บทที่ 2 ภารกิจช่วยชีวิตสามีตัวร้าย
เมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าในแวบแรก หลินเสี่ยวถงก็อดสะดุ้งไม่ได้ บนพื้นกระเบื้องสีขาว ชายร่างสูงที่กะด้วยสายตาน่าจะสูงเกินหนึ่งเมตรแปดสิบล้มอยู่กับพื้น ร่างกายขดงอ ไม่รู้สึกตัว ส่งเสียงครางต่ำๆ อย่างเจ็บปวด
เส้นสายด้านข้างใบหน้าคมชัด สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น ในยามนี้ริมฝีปากของเขาแดงคล้ำ ใบหน้าเผยสีแดงเรื่ออย่างผิดปกติจากพิษไข้สูง
หลินเสี่ยวถงทรุดตัวลงข้างกายเขา ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผาก
ร้อนจนชวนตกใจ!
“โจวเหยียน ตื่นสิ”
เธอเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ชายที่หมดสติก็ไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย หลินเสี่ยวถงถอดรองเท้าส้นสูงออก วางกระเป๋าในมือลงกับพื้นอย่างลวกๆ ก่อนจะก้มตัวพยุงกึ่งลากกึ่งประคองเขาออกจากห้องอาบน้ำ
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายตัวโตที่สูงเกินหนึ่งเมตรแปดสิบ หลินเสี่ยวถงเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องพัก ใช้เวลาราวยี่สิบนาทีกว่าจะพาเขามาถึงเตียง และคลุมผ้าห่มให้เรียบร้อย
เห็นเขาหนาวจนสั่นไม่หยุด หลินเสี่ยวถงจึงเปิดระบบทำความร้อนในห้องนอน เดือนกุมภาพันธ์อากาศยังเย็นอยู่บ้าง เธอเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก หายใจยังไม่สม่ำเสมอ ก่อนจะหันไปหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
เมื่อหยิบปรอทวัดไข้ได้ เธอก็กลับมาข้างเตียง สะบัดปรอทเล็กน้อยแล้วสอดไว้ใต้รักแร้ของเขา
หลินเสี่ยวถงรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง เธอนั่งลงบนเก้าอี้ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ร่างกายของเธอเองก็อ่อนแอ เหงื่อออกง่าย ไม่คิดเลยว่าร่างเดิมจะเป็นแบบเดียวกัน
เมื่อลมหายใจเข้าที่แล้ว เธอมองไปยังชายบนเตียงที่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ ริมฝีปากบางเม้มแน่น แนวกรามคมชัดได้รูป เติมเสน่ห์ให้ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายอยู่แล้ว สมดังที่นิยายเขียนไว้ เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากจริงๆ
ในหนังสือตัวละครนี้ถูกตั้งค่าให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ถึงขั้นเหนือกว่าพระเอกเล็กน้อย แม้แต่นางเอกในเรื่องก็ยังมีความรู้สึกซับซ้อนต่อเขา เพียงแต่…โหดเหี้ยมเกินไป
ห้านาทีต่อมา หลินเสี่ยวถงหยิบปรอทออกมา ไข้ขึ้นสูงถึงสามสิบเก้าองศา ต้องรีบลดไข้ก่อน
เธอหยิบแผ่นลดไข้ ฉีกซอง แล้วแปะไว้บนหน้าผากของเขา จากนั้นก็ไปหยิบกะละมังน้ำมา เช็ดบริเวณลำคอและแขนให้เขา ก่อนจะป้อนน้ำอุ่นให้เล็กน้อย
อุณหภูมิในห้องค่อยๆ สูงขึ้น หลินเสี่ยวถงรู้สึกร้อนจนต้องถอดเสื้อคลุมออก เธอนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มองโจวเหยียนที่ไม่ตัวสั่นเพราะความหนาวอีกแล้ว
เมื่อคืนโจวเหยียนเกิดไม่สบายกะทันหัน ครางออกมาสองสามครั้ง ร่างเดิมรำคาญเสียง จึงไล่เขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ และล็อกประตูไว้
เช้าวันถัดมาตอนออกจากบ้าน เธอกลับลืมไปเสียสนิทว่าข้างในยังมีคนถูกขังอยู่ โจวเหยียนจึงติดอยู่ในห้องอาบน้ำทั้งวันทั้งคืน ร่างเดิมก็ไม่เคยคิดจะให้คนรับใช้เรียกหมอมาดู ออกไปข้างนอกอย่างไม่รู้สึกผิด เซ็นข้อตกลงการหย่าเสร็จแล้วก็ไม่กลับมาอีก
ในเนื้อเรื่อง โจวเหยียนมีไข้ต่อเนื่องสามวันสามคืน กว่าจะมีคนพบเข้า และถูกส่งเข้าห้องไอซียู เขาก็อยู่ในภาวะเป็นตายเท่ากัน
คิดถึงตรงนี้หลินเสี่ยวถงก็โกรธพฤติกรรมของร่างเดิมขึ้นมา ไม่ใช่เพราะสงสารตัวร้ายผู้เย็นชาในนิยาย แต่เพราะโจวเหยียนที่สูญเสียความทรงจำ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเด็กห้าขวบเท่านั้น ต้องมีความอาฆาตมากเพียงใด ถึงจะลงมือทารุณเด็กคนหนึ่งได้ถึงขนาดนั้น
เมื่อคิดไม่ตก หลินเสี่ยวถงนั่งเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอวัดอุณหภูมิให้อีกครั้ง เห็นว่าไข้ลดลงเล็กน้อย จึงค่อยโล่งใจ ไม่เช่นนั้น เธอคงต้องหาทางเรียกหมอมาให้ได้
เห็นเขาเริ่มมีเหงื่อออก และเผลอขยับเปิดผ้าห่มโดยไม่รู้ตัว หลินเสี่ยวถงจึงจัดผ้าห่มให้เรียบร้อย ลุกไปปิดเครื่องทำความร้อนแล้วสวมเสื้อคลุมกลับคืน เพื่อไม่ให้ตัวเองป่วยเสียก่อน
พอเธอสวมเสื้อเสร็จ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก หลินเสี่ยวถงเหลือบมองโจวเหยียนที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
“คุณนายรอง จะลงไปทานอาหารเย็นไหมคะ”
“ไม่ค่ะ ตักโจ๊กขึ้นมาให้หน่อย ใช้ภาชนะเก็บความร้อนด้วย”
คนรับใช้ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบตอบรับ “ได้ค่ะ”
เมื่อคนรับใช้ยกโจ๊กขึ้นมาให้ หลินเสี่ยวถงรับไว้ แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“วันนี้มีใครกลับมาบ้านบ้างหรือเปล่า”
“ยังไม่กลับมาค่ะ คุณหนูสองคนขึ้นเครื่องไปฝรั่งเศสตั้งแต่เช้า คุณชายใหญ่มีงานสังสรรค์คืนนี้ เกรงว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเช้ามืดแล้ว”
“อืม ไม่เป็นไร”
หลังจากประตูปิดลง หลินเสี่ยวถงวางกระติกเก็บความร้อนไว้ข้างหัวเตียง
เดิมทีเธอตั้งใจจะให้เขากินยาลดไข้ แต่เขาไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน เกรงว่ากระเพาะจะทนการระคายเคืองจากยาไม่ไหว
หลินเสี่ยวถงตักโจ๊กใส่ถ้วย ลองแตะดูอุณหภูมิ กำลังพอดี เห็นเขายังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น หากไม่กินอะไรสักหน่อยคงไม่ได้ ทั้งร่างกายก็รับไม่ไหว ทั้งยาก็ไม่อาจกินได้ หลินเสี่ยวถงนั่งลงมองหน้าเขา คิดอยู่ว่าจะปลุกเขาอย่างไรดี
ขนตาของโจวเหยียนยาวและหนา ทอดเงาบางๆ ลงมา ทำให้เธออดอิจฉาไม่ได้
จู่ๆ ขนตานั้นก็สั่นไหว ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในเสี้ยววินาทีนั้น หัวใจของหลินเสี่ยวถงก็เต้นแรงขึ้นมา
“แม่…”
หลินเสี่ยวถง “……”
ทำไมถึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก็ไม่รู้ สายตาของเขาพร่าเลือนอย่างที่สุด ดูอ่อนแอและน่าสงสาร ไม่มีเค้าของความเย็นชาอันน่าหวาดหวั่นเหมือนในหนังสือเลยสักนิด
“…โจวเหยียน?”
หลินเสี่ยวถงเรียกชื่อเขา แต่กลับพบว่าเขาหลับตาลงอีกครั้ง คิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินเสี่ยวถงก็กึ่งคุกเข่าบนเตียง พยายามพยุงเขาขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“โจวเหยียน ตื่นก่อน กินอะไรสักหน่อยนะ”
ชายหนุ่มที่กึ่งหมดสติพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเลื่อนลอย หลินเสี่ยวถงให้เขาพิงตัวเอง เอื้อมมือไปหยิบถ้วยโจ๊ก ตักหนึ่งคำป้อนให้เขา
“แม่…”
เขาไข้ขึ้นจนเพ้อไปแล้วหรือเปล่า
“โจวเหยียน เชื่อฟังนะ กินโจ๊กก่อน”
น้ำเสียงของหลินเสี่ยวถงนุ่มนวลถึงที่สุด ด้วยความคิดแบบลองดูเผื่อจะได้ผล ไม่คิดเลยว่าเขาจะอ้าปากจริงๆ หลินเสี่ยวถงดีใจขึ้นมา รีบป้อนโจ๊กให้เขา
โจวเหยียนเชื่อฟังและอ่อนโยนเป็นพิเศษ ไม่นานก็หมดไปครึ่งถ้วย หลินเสี่ยวถงไม่ให้เขากินมากเกินไป กลัวว่ากระเพาะที่ไม่ได้รับอาหารมานานจะรับไม่ไหว
จากนั้นหลินเสี่ยวถงก็หยิบยาแก้ไข้และบรรเทาอาการปวดให้เขากิน แล้วป้อนน้ำตามอีกเล็กน้อย
“เด็กดี นอนเถอะ”
หลินเสี่ยวถงจัดผ้าห่มให้เขา ครั้งนี้โจวเหยียนหลับสนิทขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลินเสี่ยวถงก็เหนื่อยแทบหมดแรง เหงื่อซึมทั่วร่าง ความเหนอะหนะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เธอจึงผละตัวไปอาบน้ำ
พออาบน้ำเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว หลินเสี่ยวถงเป่าผมให้แห้งในห้องน้ำ ก่อนจะมวยผมขึ้นอย่างลวกๆ จากนั้นพอกหน้า และค่อยๆ บำรุงผิวอย่างพิถีพิถันอยู่อีกนาน
ถึงจะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่เรื่องหน้าตาไม่อาจละเลยได้ ยิ่งเป็นใบหน้าที่สวยงามเช่นนี้ ก็ยิ่งไม่อาจปล่อยปละได้ตามใจ
ออกมาจากห้องน้ำ หลินเสี่ยวถงเดินไปที่ข้างเตียง เปลี่ยนแผ่นเจลลดไข้ให้โจวเหยียนอีกครั้ง ใช้ผ้าขนหนูเช็ดมือให้เขา แล้วจึงวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างระมัดระวัง
เกือบตีหนึ่งครึ่ง อุณหภูมิของโจวเหยียนก็ค่อยๆ ลดลง เหลือเพียงไข้ต่ำๆ เท่านั้น เมื่อไข้ลดลงก็ถือว่าไม่น่ากังวลแล้ว หลินเสี่ยวถงจึงเก็บกล่องยาให้เรียบร้อย
ทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอจึงนั่งลงบนโซฟาข้างเตียง ปล่อยให้ร่างกายได้พักหายใจสักครู่
มื้อเย็นเธอก็กินไปเพียงโจ๊กเล็กน้อย ตอนนี้จึงเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา การกินของยามดึกเช่นนี้ ชวนให้รู้สึกผิดต่อรูปร่างอันสมบูรณ์แบบอยู่ไม่น้อย
ทว่าภาพอาหารนานาชนิดกลับวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับม้าหมุนที่หยุดไม่ลง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหิวมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหลินเสี่ยวถงก็ยอมแพ้ ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาอะไรกิน
เกือบตีสองแล้ว คนรับใช้และพ่อบ้านในบ้านต่างก็หลับสนิท หลินเสี่ยวถงไม่กล้าไปรบกวนใคร จึงตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ กินเอง
ในครัวเปิดไฟไว้เพียงดวงเดียว แสงไฟสลัวๆ ส่องให้เห็นภายในอย่างเงียบงัน หลินเสี่ยวถงเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบออกมา ก่อนจะตัดสินใจต้มบะหมี่ให้ตัวเองหนึ่งชาม
พอเส้นใกล้สุก เธอก็ใส่มะเขือเทศที่หั่นไว้ลงไป เติมเนื้อวัวพะโล้ แล้วโรยต้นหอมอีกกำมือ ทุกอย่างดูลงตัวอย่างพอดิบพอดี…ได้เวลาเริ่มกินแล้ว
ใกล้จะกินหมดอยู่แล้ว หลินเสี่ยวถงก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน มีคนกลับมาแล้วงั้นเหรอ
โจวเหวินเฉินที่กำลังจะขึ้นไปชั้นบน เห็นไฟฝั่งห้องครัวยังเปิดอยู่ เวลานี้แล้วยังมีใครอยู่อีก
จากนั้นเขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ควรจะปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ หลินเสี่ยวถงก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน
สันจมูกของชายหนุ่มสูงโด่ง มีแว่นกรอบทองบางๆ พาดอยู่ ริมฝีปากอิ่ม รูปหน้าคมลึก ดูมีออร่าแบบสุภาพแต่แฝงความอันตราย เป็นเสน่ห์ร้ายๆ ที่ชวนให้คนหลง
ในชั่วพริบตา หลินเสี่ยวถงก็เข้าใจว่าทำไมร่างเดิมถึงชอบผู้ชายคนนี้ ถึงขั้นเอาตัวเข้าแลก ยอมเป็นเมียน้อยของเขา คงเป็นพวกชอบความเจ็บปวดล่ะมั้ง
สีหน้าของหลินเสี่ยวถงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ซดเส้นคำสุดท้ายเข้าปาก ก่อนจะดื่มน้ำซุปตามอีกอึก กลิ่นหอมของบะหมี่ลอยฟุ้ง กระตุ้นความอยากอาหารได้ง่ายดาย
ดูเธอกินบะหมี่ แก้มป่องเล็กน้อย แทบไม่ปรายตามามองเขาเลย ในใจของโจวเหวินเฉินกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เสียงเขาจึงต่ำลง
“ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจล่ะ”
หลินเสี่ยวถงที่กำลังล้างชามชะงักไปเล็กน้อย วางชามลง เช็ดน้ำบนมือ แล้วหันกลับไปมองเขา
“ฉันว่าการเป็นคุณนายตระกูลใหญ่ คุ้มค่ากว่าการเป็นเมียน้อย”
“ฮึ” เขาหัวเราะเยาะเบาๆ เต็มไปด้วยความดูแคลน เขาไม่เชื่อว่าเธอจะตัดใจจากเขาได้จริง
“เธอคิดจะอยู่กับไอ้โง่นั่นไปทั้งชีวิตเลยเหรอ”
“อย่างน้อยก็ไม่ได้คิดจะเป็นเมียน้อย”
“หรือเธอยังหวังให้ฉันแต่งงานกับเธอ”
ความดูถูกฉายชัดอยู่ในน้ำเสียง หากไม่ใช่เพราะต้องการหุ้นส่วนที่อยู่ในมือของโจวเหยียน เขาคงไม่เสียเวลามาพัวพันกับผู้หญิงเน่าในแบบนี้
หลินเสี่ยวถงช้อนสายตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง “หยุดเพ้อเถอะ”
โจวเหวินเฉิน “……”
แค่กลับมาตอนดึก โลกก็เปลี่ยนไปแล้วงั้นเหรอ แล้วสายตาเมื่อครู่ของผู้หญิงคนนี้มันอะไรกัน
เดิมทีเขานึกว่าเธอตั้งใจรอเขากลับมาเพื่อจะเข้ามาออดอ้อน แต่เห็นชัดว่าไม่ใช่ เสื้อผ้าปิดมิดชิด ยังสวมเสื้อคลุมเพิ่มอีกตัว เธอแค่หิวเท่านั้นเอง
เห็นเธอกำลังจะขึ้นชั้นบน โจวเหวินเฉินถามขึ้น “บะหมี่…ยังเหลือไหม”
“ในตู้เย็นมีวัตถุดิบ”
โจวเหวินเฉินเปิดตู้เย็น มองดูวัตถุดิบสดเย็นเรียงราย สีหน้ากลับไม่ค่อยดีนัก ผู้หญิงคนนี้แต่ก่อนเอาแต่คิดว่าจะเอาใจเขายังไง เสนอเรือนกายไม่ขาด เคยทำให้เขาเสียหน้าเสียเมื่อไหร่ ตอนนี้แค่บะหมี่ชามเดียวยังไม่ยอมต้มให้เขา
โจวเหวินเฉินอัดอั้นอยู่ในอก ความหงุดหงิดไม่จางหายไปง่ายๆ ส่วนหลินเสี่ยวถงในเวลานั้น กลับขึ้นห้องนอนไปแล้ว ไม่ได้สนใจเลยว่าอีกหนึ่งตัวประกอบจะคิดอะไรอยู่
เธอเดินไปข้างเตียง หยิบผ้าขนหนูชุบน้ำ เช็ดเหงื่อบนหน้าผากของโจวเหยียน และเช็ดตัวช่วงบนอย่างง่ายๆ รอให้เขาไข้ลดและรู้สึกตัว ค่อยให้เขาอาบน้ำเองแล้วกัน
ถึงแม้ตอนนี้สภาพจิตใจของโจวเหยียนจะเหมือนเด็กห้าขวบ แต่ร่างกายไม่ใช่ เธอไม่ได้มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งเขาฟื้นความจำขึ้นมา นึกย้อนถึงเรื่องนี้ได้ เกรงว่าจะอยากบีบคอเธอให้ตายไปเลย
หลินเสี่ยวถงล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็ป้อนยาให้เขาอีกครั้ง โจวเหยียนที่ยังหมดสติดูเชื่อฟังเป็นพิเศษ ตอนลืมตาก็ยังงุนงง ไม่ก่อให้เกิดความระแวงหรือความรำคาญใจ ทำให้เธอเต็มใจดูแลเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“……”
ไม่รู้ว่าโจวเหยียนจะฟื้นความทรงจำเมื่อไหร่ แต่คำนวณตามพล็อตแล้ว ก็คงภายในสองเดือนนี้เอง
ขอแค่รีบสะสมค่าความรู้สึกดีๆ ให้ได้มากหน่อย หวังจะผ่าทางรอดออกมาจากมือเขา จากนั้นก็ถือข้อตกลงหย่า รับเงินก้อนโตแล้วหนีไปไกลๆ แค่คิดก็ชื่นใจแล้ว
หลินเสี่ยวถงหยิบผ้าห่มมาเพิ่มอีกผืน ขยับตัวเข้าไปนอนข้างๆ เขา หลับตาลง จินตนาการถึงการครอบครองทรัพย์สินมหาศาลว่าจะเอาไปใช้ยังไงได้บ้าง ไม่นานเธอก็หลับสนิท และยังฝันอีกด้วย
ในฝัน สัตว์ยักษ์งดงามตัวหนึ่งหมอบอยู่บนภูเขาทอง ดวงตาตั้งตรงเย็นเยียบจับจ้องมาที่เธอ จากนั้นมันก็ลดศีรษะอันสูงศักดิ์ลง ก่อนจะอ้าปากกลืนเธอลงท้องในคำเดียว
