บทที่ 4 การลองเชิงของโอรสสวรรค์

ยามราตรีมาเยือน ท้องพระโรงใหญ่เงียบสงบและโอ่อ่า แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดส่องประกายวับแวมกระทบกับเสามังกรทองคำสลักลวดลายวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานราคาแพงลอยอบอวลผสมผสานกับบรรยากาศอันน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

หลินซีในชุดนางกำนัลชั้นผู้น้อยเนื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินตามขันทีหลวงเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง แม้ร่องรอยบาดแผลจากการโบยเมื่อวานจะยังคงสร้างความเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับตัว แต่นางก็เก็บอาการไว้อย่างมิดชิด เบื้องหน้าของนางคือ โต๊ะทรงอักษรไม้จันทน์หอม ‘ฉินหลงหยาง’ ฮ่องเต้หนุ่มกำลังประทับนั่งพินิจพิจารณาฎีกาในมือด้วยพระพักตร์เรียบเฉย เย็นชา และทรงอำนาจ

"ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ" หลินซีคุกเข่าลงถอนสายบัวอย่างนอบน้อม

ฉินหลงหยางมิได้เงยพระพักตร์ขึ้นทันที พระองค์ทรงปล่อยให้ความเงียบกดดันแผ่ซ่านอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องการทดสอบความมั่นทางจิตใจของสตรีเบื้องล่าง ก่อนจะวางพู่กันลงแล้วเงยพระพักตร์ขึ้นสบตานางด้วยแววตาคมกริบดั่งเหยี่ยว

"ลุกขึ้นได้" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น "เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเพียงสนมตำหนักเย็นผู้ไร้ค่า แต่ยามที่เจ้าก้าวเข้ามาในท้องพระโรงแห่งนี้ กลับไม่มีอาการตื่นกลัวหรือสั่นเทาแม้แต่น้อย ผิดวิสัยสนมทั่วไปยิ่งนัก"

หลินซีลุกขึ้นยืนช้าๆ นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างสง่างามโดยไม่หลบสายตา "ทูลฝ่าบาท ความหวาดกลัวมีประโยชน์อันใดเล่าเพคะ? หากความตายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การหวาดกลัวก็รังแต่จะทำให้ลมหายใจหมดไปอย่างน่าสมเพช สู้เผชิญหน้าและใช้สติปัญญาที่มีอยู่หาทางรอด ยังจะมีประโยชน์เสียกว่า"

มุมพระโอษฐ์ของฮ่องเต้กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความกล้าหาญและความคิดอ่านที่แปลกแยกนี้ทำให้ความสนใจในตัวนางเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ พระองค์ทรงประสานพระหัตถ์บนโต๊ะอักษร แล้วเริ่มเอ่ยคำถามเชิงการเมืองที่ขุนนางในท้องพระโรงยังต้องคิดหนัก

"เช่นนั้น ลองตอบเรามาซิ... ทางตอนเหนือของแคว้นเวลานี้ประสบปัญหาภัยแล้งติดต่อกันสองปี ราษฎรอดอยากยากแค้น ขุนนางในท้องพระโรงเสียงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งทูลให้เปิดคลังหลวงแจกเสบียงบรรเทาทุกข์ทันที แต่อีกฝ่ายทูลว่าท้องพระคลังร่อยหรอ เกรงว่าจะกระทบงบประมาณกองทัพชายแดน หากเป็นเจ้า... เจ้าจะเลือกทางใด?"

คำถามนี้ไม่ใช่แค่การทดสอบความรู้ แต่มันคือหลุมพราง หากตอบเอาใจราษฎรเกินไปก็ขัดแย้งกับกองทัพ หากเลือกกองทัพก็เสี่ยงต่อเสียงครหาว่าไร้เมตตา

หลินซีแอบยิ้มในใจ คำถามนี้ในนิยายต้นฉบับนางเป็นคนเขียนให้ฮ่องเต้ใช้ทดสอบตัวละครเอกชายหนุ่มด้วยซ้ำ! การที่นางรู้คำตอบเบื้องหลัง ย่อมทำให้การวิเคราะห์เฉียบคมเกินกว่าที่สนมในวังหลังคนใดจะคาดคิด

"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่า ‘ทั้งสองฝ่ายกล่าวถูกครึ่งหนึ่ง แต่ผิดมหันต์ทั้งคู่’ เพคะ" หลินซีตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

ฉินหลงหยางขมวดพระขนมเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "บังอาจ! เจ้ากล้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่าผิดมหันต์เชียวหรือ? ไหนลองอธิบายเหตุผลให้เราฟังซิ ถ้าเหตุผลไม่ดีพอ โทษทัณฑ์ของเจ้าจะไม่ใช่แค่การคัดลอกตำราแน่"

