น
แต่ถามว่าเขาทำตามไม่ แน่นอนว่าเชื่องเป็นหมาใส่ปลอกคอเลย!
ถ้าเขาคนนั้นมาเห็น คงโดนทุบหลายตุบจนเข็ดจนไม่กล้าแตะอีก แต่เขาไม่มาเห็นนี่
‘พอนึกถึงก็ยิ่งคิดถึงแฮะ อยากเจอจัง จะหล่อขึ้นอีกไหมนะ อย่าหล่อกว่านี้เลย แค่นี้ก็หลงจะแย่แล้ว’
ชนะศึกกลับมาไทยเป็นอาทิตย์แล้ว ประจวบเหมาะกับที่ทางบ้านเลิกส่งคนมาคอยจับตาดูได้หลายเดือน ตั้งแต่พบเห็นฉากล่อแหลมระหว่างเขากับเดียร์น่าที่ขุดสกิลการแสดงออกมาใช้ ชนิดที่ผู้จัดละครควรติดต่อมา ถือว่าช่วยให้ทางสะดวกโล่ง คงไม่ติดอะไรถ้าจะโผล่ไปให้คนรักได้เห็นหน้า
ใจนึงก็อยากรีบไปเจอให้หายคิดถึง แต่อีกใจก็ขอเตรียมตัวคิด script ดีๆ ก่อน มันมีหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการอธิบาย ถึงจะรู้ว่าคงไม่พ้นโดนยำตีนหลายตุบ แต่สถานการณ์อย่างนั้น ต่อให้ย้อนเวลากลับไปเขาก็เลือกทางเดิมอยู่ดี...
มันช่วยไม่ได้ก็เขาเป็นคนอย่างนี้ ถ้าเกิดได้รักใครแล้วก็จะปกป้องสุดชีวิต อาจเป็นเพราะตัวชนะศึกไม่เคยได้สัมผัสความรักความอบอุ่นจริงๆ สักครั้ง
แล้วใครใช้ให้มาเป็นคนแรกที่ทำให้เขาได้รู้จักมันล่ะ...
(ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน)
Chanasuek’s Part: พบกันครั้งแรก
ชนะศึกในชุดมัธยมรู้สึกอาการไม่ดีตั้งแต่เช้าจนคิดว่าควรจะลาป่วยสักวัน แต่ถ้าอยู่บ้านกับพวกคนรับใช้ที่ถ้าไม่สั่งก็ไม่สนใจ ส่วนพ่อเห็นยุ่งกับการคุยโทรศัพท์ตั้งแต่เช้าแล้วก็คว้าเสื้อนอกขึ้นรถไป แม่เองป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน คงไปสิงในงานสังคมสักที่กับพวกคุณนายตามเคย
ช่างไม่ต่างอะไรกับอยู่บ้านคนเดียว สู้ไปโรงเรียนแล้วขอนอนห้องพยาบาลจะดีซะกว่า อย่างน้อยก็มีครูห้องพยาบาลให้ได้อุ่นใจ
‘ไปเลยก็ได้ ไม่ต้องรอมันหรอก อยากชักช้าทำไม’ พี่ชายฝาแฝดที่ขึ้นนั่งรอบนรถได้พักนึงก็ใช้เท้าเตะๆ แทนการสะกิดบอกคนขับ
‘ไม่ได้หรอกครับคุณชาย ต้องรอไปพร้อมกันสิครับ เกิดคุณท่านทราบผมจะถูกดุเอา’ มานพที่ปกติทำหน้าที่ดูแลสวน วันนี้มาขับรถแทนลุงแสนที่เกิดเป็นหวัดจนต้องนอนซม
‘ไม่ได้เรื่อง มันจะช้าอะไรขนาดนั้นวะ แค่ใส่รองเท้ามันจะช้าอะไรนักหนา! ไม่แหกตาดูคนเขารอ!’ ชัยชนะตะโกนใส่ชนะศึกที่นั่งบรรจงใส่รองเท้า จริงๆ ชนะศึกใส่รองเท้าเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เพราะรู้สึกภาพมันเบลอจึงนั่งตั้งสติอยู่พักนึง
ไม่ถึงห้านาทีรถก็ออกจากคฤหาสน์หลังโต บนถนนเส้นคุ้นเคย ชนะศึกมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง
‘พ่อพา...’ เสียงช่วงกลางถึงท้ายแทบไม่ได้ยิน เจ้าหูฟังสีขาวถูกหยิบมาใส่ซะก่อนพร้อมจังหวะเพลงที่ดังขึ้นมากลบพอดี จึงทำให้ไม่ได้ยินเสียงน่ารำคาญของคนที่นั่งติดบานหน้าต่างอีกฝั่ง
จำเป็นต้องทำอย่างนี้เกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันแรกของสัปดาห์ ต้นเหตุมาจากการอยากรู้อยากเห็นของชัยชนะ ว่าพ่อพาเขาไปไหนในทุกคืนวันอาทิตย์ ตั้งแต่เขาขึ้นมัธยม พ่อมักจะให้เขาไปร่วมกินข้าวกับกลุ่มคู่ค้าที่มักจะนัดกันในคืนวันอาทิตย์ พอวันจันทร์ชัยชนะก็จะเข้ามาเซ้าซี้ถามนู่นนี่บนรถเป็นประจำ ที่มาตื๊อเขาเพราะไม่กล้าไปถามพ่อตรงๆ มากกว่า
แรกๆ ชนะศึกก็ยังตอบแต่พอยิ่งตอบเหมือนราดน้ำมันบนกองเพลิง ชัยชนะจะเริ่มทำตัวเหมือนพนักงานสอบสวนที่กำลังสอบปากคำผ็ต้องหา ชนะศึกจึงตัดปัญหาด้วยการใส่หูฟัง และถ้าชัยชนะกล้ามาดึงออกก็อาจโดนเขาสวนกลับ
เพราะกฎที่พวกเขาสร้างขึ้นคือห้ามแตะตัวกันและกัน ไม่งั้น..ถือว่าเปิดศึก!
แต่ก แต่ก แต่ก กึก!
รถขับไปได้ครึ่งทางก็เกิดเสียงดังก่อนทุกอย่างจะดับสนิท
กี๊ด กี๊ด วี๊ดดดด~!
มานพลองสตาร์รถหลายครั้งแต่ก็สตาร์ทไม่ติด
‘เห้ย! อะไรเนี่ย?!’ ชัยชนะโวยวาย
‘...เหมือนว่า..เครื่องจะดับครับ เดี๋ยวผมลงไปดูก่อนนะครับ’ มานพว่าแล้วก็ลงไปเปิดฝากระโปรงหน้ารถตู้ขึ้นดู แต่เขาก็ได้แต่ดูเพราะไม่เคยมีความรู้ในการซ่อมรถ เรียกได้ว่าเขาขับรถเป็นอย่างเดียว พอรู้ว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ก็เข้าไปบอกพวกคุณชาย
‘ซ่อมได้รึยัง?’ ชนะศึกกดหยุดเพลงแล้วถาม
‘ขอโทษครับคือ...ผมซ่อมไม่เป็น เดี๋ยวผมขอโทรหาลุงแสน เอาเบอร์ร้านซ่อมแล้วโทรตามให้เขามาช่วยดูนะครับ’ มานพหันหลังกลับไปยกมือไหว้ตอบคุณชายทั้งสอง
‘โอ๊ย! อะไรนักหนา ซ่อมไม่เป็นแล้วมาเสือกขับรถ ก่อนออกมาไม่ตรวจให้ดี คอยดูจะให้ป๊าหักเงินเดือน’
‘ไอ้ชนะ มึงเลิกโวยวายดิ กูปวดหัว’ ชนะศึกเปิดประตูเอนเบาะพาดแขนทาบหน้าผาก ด้วยเป็นช่วงเช้าอากาศจึงไม่ร้อนมาก แต่เพราะปิดประตูทำให้ลมไม่เข้าเลยส่งผลให้คนป่วยหายใจไม่ค่อยออก แล้วรู้สึกเวียนหัวหนักกว่าเดิม
‘เรื่องของมึง เมื่อกี้ทำเป็นไม่ยอมฟังกู ปวดหัวให้ตายห่าไปเลย!’ ชนะศึกเปิดเพลงให้ดังอีกครั้ง
รอไปกว่าชั่วโมง มานพก็ยังติดต่อลุงแสนไม่ได้ พอโทรกลับไปที่คฤหาสน์ก็ไม่มีใครรู้เบอร์ร้านซ่อมเพราะปกติมีแค่ลุงแสนที่รับผิดชอบเรื่องรถของพวกคุณชาย แต่คร้านจะโทรไปถามคนขับรถของท่านเจ้าสัวก็เกรงจะถูกตำหนิ มานพเลยแก้ปัญหาโดยการหาเบอร์ร้านซ่อมรถใกล้ๆ แถวนี้แทน
ดูท่าวันนี้พวกเขาอาจไม่ได้ไปเรียน พอคิดได้ชนะศึกก็ลืมตาหยิบมือถือมาจิ้มบอกเพื่อนสนิทอย่างขุนเขาให้ทำเรื่องลาให้ล่วงหน้า ประตูรถถูกเปิดออกกว้างเพื่อให้ลมเข้า แต่เขาคงก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างเพราะขนาดเปิดมากว่าครึ่งชั่วโมง ลมยังไม่พัดเข้าตัวรถเลยแต่ถ้ายื่นหน้าออกไปข้างนอกก็พอรับลมบ้าง
ชนะศึกจึงลงจากรถไปทิ้งตัวบริเวณเงาต้นไม้ตรงฟุตบาตรข้างทางเพื่อรับลม
‘...’ เหมือนมีเงาทับร่างเขา ไม่ใช่เงาของต้นไม้ พอเงยหน้าไปมองก็พบกับผู้ชายตัวใหญ่ในเสื้อกั๊กยีนแขนยาว กางเกงยีน รองเท้าคอมแบตคร่อมอยู่บนมอไซต์เก่าๆ สภาพดูไม่เข้ากันเพราะมันเหมือนยักษ์หยิบจักรยานสามล้อของเด็กมาขี่
‘ครับ?’ ชนะศึกปิดเพลงก่อนจะเอ่ยคำแทนการถาม
‘กูถามว่ารถเป็นอะไร?’ เสียงทุ้มถามอย่างใจเย็น ใบหน้าเห็นแค่เพียงส่วนลูกตาเพราะสวมหมวกกันน๊อคไว้
‘รถเสียครับ ไม่รู้เป็นอะไร ผมดูไม่เป็น’ ชายร่างใหญ่ดับเครื่อง ถอดหมวกกันน็อควางไว้บนเบาะ เผยให้เห็นผมจุกเล็กๆ ที่ถูกมัดไว้ด้านหลัง เสื้อยีนถูกถอดแล้วส่งให้กับชนะศึกที่รับไปอย่างงงๆ ก่อนจะเดินไปคุยอะไรสักอย่างกับมานพ แล้วเดินไปเปิดฝากระโปรง ชนะศึกเดินตามไปดูแต่อีกฝ่ายกลับ
‘ไปนั่งรอก่อน ตรงนี้แดดมันส่อง เอาคลุมหัวไว้’ เขาว่าเสร็จก็หันไปหยิบนู่นดูนี่เปิดเช็คจุดต่างๆ อย่างชำนาญ ชนะศึกก็ไปนั่งใกล้ๆ ตามที่เขาบอก
ผ่านไปพักนึงเขาก็ชี้ไปในรถให้มานพลองสตาร์ทเครื่อง เสียงท่อบ่งบอกเป็นอย่างดีว่ารถกลับมาใช้การได้แล้ว
‘ขอบคุณมากจริงๆ ครับ ถ้าไม่มีคุณ ผมไม่รู้จะทำยังไง ถ้าคุณชายไปเรียนไม่ได้ผมมีหวังโดนไล่ออกแน่ๆ ยังไงให้ผม..’ มานพโค้งให้ชายที่ไม่รู้ชื่อน้อยๆ แต่หลายที มานพล้วงเอากระเป๋าสตางค์ออกมาเพื่อหยิบค่าตอบแทนให้ตามมารยาท
‘ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ทำอะไร แค่ช่วยแก้ไขให้พอขับได้ชั่วคราว ยังไงก็ต้องส่งศูนย์ซ่อม เพราะตัวแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้ว เครื่องจะดับอีกแน่นอน’
‘ขอบคุณครับ ผมจะทำตามที่คุณแนะนำ แต่จะไม่รับจริงๆ เหรอครับ?’ มานพตื๊อต่อ
‘รับเถอะครับ ไม่งั้นพวกผมคงไม่สบายใจ’ ชนะศึกเดินมาช่วยพูดพร้อมกับส่งเสื้อยีนคืน
‘ถ้าอยากตอบแทน ก็ช่วยจอดรถรอผมตรงนี้แปปนึง เดี๋ยวมา’ อีกฝ่ายไม่ได้รับเสื้อยีนคืนแต่เดินไปขี่มอเตอร์ไซด์ของตัวเอง ชนะศึกมองตามมอเตอร์ไซด์ที่ขี่วนหายไป
‘ตึงๆๆ ทำไมยังไม่ไปสักที รอไอ้กระจอกนั่นเหรอ ระวังมันไปเอาพวกมาปล้นรึเปล่าเถอะ’ ใบหน้าที่เหมือนกันของอีกคนในรถ เปิดหน้าต่างพลางเคาะตัวรถเรียกอีกสองคนที่ยังยืนอยู่ข้างนอกให้ฟังเขา
‘หุบปาก เขาช่วยเรายังไปว่าเขา เลิกทำตัวอวดฉลาดแล้วเข้าไปนั่งรอในรถ’ ชนะศึกสั่งเสียงเข้มพลางจ้องมองพี่ชายฝาแฝดด้วยสายตาดุดัน
‘เหอะ! ตามใจแต่บอกก่อนนะวันนี้ไม่ปงไม่ไปแล้ว ถ้าป๊าถามก็บอกว่าเป็นเพราะไอ้มานพ เข้าใจ๊?’ ปึง! พอพูดจบก็ปิดกระจกแล้วกลับไปนั่งเล่นเกมอย่างสบายอารมณ์
กว่า 15 นาที มอเตอร์ไซต์สีเทาคันเดิมก็กลับมาพร้อมกับถุงขนาดกลางห้อยตรงแฮนด์ด้านซ้าย
‘กินข้าวเช้ามารึยัง?’ คำถามแรกหลังจากเดินมาถึง
‘กินแล้วครับ’ ชนะศึกตอบงงๆ
งงตรงที่เขาถามทำไม..?
‘งั้นก็นี่กินซะ’ มือใหญ่ส่งถุงบางอย่าง พอเปิดออกก็พบซองพลาสติกหลายห่อกับน้ำหนึ่งขวด
‘ยา?’ เด็กมัธยมเลิกคิ้วพลางมองหน้าคนที่โตกว่า
‘คุณชายไม่สบายเหรอครับ?’ มานพหันไปถามอย่างซื่อๆ
‘นิดหน่อย..’
‘นิดบ้าอะไร ขนาดกูใส่หมวกกันน๊อคดูจากไกลๆ ยังรู้เลยว่าเป็นหนัก คุณน่ะหัดดูแลคนของคุณให้มันดีๆ หน่อย’ คนตัวโตกล่าวอย่างหัวเสีย ‘ส่วนมึง อย่าทำอวดเก่ง ไม่สบายก็ต้องพูด โตแล้วไม่ใช่เด็กทารกที่พูดไม่ได้’
ว่าจบชายนิรนามก็เดินกลับไปยังสองล้อคันเดิมแล้วขี่ออกไป โดยลืมเอาเสื้อยีนที่ฝากไว้กลับไปด้วย
‘โธ่ คุณชาย วันหลังไม่สบายบอกผมนะครับ แค่นี้เงินเดือนผมก็คงเหลือแค่เงินทอน ถ้าคุณชายเป็นอะไร ท่านเจ้าสัวคงไม่เอาผมไว้แน่’ ชายวัยกลางคนทำน้ำเสียงเศร้าเหมือนจะร้องไห้
‘เรื่องป๊าผมจะช่วยพูดให้ อาช่วยอะไรผมอย่างสิ’ ตากลมโตก้มมองเสื้อยีนที่ถืออยู่
‘ให้ช่วยอะไรครับ’
‘ตามหาคนเมื่อกี้ให้ผมที ผมอยาก...คืนเสื้อให้เขา...’ ตอบพลางเดินหันหลัง รอยยิ้มถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อยีนที่เอามาห่มปิดถึงจมูก แล้วก้าวขาขึ้นรถไป
(Chanasuek’s Part: พบกันครั้งแรกจบ)
