บทที่ 1 ทะลุมิติมาทั้งที ดันได้สามีเป็นตัวร้าย!
“คุณหลิน เชิญดูข้อตกลงการหย่าฉบับนี้ก่อนนะครับ หากไม่มีปัญหาอะไร รบกวนเซ็นชื่อด้วยครับ”
สมองของหลินเสี่ยวถงกระตุกวูบขึ้นมาทันที ราวกับจิตวิญญาณที่หลุดลอยไปเพิ่งจะถูกดึงกลับมา
ความมืดพร่ามัวตรงหน้าเลือนหาย ภาพที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งกลับทำให้เธอสับสนไปชั่วขณะ ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่
“คุณหลิน?”
ชายวัยราวสามสิบกว่า นั่งอยู่ตรงหน้า สวมสูทเรียบร้อย บุคลิกสุขุมสุภาพ เป็นคนเดียวกับที่พูดกับเธอเมื่อครู่นี้
“คุณคือใคร?”
ชายคนนั้นยังคงรักษามารยาททางวิชาชีพ สีหน้าเรียบนิ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ผมเป็นทนายความของคุณโจวเหยียน แซ่หวังครับ คุณกับลูกความของผมได้ตัดสินใจหย่ากันแล้ว ตอนนี้เพียงแค่คุณเซ็นชื่อในข้อตกลงฉบับนี้ก็เรียบร้อย”
ทนายความ?
ข้อตกลงการหย่า?
ฉากตรงหน้าช่างขัดแย้งจนชวนรู้สึกไม่สมจริง เพื่อกลบความไม่สบายใจชั่วขณะนั้น หลินเสี่ยวถงยื่นมือไปหยิบถ้วยกาแฟบนโต๊ะ แต่จู่ๆ การเคลื่อนไหวก็ชะงักลง
ปลายนิ้วขาวเนียนราวหน่อไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ประดับด้วยเล็บที่ทำมาอย่างประณีต นิ้วกลางสวมแหวนเพชรสีน้ำเงินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าไข่นกพิราบเสียอีก เข้าชุดกับกำไลข้อมือ ดูหรูหราร่ำรวยจับตา
นี่ไม่ใช่มือของเธอ! ลมหายใจของหลินเสี่ยวถงเร่งรัวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เรียกสติกลับมาได้ เมื่อเธอมองไปยังทนายความฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง สีหน้าก็กลับมาเรียบเฉยดังเดิม
เธอวางถ้วยกาแฟลง หยิบข้อตกลงการหย่าตรงหน้าขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ นอกจากอสังหาริมทรัพย์สองแห่งมูลค่ารวมสี่สิบล้านแล้ว ยังมีหุ้นของฝ่ายชายในกลุ่มบริษัทโจวกรุ๊ปอีกห้าเปอร์เซ็นต์ เมื่อตีมูลค่ารวมกัน ก็สูงถึงหลายหมื่นล้านหยวน
ตรงส่วนท้ายเอกสาร ลายเซ็นฝ่ายชาย โจวเหยียน เหลือเพียงลายเซ็นของฝ่ายหญิงเท่านั้น แค่เซ็นชื่อลงไป จากนี้เธอก็จะกลายเป็นเศรษฐีทันที
ทะลุมิติมาเพียงชั่วพริบตา เงินก้อนโตก็ตกลงมาจากฟ้า เป็นเรื่องดีที่ต่อให้ฝันก็ยังต้องหัวเราะออกมา
หลินเสี่ยวถงหยิบปากกาขึ้นมา แต่กลับชะงักไป
โจวเหยียน… ชื่อนี้ทำไมถึงคุ้นหูนัก? สายตาเธอเหลือบไปเห็นชื่ออีกชื่อหนึ่งบนข้อตกลง…หลินเสี่ยวถง
หลินเสี่ยวถง โจวเหยียน
ราวกับตื่นจากฝันร้าย ปลายนิ้วของหลินเสี่ยวถงเผลอเกร็งแน่น นี่ไม่ใช่นิยายเรื่อง “วิวาห์ฉับพลันของท่านประธานเย็นชา” ที่เธอเพิ่งโต้รุ่งอ่านจนจบเมื่อสัปดาห์ก่อนหรอกหรือ?
ตัวร้ายในเรื่องนั้นชื่อโจวเหยียน ส่วนหลินเสี่ยวถงคืออดีตภรรยาผู้โหดร้ายและหลงวัตถุของตัวร้าย
บังเอิญเหลือเกินที่ใช้ชื่อเดียวกับเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะชื่อซ้ำกัน เธอคงไม่สามารถจดจำตัวละครนี้ได้เลยด้วยซ้ำ
บทของอดีตภรรยามีอยู่เพียงในความทรงจำของตัวร้าย รวมกันแล้วไม่ถึงสามประโยคด้วยซ้ำ เพราะอย่างนั้นเธอจึงอ่านนิยายทั้งเรื่องจบลงไปโดยแทบไม่รู้สึกอะไร
จังหวะของเรื่องกระชับ เร้าใจ อ่านแล้วหยุดไม่ได้ จนแทบไม่มีเวลาให้คิดถึงความสมเหตุสมผลของพล็อตแม้แต่น้อย
แต่ในตอนนี้หลินเสี่ยวถงกลับรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย เพราะบทบาทของร่างเดิมมีน้อยเสียจนเกินไป ผู้เขียนแทบไม่ได้อธิบายตัวละครนี้ไว้อย่างชัดเจนเลย ข้อมูลที่เธอพอจะรู้เกี่ยวกับตัวละครนี้จึงมีอยู่อย่างจำกัดมาก
เธอเงยหน้าขึ้น มองไปยังทนายหวังที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยถาม “ฉันขอถามได้ไหมคะ เหตุผลที่ฉันหย่ากับเขาคืออะไร”
“คุณหลิน เรื่องการหย่าเป็นฝ่ายคุณเองที่เสนอขึ้นมาครับ”
ทนายหวังเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพ สีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาไร้อารมณ์
เขาเป็นหนึ่งในทีมทนายของตระกูลโจว เรื่องของคุณชายคนเล็กตระกูลโจว เขาอาจไม่ได้รู้ละเอียดทั้งหมด แต่ก็รู้ไม่น้อย เพราะเหตุนี้ภายในใจเขาจึงทั้งโกรธและจนใจต่อพฤติกรรมของผู้หญิงตรงหน้า น่าเสียดายจริงๆ กับใบหน้าที่สวยงามเช่นนี้
หลินเสี่ยวถงหยิบถ้วยกาแฟบนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งอึก เพื่อจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง
เธอทะลุเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครหญิงชื่อเดียวกันกับเธอในนิยาย ผู้หญิงที่เพื่อจะได้เป็นคุณนายตระกูลใหญ่ ยอมแต่งงานกับตัวร้ายที่มีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กห้าขวบ แต่กลับทารุณเขาอย่างโหดร้าย ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมอยู่นิ่ง แอบไปพัวพันกับพี่ชายของตัวร้ายอีกด้วย…
นับตามเส้นเรื่องแล้ว เวลาที่ตัวร้ายจะฟื้นความทรงจำก็ใกล้เข้ามาเต็มที ในฐานะผู้หญิงคนแรกซึ่งเป็นตัวประกอบที่ถูกเขี่ยทิ้ง หลินเสี่ยวถงไว้อาลัยให้ตัวเองหนึ่งวินาที
เธอมองเงินก้อนโตบนข้อตกลงการหย่าด้วยความเสียดาย ก่อนจะวางถ้วยกาแฟลง แล้วเงยหน้ามองทนายหวัง
“เรื่องหย่า…ขอให้ฉันคิดดูก่อนนะคะ”
ต่อให้ได้เงินมากมายแค่ไหน ถ้าไม่มีชีวิตอยู่ใช้ก็ไม่มีความหมาย เพราะอย่างนั้นการหย่าครั้งนี้…จึงหย่าไม่ได้
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ทนายหวังก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
หรือว่าไม่พอใจกับเงื่อนไขข้างบน? ผู้หญิงคนนี้ช่างเหมือนกับที่เขาเคยได้ยินมา ทั้งโหดร้ายและโลภไม่รู้จักพอ
ทนายหวังเก็บซ่อนอารมณ์ที่ไม่จำเป็น สีหน้ากลับมาอ่อนโยนดังเดิม
“คุณหลิน ยังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหมครับ”
“ไม่มีค่ะ” หลินเสี่ยวถงส่ายหน้า สายตามองไปยังถ้วยกาแฟตรงหน้า
“เรื่องหย่า ขอเวลาฉันหน่อยนะคะ”
ทนายหวังไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้หญิงคนนี้ถึงเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน แต่ด้วยมารยาททางวิชาชีพอันดีเยี่ยม เขาจึงควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี ท่าทีจึงยังสุภาพเช่นเดิม
“ถ้าอย่างนั้น เมื่อคุณหลินตัดสินใจได้แล้ว ค่อยติดต่อผมอีกครั้งนะครับ”
พูดจบเขาเก็บข้อตกลงการหย่าทั้งสองฉบับ แล้วหยิบนามบัตรออกมาส่งให้เธอ
“นี่คือช่องทางติดต่อของผมครับ”
หลินเสี่ยวถงรับนามบัตรไว้ มองเขาแล้วกล่าว “ฉันจะติดต่อไปอีกครั้งนะคะ ทนายหวัง”
“ลาก่อนครับ คุณหลิน”
หลังจากมองส่งทนายหวังเดินจากไป หลินเสี่ยวถงเก็บนามบัตรใส่กระเป๋า
โชคดีที่ในโลกเดิม เธอแทบไม่มีใครให้ห่วงหา พ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่เธอยังเล็ก และต่างฝ่ายต่างแต่งงานใหม่ ความสัมพันธ์กับเธอก็ห่างเหิน ส่วนคุณย่าที่เคยพึ่งพากันมาก็จากไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนแล้ว
หลินเสี่ยวถงมองออกไปนอกหน้าต่าง กระจกสีเข้มสะท้อนภาพเธอในตอนนี้กลับมา
ไม่ว่านิยายจะบรรยายว่าอดีตภรรยาของตัวร้ายสวยแค่ไหน แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ความรู้สึกก็ยังแตกต่างอยู่ดี
หน้าตาแบบนี้…สวยเกินต้านจริงๆ
คนเราย่อมรักความสวยความงาม หลังจากได้มองใบหน้าที่สมบูรณ์แบบไร้จุดบกพร่อง สวยได้จากทุกมุม จนดูจบครบสามร้อยหกสิบองศาแล้ว อารมณ์ของหลินเสี่ยวถงก็ดีขึ้นไม่น้อย
หลินเสี่ยวถงในโลกเดิมหน้าตาธรรมดา แต่มีฝีมือการแต่งหน้าที่สามารถเปลี่ยนความธรรมดาให้ดูดีขึ้นมาได้ จึงพอจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนหน้าตาดีได้บ้าง
ทว่าต่อให้เทคนิคการแต่งหน้าจะดีแค่ไหน ก็ยังไม่อาจเทียบกับใบหน้าระดับนี้ได้ ราวกับเป็นคนจากคนละโลก อยู่กันคนละมิติอย่างสิ้นเชิง
ตามเหตุผลแล้ว ด้วยหน้าตาในระดับนี้ของร่างเดิม หากอยากแต่งงานกับคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าจะก้าวเข้าไปอยู่ในตระกูลระดับบนอย่างตระกูลโจว ต่อให้คิดก็ยังคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพราะอย่างนั้นเธอจึงลดเป้าลงมา เลือกแต่งงานกับคนโง่เขลาแทน
โจวเหยียนไม่ได้โง่มาแต่กำเนิด เพียงเพราะเมื่ออายุสิบแปดปี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้สูญเสียความทรงจำไปเกือบทั้งหมด สติปัญญาจึงถดถอยเหลือเพียงระดับเด็กห้าขวบ
ในฐานะตัวร้าย เมื่อโจวเหยียนฟื้นความทรงจำขึ้นมา บนตัวเขาไม่หลงเหลือความอบอุ่นใดๆ อีก เขาโหดเหี้ยม เด็ดขาด ไม่เลือกวิธีการ ไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น
หลังจากใช้วิธีการอันแข็งกร้าวเข้ายึดอำนาจในกลุ่มบริษัทโจวกรุ๊ปได้แล้ว ก็เริ่มแก้แค้นตระกูลโจวอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่พ่อแท้ๆ ก็ไม่ละเว้น
คนที่ติดคุกก็ติดคุก คนที่ฆ่าตัวตายก็ฆ่าตัวตาย จุดจบของพวกเขาไม่ได้ดีกว่าร่างเดิมเลย
โจวเหยียนหลังฟื้นความทรงจำ จำทุกอย่างได้ทั้งหมด เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นได้แล้วว่า เงามืดที่ตระกูลโจวทิ้งไว้ในใจของเขานั้นหนักหนาเพียงใด
และการทารุณกับการเหยียดหยามที่ร่างเดิมกระทำกับเขาในที่ลับ ก็ยิ่งเป็นฟางเส้นใหญ่ที่ผลักเขาไปสู่ความมืดอย่างสมบูรณ์
แสงแดดนอกหน้าต่างสาดผ่านกระจกมาแตะต้องร่างของเธอ หลินเสี่ยวถงกลับรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอยกถ้วยขึ้น ดื่มกาแฟเข้าไปอึกใหญ่ มันเย็นชืดไปแล้ว
เสียงรอบข้างค่อยๆ เลือนหายไป จู่ๆ ความรู้สึกแน่นหน้าอกก็พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายของเธอแข็งค้าง จากนั้นในสมองของหลินเสี่ยวถงก็พลันมีความทรงจำแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เดิมทีมันคือความทรงจำของร่างนี้
ถ้วยกาแฟกระทบกับจานรองเกิดเสียงแหลมใสบาดหู ร่างเดิมทำเรื่องอะไรลงไปกันแน่!
ไม่น่าเชื่อเลย!
“คุณผู้หญิง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
หลินเสี่ยวถงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ มองไปยังพนักงานบริการ เธอหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะโดยไม่ดูจำนวน
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่เป็นอะไร”
เธอไม่สนใจจะรักษาท่าทางสง่างามอีกต่อไป รีบก้าวออกจากร้านอาหารอย่างรวดเร็ว
คนขับรถเห็นเธอออกมาเร็วขนาดนั้น ยังไม่ทันตั้งตัว ก็ได้ยินเธอคำสั่ง
“กลับบ้านตระกูลโจวเดี๋ยวนี้”
“ครับ คุณนายรอง”
บนรถ หลินเสี่ยวถงกำมือแน่น ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน แววตาฉายความร้อนใจอย่างชัดเจน หลังจากผสานความทรงจำของร่างเดิมเข้าไปแล้ว เธออดถอนใจไม่ได้กับความสามารถในการหาเรื่องใส่ตัวของอีกฝ่าย
หาใครเทียบไม่ได้จริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวร้ายจะลงมือกับอดีตภรรยาคนนี้อย่างโหดเหี้ยม ไม่อยุติธรรมเลยสักนิด
เวลาบนรถผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับนับวินาทีเป็นปี หลินเสี่ยวถงเอ่ยเร่ง
“เร็วขึ้นอีกหน่อยได้ไหม”
“คุณนายรอง นี่เร็วที่สุดแล้วครับ”
ริมฝีปากของหลินเสี่ยวถงเม้มแน่น พยายามกดความกระวนกระวายในใจเอาไว้
จากความทรงจำของร่างเดิม เธอรู้ว่าหลังจากอุบัติเหตุของโจวเหยียนในตอนนั้น คุณปู่โจวก็ทรุดหนักจากโรคเก่ากำเริบต้องไปพักฟื้นที่อเมริกา และแทบจะกลับมาเพียงปีละครั้ง
ส่วนพ่อของโจวเหยียนก็ออกเดินทางไปทำธุระต่างประเทศก่อนหน้านี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ตอนนี้ ในบ้านจึงเหลือเพียงพี่ชายของตัวร้าย และน้องสาวต่างแม่อีกสองคนเท่านั้น
พี่ชายคนนั้นมีพ่อเดียวกับโจวเหยียน เป็นลูกนอกสมรสที่พ่อโจวมีกับผู้หญิงที่เขารักจริง รวมถึงน้องสาวทั้งสองคน ก็ล้วนเป็นลูกนอกสมรสเช่นกัน และเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้รับเข้าบ้าน หลังจากโจวเหยียนกลายเป็นคนโง่แล้วเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นคุณปู่โจวก็ยังไม่ยอมให้พ่อโจวแต่งงานกับหญิงคนรักเข้าบ้าน ในตระกูลนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกนอกสมรสเหล่านั้น หรือแม้แต่พ่อโจวเอง ต่างก็เมินเฉยต่อโจวเหยียน บางคนถึงขั้นรังเกียจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนรับใช้ในบ้านที่คอยมองสีหน้าของเจ้านายแล้วเลือกข้างกันเป็นหลัก
เพราะเหตุนี้สิ่งที่ร่างเดิมทำกับโจวเหยียน ต่อให้มีคนรู้บ้าง ก็ล้วนทำเป็นมองไม่เห็น ยิ่งทำให้ร่างเดิมได้ใจ ไร้ความเกรงกลัว ไม่เคยมองโจวเหยียนเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลย
ต่อให้เลี้ยงสุนัขไว้ข้างกายสักหนึ่งถึงสองปี ก็ย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง แต่ร่างเดิมกลับมีเพียงความรังเกียจที่มอบให้โจวเหยียน
เพราะถึงจะได้เป็นคุณนายตระกูลใหญ่ ทว่าความจริงที่ว่าแต่งงานกับคนโง่เขลากลับเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้เธอกลายเป็นตัวตลกในวงสังคมของเหล่าภรรยาคนรวย ถูกดูแคลนและถูกหยิบยกมาพูดจาเยาะเย้ยอยู่เสมอ
ร่างเดิมพยายามอย่างหนักที่จะเข้าไปอยู่ในวงสังคมนี้ สุดท้ายกลับเป็นได้แค่ของเล่นคลายอารมณ์ของเหล่าคุณหนูคุณนายเท่านั้น
ทุกครั้งที่กลับจากงานสังสรรค์ ความอัดอั้นที่สะสมไว้ในใจก็ถูกระบายลงบนโจวเหยียน ผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลยสักนิด หลินเสี่ยวถงแทบไม่รู้จะวิจารณ์อย่างไรดี
“คุณนายรอง ถึงแล้วครับ”
หลินเสี่ยวถงได้สติกลับมา เธอลงจากรถ เท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงก้าวไปยังบ้านตระกูลโจวตามความทรงจำของร่างเดิม บริเวณนี้เงียบสงบ เสียงน้ำจากน้ำพุไหลเอื่อย ไม่ว่าจะเป็นอิฐก้อนใด ต้นไม้ต้นไหน ล้วนผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน
โอ่อ่าสง่างาม แฝงด้วยกลิ่นอายโรแมนติก สมกับเป็นย่านคนรวยที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินทอง
แต่ในเวลานี้หลินเสี่ยวถงไม่มีอารมณ์จะชื่นชมสิ่งเหล่านั้น เธอมุ่งตรงเข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่งทันที แต่เพราะเธอเดินเร็วเกินไป บรรดาคนรับใช้ที่กำลังเตรียมอาหารเย็นยังไม่ทันได้ทัก เธอก็ขึ้นไปถึงชั้นบนแล้ว
“วันนี้คุณนายรองเป็นอะไรไปนะ”
“ไม่เคยเห็นสีหน้าเธอลนลานขนาดนี้มาก่อนเลย…”
“หรือจะเป็นเพราะคุณชายรองเพิ่งกลับมา?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก”
“ว่าแต่ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนคุณชายรองก็ไม่ได้ออกมากินข้าวเลยนะ”
“ก็คุณชายรองเป็นคนโง่นี่นา”
หลินเสี่ยวถงผลักประตูห้องนอนเปิดออก การตกแต่งโทนเทาอมฟ้าดูหรูหรา เรียบง่าย แต่พิถีพิถัน ทุกอย่างอยู่ในสายตาอย่างชัดเจน
ประตูกระจกบานใหญ่ตรงระเบียงเปิดแง้มไว้ ลมพัดเข้ามา ยกชายม่านขึ้นเล็กน้อย ทั้งห้องดูกว้างโล่ง ว่างเปล่า ไร้ชีวิตชีวา
หลินเสี่ยวถงเดินเข้าไปในห้องน้ำ เพียงชำเลืองมองก็เห็นว่าประตูกระจกปิดสนิท เธอรีบกลับเข้าไปในห้องนอน ค้นกุญแจจากตู้
เสียง “คลิก” ดังขึ้น กลอนประตูถูกเปิดออก หลินเสี่ยวถงสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมใจให้พร้อมอย่างเต็มที่ก่อนจะยื่นมือไปผลักประตูเปิดออก
