บทที่ 3 กลิ่นหอมกลางสวนท้อ

แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านหมู่แมกไม้ ทอประกายระยิบระยับบนยอดหญ้าที่ยังคงชุ่มไปด้วยหยาดฝนจากพายุเมื่อคืนวาน ภายในเขตอุทยานหลวงอันกว้างใหญ่ ดอกท้อสีชมพูเรื่อกำลังเบ่งบานสะพรั่งอวดโฉม ส่งกลิ่นหอมจางๆ ลอยล่องไปตามสายลม ทว่าสถานที่อันงดงามราวภาพวาดนี้กลับเงียบสงบและไร้ผู้คนย่างกราย เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตตำหนักเย็นท้ายวังที่เหล่าข้าราชบริพารต่างพากันหลีกเลี่ยงที่จะเดินผ่าน

แต่สำหรับ หลินซีเวลานี้... สวนท้อแห่งนี้คือเวทีแสดงละครฉากแรกที่นางเป็นผู้สร้างบทด้วยตนเอง

หน้ากระจกทองเหลืองที่มัวหมอง หลินซีสำรวจรูปร่างหน้าตาในร่างใหม่นี้ ใบหน้ารูปไข่ที่แม้จะซีดเซียวและผอมโซเพราะขาดสารอาหาร แต่กลับมีดวงตากลมโตสุกสกาวดั่งห้วงดารา จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอิ่มธรรมชาติ โครงสร้างพื้นเดิมถือว่าสะสวยไม่น้อย เพียงแต่ขาดการดูแลเอาใจใส่

นางใช้ดอกท้อสดที่เก็บมาเมื่อเช้าตรู่มาคั้นผสมกับน้ำมันดอกไม้ป่ากลิ่นหอมละมุนสูตรเฉพาะที่นางเคยศึกษาจากตำราสมุนไพรโบราณในโลกเดิม แต้มแตะลงบนจุดชีพจรและชายเสื้อผ้าเก่าๆ จนเกิดเป็นกลิ่นหอมระรวยที่สะอาด สดชื่น และเย้ายวนใจอย่างประหลาด ไม่ฉุนจัดจ้านเหมือนน้ำปรุงราคาแพงที่บรรดาสนมเอกในวังมักใช้ประโคมกาย

“ถ้าจะดึงดูดความสนใจของเสือร้ายผู้เยือกเย็นอย่าง ‘ฉินหลงหยาง’ การพุ่งเข้าไปออดอ้อนตรงๆ มีแต่จะทำให้ถูกส่งไปประหารฐานรบกวนเบื้องพระพักตร์... แต่ถ้าทำให้เขา ‘บังเอิญ’ สนใจด้วยสัญชาตญาณและความสงสัย เกมนี้ถึงจะน่าสนุก”

หลินซีแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวนวลเนื้อหยาบที่ผ่านการซ่อมแซมอย่างประณีตจนดูเรียบร้อย สะพายตะกร้าไม้สานสำหรับเก็บกิ่งท้อแห้งไว้ทำฟืน เดินลัดเลาะเข้าไปในมุมอับสายตาของแนวสวนท้อ ทอดน่องช้าๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่หูคอยเงี่ยฟังเสียงฝีเท้าและเสียงขันทีกงกงที่นำหน้าขบวนเสด็จอย่างตั้งใจ

ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าหนักแน่นพร้อมเสียงประกาศก้องกังวานก็ดังแว่วมาตามลม

"ฮ่องเต้เสด็จ—!"

ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรห้าเล็บก้าวเดินนำหน้าขบวน ท่าทางองอาจและแววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีสะท้อนถึงอำนาจอันล้นฟ้า ‘ฉินหลงหยาง’ ฮ่องเต้หนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา เด็ดขาด และไม่เคยสนใจสตรีใดในวังหลังนอกจากราชกิจและการทำนุบำรุงแคว้น กำลังเสด็จตรวจตราความเรียบร้อยของอุทยานหลวงตามกิจวัตร

ในจังหวะที่ขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านใกล้แนวพุ่มไม้ท้อ หลินซีแสร้งทำเป็นสะดุดกิ่งไม้เล็กน้อยจนตะกร้าในมือหล่นลงพื้น กิ่งไม้แห้งกระจัดกระจาย พร้อมกันนั้น ร่างบางก็เซถลาออกมาเบื้องหน้าขบวนเสด็จพอดีราวกับความบังเอิญ

พรึบ!

กลิ่นหอมละมุน คล้ายกลิ่นดอกท้อผสมกลิ่นไอดินหลังฝนที่สดชื่นแปลกประหลาด ลอยข้ามผ่านกระแสลมพัดเข้าสู่พระนาสิกของฉินหลงหยางทันที กลิ่นนี้มิได้ฉุนจัดจนน่ารำคาญเหมือนกลิ่นสุคนธรสทั่วไปในวังหลัง แต่กลับให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และดึงดูดใจอย่างลึกลับ

"บังอาจ! ผู้ใดกล้าขวางทางเสด็จ!"

ขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้แผดเสียงตวาดลั่น พร้อมกับเหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ชักดาบออกจากฝักพุ่งเข้ามาล้อมกรอบร่างของหลินซีไว้ในพริบตา ปลายดาบคมกริบจ่อห่างจากลำคอระหงเพียงไม่กี่นิ้ว

ทว่า หลินซีไม่มีทีท่าตื่นกลัวแม้แต่น้อย นางไม่แม้แต่จะตัวสั่น นางค่อยๆ คุกเข่าลงก้มศีรษะลงแนบพื้นอย่างนอบน้อม แต่อุปกรณ์คำพูดทุกคำถูกกลั่นกรองมาอย่างดีเยี่ยมด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและมั่นคง

"หม่อมฉัน ‘หลินเจี๋ยอวี๋’ สนมตกยากแห่งตำหนักเย็น ประทานอภัยด้วยเพศพระองค์ หม่อมฉันเพียงแต่มาเก็บกิ่งไม้แห้งเพื่อประทังความหนาวเหน็บ มิได้มีเจตนาบังอาจขวางกั้นเบื้องพระพักตร์ ขอพระองค์ทรงเมตตาโปรดลงโทษทัณฑ์ตามพระราชอัธยาศัย"

ฉินหลงหยางชะงักฝีเท้าลง พระเนตรคมกริบก้มลงมองสตรีชุดขาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ แวบแรกที่เห็นคือสภาพเนื้อตัวที่ผอมบางและร่องรอยฟกช้ำจางๆ บนแขนที่บ่งบอกถึงความยากลำบากในตำหนักเย็น แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์แปลกพระทัยยิ่งกว่าคือ ‘แววตา’ ของนางไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความเวทนาตนเอง มีเพียงความนิ่งสงบและประกายความฉลาดเฉลียวที่ฉายชัดออกมาอย่างไม่เกรงกลัวความตาย

และ... กลิ่นหอมจางๆ นั้นเล่า ไฉนจึงติดตรึงอยู่ในพระนาสิกจนทำให้พระองค์รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดเรื่องราชกิจเมื่อครู่นี้ได้อย่างน่าประหลาด?

ฮ่องเต้หนุ่มโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้เหล่าองครักษ์เก็บดาบ

"หลินเจี๋ยอวี๋...?" ฉินหลงหยางทวนพระนามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ "สนมในตำหนักเย็นไฉนจึงมีสภาพอดอยากถึงเพียงนี้ แถมยังกล้าอาจหาญมาดักหน้าขบวนของเรา เจ้าคิดจะใช้มารยาใดเรียกร้องความสนใจจากเรากันแน่?"

หลินซีเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์อย่างไม่หลบเลี่ยง ดวงตากลมโตฉายแววระยิบระยับด้วยความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนอบน้อม

"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเพียงสนมผู้ไร้ค่า ไร้ซึ่งอำนาจวาสนา จะกล้าใช้มารยาใดมาเบื้องพระพักตร์เล่าเพคะ? หม่อมฉันเพียงแต่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ รอคอยความตายในตำหนักเย็น... หากฝ่าบาททรงคิดว่าการที่หม่อมฉันมาเก็บฟืนในเขตอุทยานนี้คือความผิดมหันต์ เชิญฝ่าบาทลงทัณฑ์ประหารหม่อมฉัน ณ ที่นี้ได้เลยเพคะ หม่อมฉันหาได้เสียดายชีวิตไม่!"

คำพูดตัดพ้อที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและท้าทายเล็กๆ นั้น ทำให้ฉินหลงหยางถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ในวังหลังแห่งนี้ มีสตรีกี่คนที่เข้าหาพระองค์ด้วยการเสแสร้งปั้นหน้ายิ้ม ออดอ้อน หรือร้องห่มร้องไห้เพื่อขอความโปรดปราน? แต่นังสตรีผู้นี้... กลับกล้าท้าทายพระองค์ทางอ้อม แถมยังใช้สายตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งมาที่พระองค์

มุมพระโอษฐ์ของฮ่องเต้หนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่ง พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางอีกก้าวหนึ่ง จนได้กลิ่นหอมละมุนนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น

"ไม่กลัวตายงั้นหรือ..." ฉินหลงหยางตรัสเสียงพร่า "ในเมื่อเจ้าไม่กลัวตาย... เช่นนั้นคืนนี้ จงมาที่ตำหนักพระโรงใหญ่เพื่อคัดลอกตำราพระราชสำนักถวายเรา หากขาดตกบกพร่องแม้แต่ตัวอักษรเดียว โทษสถานเดียวคือ ‘ประหาร’ เจ้ากล้ารับปากหรือไม่?"

ขันทีข้างกายถึงกับหน้าถอดสี เพราะปกติไม่มีสนมคนใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้เขตพระโรงใหญ่ยามค่ำคืน ยิ่งเป็นสนมตำหนักเย็นด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

หลินซีแย้มยิ้มกว้างในใจอย่างผู้กำชัยชนะ นางรู้ทันทีว่าก้าวแรกของนางประสบความสำเร็จอย่างงดงามแล้ว

"หม่อมฉัน... น้อมรับพระราชโองการเพคะ!" หลินซีโขกศีรษะคำนับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและกังวาน

ฉินหลงหยางทอดพระเนตรมองนางอีกคราด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ก่อนจะสะบัดชายฉลองพระองค์แล้วตรัสสั่งเคลื่อนขบวนต่อ ทิ้งให้หลินซีคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกลีบดอกท้อที่โปรยปรายลงมา

แผนการปีนป่ายจากหลุมศพสู่บัลลังก์มังกร... ได้เริ่มเดินเครื่องอย่างเป็นทางการแล้ว!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป