บทที่ 13 บทที่12

"ตะ..แต่" มันคือเงินเก็บเกือบทั้งชีวิตของเธอเลยนะ ทว่านายสาวไม่คิดจะรับฟัง

"แกจะไปไม่ไป หรืออยากโดนดีอีก!"

"ไปแล้วค่ะ คุณมุก ไปแล้วค่ะ" น้ำเสียงร้อนรนหมดหวังไม่ได้ช่วยให้ไฮโซสาวใจอ่อนแม้แต่น้อย

เมื่อไล่นังสาวใช้ประจำตัวของแพทริเซียออกไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าของตึกก็ถึงกับทิ้งตัวนั่งอยู่บนโซฟาสุดหรู..อารมณ์ความรู้สึกเต็มไปด้วยความขุ่นมัว

ตั้งแต่เล็กจนโตหล่อนไม่เคยเข้าใจมารดาเลยสักครั้งเดียว ท่านอ่อนโยน..ใจดี ขี้สงสาร โดยเฉพาะกับพวกคนงานในบ้าน ยิ่งเด็กๆ ด้วยแล้ว เป็นต้องมีส่งเสียเล่าเรียน ให้เงินพิเศษอยู่ร่ำไป แม้ไอ้อีพวกนี้จะเกียจคร้านการเรียน ไม่คิดใฝ่หาความก้าวหน้าก็ตาม

ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ นังแก้วกัลยาแทบจะเป็นลูกสาวอีกคนด้วยซ้ำไป เพราะเจ้าหล่อนหน้าตาสะสวยน่าเอ็นดู บุคลิกบอบบางน่าทะนุถนอม..คุณแม่จึงเมตตานัก..ถึงขณะส่งเสียให้เรียนโรงเรียนนานาชาติค่าเทอมแพงหูฉี่เช่นเดียวกับพวกเธอ

ส่วนน้องชายเพียงคนเดียวแบบตาวิน ทั้งรักทั้งหลง ปกป้องเจ้าหล่อนมากกว่า 'มนทิรา' น้องสาวแท้ๆ เสียอีก

หล่อนจึงเหม็นขี้หน้าอีลูกขี้ข้าเป็นที่สุด รวมทั้งยังนึกห่วงใยแพทริเซีย ด้วยกลัวว่าน้องสะใภ้จะตามมารยาสาไถยของนังนั่นไม่ทัน

ในขณะที่พี่สาวคนโตวัยใกล้สามสิบกำลังนั่งอารมณ์เสีย น้องสาวคนสุดท้องในชุดนักศึกษาปีที่สี่เดินถือถุงใส่กล่องกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดเข้ามาอย่างร่าเริง

"เป็นอะไรคะพี่มุก ทำไมทำหน้าเครียดจัง" พูดพร้อมกับวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะตรงหน้า ตั้งใจจะอวดคนเป็นพี่เต็มที่

ทว่าเวลานี้พี่สาวผู้มีอายุห่างกันเกือบสิบปี ดันไม่มีอารมณ์จะคุยเล่นด้วยซะงั้น

"อ้าว..ถามก็ไม่ตอบ มีใครทำให้ไม่พอใจเหรอคะ" 

"เหอะ ก็นังชบานะซิ พี่วานให้ไปทำงานง่ายๆ ดันทำไม่สำเร็จ" เสียงจิ๊จ๊ะในลำคอบ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี 

"พวกคนใช้ก็แบบนี้แหละค่ะ พี่มุกอย่าถือสาหาความเลย..ขอบใจจ้ะ" ประโยคแรกปลอบพี่ ประโยคหลังหันไปพูดกับสาวใช้ประจำตึกที่ยกน้ำส้มมาให้ 

"มนก็ใจดีแบบนี้ไง นังพวกนั้นถึงได้ไม่เกรงใจ"

"โธ่ พี่มุกก็"

"เชื่อพี่ซิ มนอย่าไปใจดีกับพวกนี้มาก เดี๋ยวมันจะได้ใจเอา..ดูนังแก้วซิทุกวันนี้หวังสูงแค่ไหน"

"พี่มุกหมายถึงแก้วกัลยา?" น้องสุดท้องของบ้านถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ เพราะตั้งแต่พี่วินแต่งงานเมื่อเกือบสามปีก่อน ชื่อนี้ก็หายไปเนิ่นนาน กอปรกับที่ช่วงหลังเธอมักจะพักอยู่แต่คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย..เดือนหนึ่งกลับบ้านสักครั้ง จึงทำให้ตกข่าวไปบ้าง

"อืม พี่ถึงเซ็งอยู่นี้ไงล่ะ พอคุณย่าเสียปุ๊บ อีนังหน้าด้านก็กลับมาทันที" มุกมณีบ่นอุบ ก่อนจะระบายเรื่องที่ตนใช้ให้สาวใช้ไปหาเรื่อง แต่นังชบาก็หน้าโง่ใช้วิธีทื่อๆ จนโดนสวนกลับมาได้

"จริงๆ พี่มุกไม่เห็นต้องคิดมากเลยนะคะ"

"มน! จะไม่ให้พี่คิดมากได้ยังไง ดูน้องแพทซิ ขนาดเป็นเมียแต่งยังไม่เคยมีปากมีเสียงกับใครเขา"

"...." 