หลินซีไม่สะทกสะท้าน นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษรอีกนิดด้วยท่าทีเยือกเย็น

"หากเปิดคลังหลวงแจกเสบียงสี่ด้านตามคำขอฝ่ายแรก ราษฎรจะรอดเพียงชั่วคราว แต่งบประมาณหมดลง กองทัพชายแดนอ่อนแอ แคว้นศัตรูฉวยโอกาสรุกราน แผ่นดินจะล่มสลายเร็วยิ่งกว่าเดิม... แต่หากเลือกฝากความหวังไว้ที่กองทัพอย่างเดียวโดยไม่สนราษฎร ราษฎรที่อดอยากจะก่อกบฏภายใน เกิดภัยพิบัติซ้อนภัยสงคราม ผลลัพธ์ก็คือความพินาศเช่นกันเพคะ!"

ฉินหลงหยางทรงนิ่งอึ้ง พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความทึ่ง สิ่งที่นางพูดคือความจริงอันโหดร้ายที่ขุนนางเฒ่าในสภาต่างพากันหลบเลี่ยงไม่กล้ากราบทูลตรงๆ

"แล้วทางออกของเจ้าคืออะไร?" ฮ่องเต้ตรัสถามน้ำเสียงจริงจังขึ้นโดยไม่รู้ตัว

"ทางออกมิใช่การเลือกระหว่างเสบียงหรือกองทัพ แต่คือ ‘การระดมทุนและการปฏิรูปการขนส่ง’ เพคะ!" หลินซีกล่าวด้วยแววตาสดใสประกายความมั่นใจ "หนึ่ง ทรงออกราชโองการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากกลุ่มพ่อค้าคนกลางและตระกูลขุนนางใหญ่ที่กักตุนเสบียง สอง เกณฑ์แรงงานราษฎรผู้ประสบภัยให้มาขุดลอกคูคลองและสร้างระบบชลประทานแลกกับเบี้ยหวัดและเสบียงก้นคลัง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว แต่ยังเป็นการซื้อใจราษฎรและตัดกำลังเศรษฐกิจของขุนนางฉ้อฉลไปในตัวด้วยเพคะ!"

ความเงียบสงบปกคลุมทั่วท้องพระโรงชั่วขณะ ฉินหลงหยางทรงจ้องมองสตรีตรงพระพักตร์ราวกับกำลังมองเห็นอัจฉริยะล้ำค่าที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบสนมตกยาก แนวคิดการรีดภาษีกลุ่มทุนใหญ่และการใช้แรงงานแลกเสบียงนี้ สอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงขบคิดมาหลายวันแต่ยังขาดรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบปานนี้!

สตรีผู้นี้... นางเป็นใครกันแน่? ไฉนสนมตำหนักเย็นผู้ถูกทอดทิ้ง จึงมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารบ้านเมืองลึกซึ้งถึงเพียงนี้?

หัวใจของฉินหลงหยางเต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะ ความรู้สึกระแวงระวังเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความสนเท่ห์และลุ่มหลงในสติปัญญาอันเฉียบคมของนาง

"หลินเจี๋ยอวี๋..." ฉินหลงหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "เจ้าทำให้เราประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า... คำพูดเมื่อครู่นี้ หากแพร่งพรายออกไป เจ้าอาจถูกมองว่าเป็นภัยอันตราย แต่เมื่อมันอยู่ต่อหน้าเรา... เจ้ากลับทำให้เราอยากฟังเจ้าพูดมากกว่านี้"

หลินซีถอนสายบัวลงอย่างงดงาม รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก

"หม่อมฉันเป็นเพียงสนมผู้ต่ำต้อย หากความคิดตื้นเขินของหม่อมฉันพอจะแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาทได้ แม้ต้องแลกด้วยสิ่งใด หม่อมฉันก็ยินดีเพคะ"

ฉินหลงหยางทรงแย้มพระสรวงออกมาในที่สุด เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดในวังหลังได้เห็น พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มาแตะปลายคางมนของนางเบาๆ แววตาทอดมองด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง

"ดี... คืนนี้ เจ้าไม่ต้องคัดลอกตำราแล้ว แต่จงมานั่งคุยกับเราเรื่องแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจนี้ให้ละเอียดจนถึงรุ่งสาง!"

รุ่งอรุณแห่งการพลิกชะตากรรมของหลินซี ได้ก้าวเข้ามาอีกขั้นอย่างมั่นคงแล้วในค่ำคืนนี้!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป