บทที่ 1 ปากกาพลิกชะตา

กลิ่นอับชื้นของอิฐเผาผสมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วตำหนักเย็นที่ผุพัง สายฝนโปรยปรายสาดซัดผ่านหน้าต่างที่หลุดร่อนเข้ามากระทบผิวกายที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

ความเจ็บปวดราคาราวกับกระดูกทุกท่อนถูกบดขยี้แล่นพล่านไปทั่วร่างหลินซีสะดุ้งเฮือกสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาคู่สวยเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนก ภาพสุดท้ายที่นางจำได้คือการนั่งปั่นต้นฉบับนิยายโต้รุ่งจนฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน แต่ทำไมตอนนี้รอบตัวนางถึงได้เต็มไปด้วยเสนาสนะโบราณและเสียงหวีดร้องโหยหวนเล่า?

แปะ! แปะ! แปะ!

เสียงไม้เรียวหนาหนักกระทบพื้นดังสนั่น พร้อมกับเสียงแหลมเล็กบาดหูของขันทีเฒ่าหน้าเลือดที่ยืนค้ำหัวนางอยู่

"นังสนมไร้ค่า หลินเจี๋ยอวี๋! เจ้ายังกล้าแข็งข้ออีกหรือ? พระสนมเอกมีคำสั่งลงโทษโบยยี่สิบไม้ฐานล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตายคามือ ชดใช้ที่ครอบครัวเจ้าบังอาจอาจหาญ!"

ขันทีเฒ่า ‘เต๋อกงกง’ เงื้อมือขึ้นสูงเตรียมฟาดไม้ลงมาซ้ำสอง หลินซีสมองหมุนวนด้วยความเร็วสูง ข้อมูลมหาศาลจากนิยายเรื่อง “เล่ห์รักหงส์อำพราง” ที่นางเป็นคนแต่งขึ้นมาเองไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับเปิดเขื่อน

ใช่แล้ว! นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายของตัวเอง!

และร่างที่นางสวมอยู่ตอนนี้คือ หลินเจี๋ยอวี๋ สนมชั้นท้ายวังตัวประกอบที่ถูกเขียนให้ตายตั้งแต่บทที่หนึ่ง เพื่อเป็นบันไดให้ตัวร้ายเหยียบขึ้นไป!

ในพล็อตเดิม หลินเจี๋ยอวี๋จะถูกโบยจนตายคาที่อย่างอนาถ แต่ในฐานะผู้แต่ง นางคือผู้กุมความลับและจุดอ่อนของทุกตัวละครในเรื่องนี้ รวมถึงขันทีเต๋อกงกงตรงหน้าด้วย!

"หยุดก่อน!" หลินซีเค้นเสียงแหบแห้งออกมา ดวงตาคู่คมจ้องมองขันทีเฒ่าด้วยแววตานิ่งสนิทราวกับมองคนตาย "ถ้าเจ้ากล้าโบยข้าไม้ต่อไป ศีรษะบนบ่าของเจ้าคงอยู่ไม่ถึงรุ่งสางแน่ เต๋อกงกง!"

เต๋อกงกงชะงักไม้ในมือ หัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง "ฮ่าๆๆนังสนมสติฟั่นเฟือน ใกล้ตายแล้วยังปากดี! ใครจะทำอะไรข้าได้!"

หลินซีแสร้งยิ้มมุมปาก ทั้งที่เจ็บร้าวไปทั้งตัว นางขยับตัวเข้าหาแสงสลัว กระซิบเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบจากยมบาลว่า

"บัญชีลับการยักยอกเงินคลังเสบียงของตำหนักใน ที่เจ้าแอบซุกซ่อนไว้ใต้กระเบื้องพื้นห้องโถง... และจดหมายที่เจ้าติดสินบนขันทีกรมพิธีการเพื่อส่งคนเข้าออกนอกวังหลวง... ถ้าสิ่งเหล่านี้ไปถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดินในเช้าวันพรุ่งนี้ เจ้าคิดว่าเก้าอี้หัวโล้นๆ ของเจ้าจะยังอยู่ดีไหม?"

ร่างท้วมของเต๋อกงกงสะท้านเฮือก สีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา ความมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ความลับนี้มีเพียงเขาและคนที่ตายไปแล้วเท่านั้นที่รู้ นังสนมผู้นี้รู้ได้อย่างไร?!

"เจ้า... เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร!" เต๋อกงกงเสียงสั่นเครือ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

"ข้าจะพูดเพ้อเจ้อหรือไม่ เจ้าลองส่งคนไปรื้อใต้กระเบื้องดูสิ" หลินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจเกินกว่าหญิงสาวที่กำลังจะถูกโบย "ทางเลือกอยู่ในมือเจ้าแล้ว... จะตีข้าต่อแล้วพากันไปหัวขาดทั้งโคตร หรือจะปล่อยข้าไปแล้วรับสมบัติปิดปากชุดใหญ่?"

ขันทีเต๋อกงกงหน้าซีดเผือดสลับเขียว มือที่ถือไม้เรียวสั่นเทา เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้แพร่งพราย หัวของเขาหลุดจากบ่าแน่ ต่อให้มีฉินกุ้ยเฟยหนุนหลังก็ช่วยไม่ได้ เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว การกำจัดนังสนมคนนี้ไม่ได้มีผลดีอะไรเป็นพิเศษสู้เก็บชีวิตตัวเองไว้ก่อนไม่ได้

"หึ! วันนี้เห็นแก่ที่เจ้าอาการรอดตัวยาก ข้าจะปล่อยให้เจ้าสะใจไปก่อน!" เต๋อกงกงโยนไม้เรียวทิ้งด้วยความโมโห ก่อนจะหันไปตวาดสมุน "พวกเรา กลับ!"

เหล่าขันทีและนางกำนัลรีบถอยกรูดออกไปจากตำหนักที่ผุพังอย่างรวดเร็ว ประตูไม้เก่าแก่ถูกปิดกระแทกใส่หน้าเสียงดังโครม

เมื่อความเงียบสงบกลับมา หลินซีทรุดตัวลงพิงผนังเย็นเยียบ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง นางยกมือขึ้นลูบรอยฟกช้ำบนแขน รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก

“ฉินกุ้ยเฟย... แกกล้าเขียนบทให้ฉันตายตั้งแต่ต้นเรื่องงั้นเหรอ? งั้นมาดูกันว่า สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่จะต้องลงไปดิ้นรนอยู่ในขุมนรก!”

เกมการแก้แค้นและการแย่งชิงบัลลังก์วังหลังของนักเขียนสาวผู้กุมพล็อตทั้งหมด ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ วินาทีนี้!

บทถัดไป