"เนี่ย...ถ้าพี่ไม่เข้าไปยุ่ง..อีนั่นคงจะมารยาสาไถยออดอ้อนตาวินไปไหนถึงไหนแล้ว" น้ำเสียงฮึดฮัดเต็มไปด้วยความหงุดหงิดขัดใจของพี่สาว พาให้คนเป็นน้องชะงัก

"ก็ไม่แปลกนะคะ แก้วกับพี่วินคบกันตั้งหลายปี จะผูกพันกันมากหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา"

"ธรรมดายังไง!! ตอนนี้กับแต่ก่อนเหมือนกันที่ไหน นู้น..เมียตาวินคือน้องแพท มีทะเบียนสมรสรับรองถูกต้องตามกฎหมาย"

"อืม แต่พี่มุกก็อย่าลืมนะคะ การแต่งงานระหว่างพี่วินกับพี่แพท..มันไม่ได้เกิดจากการแต่งงานเพราะคนทั้งคู่รักกัน แต่มันคือข้ออ้างที่คุณย่าใช้อาการป่วยบีบบังคับพี่วิน" 

แม้ประโยคที่น้องสาวแย้งจะคือความจริง แต่มีหรือคนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลจะยอมรับได้ 

"แล้วไงล่ะ ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเกิดจากอะไรก็แล้วแต่..สุดท้ายแล้ว แพทก็คือน้องสะใภ้ของพี่ คือเมียตาวิน!!"

"มนรู้..แต่เอาจริงๆ แล้วถ้าพี่มุกอยากเล่นงานนังแก้ว ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรอ้อมโลกเลยนะคะ"

"มนหมายความว่ายังไง?" คนเป็นพี่ชะงัก มนทิราเพียงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้

บริเวณเรือนครัว

บรรดาสาวใช้ตระกูลทรัพย์รุ่งโรจน์ต่างวุ่นวายกับการเตรียมงานเลี้ยงช่วงเย็น เนื่องจากช่วงปิดเทอมฤดูร้อนคุณมนทิราพาเพื่อนร่วมคณะมาพักที่คฤหาสน์ 

วันนี้นับเป็นวันที่สี่ที่ลูกท่านหลานเธอจัดงานปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยง ซึ่งคนงานบ้านสามเองก็แทบหัวหมุน..ร้อนถึงคนงานบ้านหลังอื่นส่งคนงานมาช่วย รวมทั้งตัวแก้วกัลยาไม่แคล้วต้องมาช่วยเตรียมอาหาร ล้างจานอยู่ในครัว

หญิงสาวนึกอยากทอดถอนหายใจหลายรอบ ครั้งดื้อดึงไม่มา..คุณมุกมณีพี่สาวคนโตของอีตาพระเอกธงแดงก็ให้ป้าปริกมาตามตัวไปใช้งาน อีกทั้งยังอ้างไปถึงบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน รวมถึงการส่งเสียเล่าเรียนที่คุณหญิงบุษบงจ่ายให้เป็นพิเศษ

ช่วงสี่วันมานี้ แก้วกัลยาจึงได้นอนน้อยมาก ด้วยโดนปลุกตั้งแต่ตีสี่ให้มาช่วยกันเก็บกวาดข้าวของที่บรรดาคุณๆ ทำรกไว้ กว่าจะเสร็จก็สายๆ เสร็จแล้วจึงมานั่งทำขนมเพื่อนำไปส่งร้านค้า..ตกเย็นโดนตามตัวให้ไปช่วยงานปาร์ตี้กว่างานจะจบก็ดึกดื่นเที่ยงคืน

ไม่รู้บรรดาลูกหลานไฮโซจะเลิกทำตัวเหลวไหลกี่โมง 

"นังแก้ว" เสียงแม่ครัวประจำตึกบ้านสามร้องเรียก ในขณะที่หญิงสาวตัวเล็กกำลังก้มหน้าก้มตาล้างจานด้วยท่วงท่าชำนาญ แต่ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะเอาแต่คิดอะไรเพลินๆ จึงไม่ได้ยินเสียงเรียก จนป้าแมวต้องย้ำด้วยเสียงดังอีกรอบ

"นังแก้ว!! เอ็งได้ยินที่ข้าพูดไหม"

"คะ?" คนอายุน้อยกว่าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมอง ดวงตาผู้สูงวัยเหลือบมองมือขาวเล็กที่เริ่มซีด..พวกคุณท่านด้านบนก็กินทิ้งกินขว้าง สั่งอาหารคาว อาหารว่างแทบทั้งวัน คำสั่งสารพัดสิ่งแทบจะถูกส่งมาทุกห้านาที    

ด้วยอยากให้หญิงสาวที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิดได้มีเวลาพัก แม่ครัวใหญ่จึงจะช่วยทางอ้อม 

"คนเสิร์ฟไม่พอ เอ็งช่วยขนของว่างพวกนี้ขึ้นไปหน่อยซิ..เสร็จแล้วเอ็งก็ไปพักได้ ส่วนจานชามพวกนี้ให้นังม้วนสลับมาล้างบ้าง" คำหลังหันไปทางเด็กใหม่ที่พึ่งเข้ามาไม่นานที่ตอนนี้กำลังนั่งทอดหุ่ยกินแรงเพื่อนอยู่ไม่ไกล

"เดี๋ยวม้วนไปเสิร์ฟแทนก็ได้ป้า"

"ไม่ เอ็งมาล้างจาน..ไปซินังแก้ว" ประโยคแรกติดจะดุจนคนฟังหน้าม่อย ส่วนประโยคหลังหันมาบอกหญิงสาวตรงหน้า

"ขอบคุณค่ะป้าแมว"

แก้วกัลยาส่งยิ้มหวานไปให้อย่างซึ้งใจ  ในอดีตป้าแมวสนิทกับคุณบุษบง หรือคุณแม่ของพี่วิน ด้วยติดตามกันมาก่อนที่คุณผู้หญิงจะแต่งเข้าตระกูลทรัพย์รุ่งโรจน์เสียอีก ดังนั้นคนในตึกสามก็เกรงใจหญิงวัยใกล้เกษียณไม่น้อย  

เมื่อได้โอกาสคนตัวเล็กจึงตั้งใจถือถาดที่เต็มไปด้วยของว่างขึ้นไปเสิร์ฟให้บรรดาไฮโซหนุ่มสาวด้านบน ด้านที่จัดงานเป็นตัวโถงกว้างที่อยู่ติดกับตึกเบญจรงค์ หรือตึกหลัก

ห้องโถงที่ว่าเป็นโดมกระจกใสสูง อาจเพราะตัวคฤหาสน์อยู่ชานเมือง และตำแหน่งพื้นที่เป็นเนินเรียบๆ ล้อมรอบโดยหุบเขา..เวลาค่ำคืนถ้าปิดไฟจนมืดจะเห็นดวงดาวพราวระยับสวยงามนักหนา 

ในความทรงจำของร่างเดิม เมื่อครั้งที่เด็กหญิงยังเด็กแล้วนอนไม่หลับ พี่วินมักพาเธอมานอนดูดาวที่โถงแห่งนี้ 

'แก้วเห็นดาวดวงนั้นไหม' พี่ชายสุดหล่อในวัยประถมปลายถาม พร้อมชี้ไปยังดวงดาวที่สุกสกาวที่สุดดวงหนึ่งบนฟากฟ้า

ใบหน้าเล็กที่กำลังเกยเข่าสั่นเป็นเชิงปฏิเสธ ดวงตาราวลูกกวางน้อยหันไปมองพี่เขาด้วยความสงสัย

'ดาวดวงนั้นชื่อดาวเหนือ' เสียงทุ้มของคนพึ่งเข้าค่ายลูกเสือร่าย

เนื่องจากคฤหาสน์ของตระกูลตั้งอยู่เขตชานเมืองล้อมรอบด้วยภูเขา ถัดออกไปฝั่งหนึ่งมีโรงเรียนนานาชาติที่มีแต่บรรดาลูกหลานไฮโซตระกูลดังร่ำเรียนกัน และมีหมู่บ้านระดับเก้าหลัก

ส่วนใหญ่คนขับรถที่บ้านก็ไปรับไปส่ง แต่ก็มีบางวันที่เขาไปต่างประเทศกับครอบครัว แก้วต้องกลับบ้านคนเดียว แม้จะฝากฝังคนงานเป็นอย่างดีแต่ก็นึกกลัวว่าเด็กหญิงจะโดนแกล้งแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป