บทที่ 3 ใบหย่าฉบับนี้ เซ็นไม่ได้เด็ดขาด!
“ตื๊ดด ตื๊ดด”
หลินเสี่ยวถงสะดุ้งตื่น ก่อนจะรู้ตัวในภายหลังว่านั่นเป็นเพียงความฝัน ความฝันที่สมจริงเกินไปจนทำให้หนังศีรษะชาวาบ
เมื่อได้สติเต็มที่ หลินเสี่ยวถงลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปแตะหน้าผากของโจวเหยียน พลางหยิบโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุดขึ้นมารับสาย
“ฮัลโหล?”
“ถงถง ยินดีด้วยกับการหย่านะ ออกมาเจอสาวๆ หน่อยสิ~”
“……” บรรดาเพื่อนสาวจอมเสแสร้งของร่างเดิม คงตั้งใจโทรมาดูเรื่องน่าขบขันเสียมากกว่า
เมื่อสัมผัสได้ว่าหน้าผากของเขาไม่ร้อนแล้ว หลินเสี่ยวถงก็แตะหน้าผากตัวเอง ก่อนจะกลับไปแตะหน้าผากโจวเหยียนอีกครั้ง ไข้ของเขาลดลงแล้วจริงๆ
“ถงถง ทุกคนคิดถึงเธอมากเลยนะ เย็นนี้มีปาร์ตี้ที่เดิม ต้องมานะ!”
“ไว้ดูก่อนแล้วกัน” หลินเสี่ยวถงตอบส่งๆ ด้วยเสียงเบา
แต่ในจังหวะนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นว่าโจวเหยียนลืมตาขึ้นแล้ว มือของหลินเสี่ยวถงชะงักไปชั่วขณะ เมื่อสบเข้ากับสายตาว่างเปล่าของเขา หลังจากแน่ใจว่าเขายังไม่ฟื้นความทรงจำ เธอจึงค่อยสงบลง
“ยังรู้สึกไม่สบายอยู่ไหม” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนมาก ราวกับตั้งใจจะไม่ทำให้เขาตกใจ
สายตาของโจวเหยียนค่อยๆ มีโฟกัส เมื่อมองเห็นคนตรงหน้า ชายหนุ่มกลับถอยหลังไปเล็กน้อย สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชายวัยผู้ใหญ่สูงเกินหนึ่งเมตรแปดสิบทำท่าทีเช่นนั้น ไม่รู้ทำไมถึงชวนให้รู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ หลินเสี่ยวถงกลั้นอารมณ์ไว้ ลดเสียงลงอีก
“ฉันจะไม่ทำร้ายเธอ ไม่ต้องกลัวนะ”
“ถงถง เธอเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหรอ” เสียงหัวเราะดังขึ้นจากปลายสายอีกฝั่ง “แปลกจริง เธอเลี้ยงแมวหรือหมาล่ะ พันธุ์อะไร”
“……” หลินเสี่ยวถงกดวางสายทันที
เธอวางโทรศัพท์ลง แล้วหันไปเห็นโจวเหยียนกำลังจะลุกลงจากเตียง จึงรีบคว้ามือเขาไว้
ร่างของโจวเหยียนแข็งทื่อ เขาหันกลับมามองเธอด้วยท่าทางหวาดๆ “ผมไม่ได้ตั้งใจขึ้นเตียงนะ อย่าขังผมเลย…มันหนาวมาก เจ็บมาก…ผมไม่กล้าแล้ว”
“……”
ลมหายใจของหลินเสี่ยวถงสะดุดไปชั่วขณะ ร่างเดิมช่างเลวร้ายจริงๆ
เธอสูดลมหายใจลึก ตั้งสติใหม่ “จะไม่ขังเธออีกแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นฉันผิดเอง ไม่ควรใจร้ายกับเธอแบบนั้น ขอโทษนะ”
โจวเหยียนนิ่งงันไป ราวกับเห็นผี ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมาขอโทษเขา แต่ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ๆ ดวงตากลับร้อนผ่าว จมูกก็เริ่มแสบขึ้นมา
“ผม…ให้อภัยคุณ”
แม่เคยบอกว่า เวลารับคำขอโทษจากคนอื่นต้องพูดว่าไม่เป็นไร แต่คำพวกนั้นเขากลับพูดไม่ออก หากต่อไปเธอไม่ขังเขา ไม่ปล่อยให้เขาหิว ไม่ตีเขา เขาจะยอมพูดคำนั้นกับเธอแน่นอน
เมื่อเห็นขอบตาของเขาแดงขึ้น หลินเสี่ยวถงรีบปล่อยมืออย่างลนลาน
“อย่าร้องนะ ฉันจะไม่ขังเธออีกแล้วจริงๆ จะไม่ให้เธอนอนกับพื้น และจะไม่ปล่อยให้เธอหิวอีกด้วย ฉันสัญญา!”
โจวเหยียนมองเธอ เสียงแหบแผ่ว “จริงเหรอ?”
“แน่นอน!”
หลินเสี่ยวถงรับปากอย่างจริงจัง บนใบหน้าไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
เด็กๆ ไวต่ออารมณ์มากที่สุด โจวเหยียนในตอนนี้มีสติปัญญาเพียงเด็กห้าขวบ เขาไม่ได้โง่ เพียงแค่ประสบอุบัติเหตุจนสภาพจิตใจหยุดอยู่แค่นั้น
โจวเหยียนไม่ได้ร้องไห้ เพียงแค่ดวงตาแดงเรื่อ ดูน่าสงสารเป็นพิเศษ จนทำให้คนมองอดใจอ่อนไม่ได้ ใบหน้าที่เดิมทีหล่อสะอาดและอ่อนโยน บัดนี้หางตากลับแดงระเรื่อ เส้นผมอ่อนนุ่มเป็นลอนเล็กๆ ร่วงลงมาปิดแนวคิ้ว ยิ่งขับให้ใบหน้าดูเล็กลงไปอีก ดูราวกับเด็กหนุ่มที่ยังไม่รู้เรื่องโลกภายนอก และเพิ่งถูกใครบางคนทำร้ายความรู้สึกมา ไม่รู้เลยว่าร่างเดิมทำใจลงมือได้อย่างไร
พออารมณ์ของเขาค่อยๆ สงบลง หลินเสี่ยวถงก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“หัวไม่ปวดแล้วใช่ไหม ร่างกายยังมีตรงไหนไม่สบายอีกหรือเปล่า”
โจวเหยียนส่ายหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย ปีกจมูกย่นขึ้นนิดๆ แล้วเงยหน้ามองเธออย่างระมัดระวัง
“ผมอยากอาบน้ำ ได้ไหมครับ”
“ได้สิ เดี๋ยวฉันไปเอาเสื้อผ้าให้”
พูดจบ หลินเสี่ยวถงก็เดินไปยังห้องแต่งตัวที่อยู่ติดกัน เพื่อหาเสื้อผ้าสำหรับโจวเหยียน
ห้องแต่งตัวกว้างขวางมาก เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ล้วนเป็นสินค้าแบรนด์ดัง คอลเลกชันล่าสุดหรือไม่ก็รุ่นลิมิเต็ด ทั้งหมดเป็นของร่างเดิม ตู้เสื้อผ้าของโจวเหยียนกินพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และที่สำคัญ…เสื้อผ้าส่วนใหญ่แทบไม่เคยผ่านการสวมใส่ ยังใหม่เอี่ยม แต่กลับไม่ค่อยพอดีตัว เห็นได้ชัดว่าเป็นเสื้อผ้าที่ซื้อไว้นานมากแล้ว
หลินเสี่ยวถงค้นอยู่นานพอสมควร กว่าจะเจอชุดอยู่บ้านที่ขนาดพอดีตัวเขา เมื่อออกมา ก็เห็นโจวเหยียนนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย หลินเสี่ยวถงส่งเสื้อผ้าให้
“ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันจะหาเสื้อผ้าออกไปข้างนอกให้ด้วย”
โจวเหยียนรู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่ เขารับเสื้อผ้าที่เธอยื่นให้ด้วยท่าทางเลื่อนลอย ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวอย่างสุภาพมาก
“ขอบคุณครับพี่สาว”
…พี่สาว
พี่สาว
หลินเสี่ยวถงชะงักไป เมื่อมองใบหน้าที่ไร้เดียงสาตรงหน้า
เอาเถอะ วันแรกที่หลุดเข้ามาในนิยาย เธอทำหน้าที่เหมือนแม่ วันที่สองก็เลื่อนสถานะมาเป็นพี่สาวแล้ว อย่างน้อยก็ดูอายุน้อยลง ไม่ใช่หรือ
หลินเสี่ยวถงปลอบใจตัวเอง ทำทีไม่ใส่ใจ โบกมือเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร รีบไปอาบน้ำเถอะ ของในห้องน้ำยังจำวิธีใช้ได้ไหม เธอเพิ่งหายป่วย ห้ามใช้น้ำเย็นนะ รู้ไหม”
เขาเพิ่งห้าขวบเอง ต้องใจเย็น และต้องอ่อนโยน
“จำได้ครับ”
“อืม งั้นก็ดี”
มองเขาเดินจากไป หลินเสี่ยวถงก็กลับเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกครั้ง
ห้องแต่งตัวเชื่อมกับห้องนอน คั่นด้วยประตูกระจกสีเข้ม พื้นที่กว้างมาก ขนาดพอๆ กับห้องนอนสองห้องรวมกัน หลินเสี่ยวถงเปิดประตู ค้นดูตู้เสื้อผ้านอกเหนือจากของร่างเดิมอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เจอ มีเสื้อผ้าใหม่อยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบทางการ
โจวเหยียนคงไม่เคยออกไปซื้อเสื้อผ้าด้วยตัวเอง เสื้อผ้าเหล่านี้น่าจะเป็นของที่แบรนด์ส่งมาให้โดยตรง ดีไซน์ออกไปทางผู้ใหญ่ สุขุม เน้นโทนสีเข้ม มองยังไงก็ไม่เข้ากับบุคลิกของโจวเหยียนเลยสักนิด แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงแก้ขัดไปก่อน
ในจังหวะนั้นเอง วีแชตก็แจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามา หลินเสี่ยวถงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ยังเป็นเพื่อนสาวจอมเสแสร้งคนเดิม เพื่อนร่วมหอในมหาวิทยาลัยของร่างเดิม ครอบครัวก็มีฐานะดีไม่น้อย แต่ชอบแสดงบทบาทพี่น้องรักใคร่กับร่างเดิม พร้อมทั้งหามุมแปลกๆ เพื่ออวดความเหนือกว่าอยู่เสมอ
ช่วงแรกอิจฉาที่ร่างเดิมได้แต่งเข้าตระกูลโจว ต่อมาพอรู้ว่าคนที่แต่งด้วยคือโจวเหยียน ก็ลอบสะใจอยู่นาน ทุกครั้งที่เจอกันเป็นต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด คำพูดแต่ละประโยคแทงใจไม่พลาด ปากก็เรียกเขาว่าคนโง่อยู่ร่ำไป
มีดทื่อๆ ที่คอยเฉือนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายร่างเดิมจึงเอาความอัดอั้นทั้งหมดไปลงกับโจวเหยียนผู้บริสุทธิ์ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ
หลินเสี่ยวถงเปิดอ่านข้อความ
[ถงถง เมื่อกี้ทำไมวางสายฉันล่ะ]
[ยุ่งอยู่]
[เที่ยงนี้ออกมากินข้าวกันหน่อย ฉันเลี้ยงนะที่เดิม ฉันพาแฟนใหม่มาด้วย เป็นซีอีโอบริษัท xx เธอมาเจอหน่อย ช่วยดูให้ฉันหน่อยสิ]
ดูอะไรกัน ใครจะไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่ชวนกินข้าวธรรมดา ตั้งใจมาอวดทั้งที ยังจะทำเป็นใสซื่ออีก
[ไม่ว่าง]
ตอบข้อความเสร็จ หลินเสี่ยวถงก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน อีกสักครู่เธอจะพาโจวเหยียนออกไปซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะกับเขา
หลินเสี่ยวถงนั่งเอนอยู่บนเก้าอี้นอน พอกหน้าพลางไถเว่ยป๋อไปด้วย อารมณ์สบายอย่างหาได้ยาก
ไม่ต้องตื่นเช้าไปเบียดรถไฟใต้ดิน ไม่ต้องฝืนยิ้มกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ต้องรับเคราะห์แทนหัวหน้า ช่าง…สบายจริงๆ
โจวเหยียนที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เห็นผู้หญิงที่แปะหน้ากากไว้เต็มหน้าในกระจกเหนืออ่างล้างหน้า ก็สะดุ้งถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าแตกตื่น
หลินเสี่ยวถงเงยหน้าขึ้น เห็นท่าทางของเขาผ่านกระจกก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยอย่างจนใจ
“เสื้อผ้าฉันเตรียมไว้ให้แล้ว อย่าลืมเปลี่ยนนะ เดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จเราจะออกไปเดินเล่นกัน”
“…ครับ”
เมื่อแน่ใจว่าเป็นคนจริงๆ โจวเหยียนก็คลายความกลัวลงเล็กน้อย แต่ตอนเดินผ่านเธอ ก็ยังอ้อมออกห่างโดยไม่รู้ตัว
หลินเสี่ยวถงที่เห็นท่าทีเล็กๆ นั้นเต็มตา “……”
เธอดึงแผ่นมาส์กออก แล้วเริ่มบำรุงผิวต่อ ก่อนจะจบด้วยการแต่งหน้าแบบใสๆ อย่างมีชั้นเชิง แม้หน้าสดของร่างเดิมจะสวยเด่นอยู่แล้ว ผิวขาวใสเหมือนมีแสงนวลๆ เคลือบไว้โดยธรรมชาติ พอแต่งหน้าเบาๆ ก็ยิ่งดูโปร่งใส ดูเหมือนผิวอมน้ำขึ้นมาอีกหลายระดับ
หลินเสี่ยวถงมองหน้าตัวเองในกระจกอย่างพอใจ ยังสวยเหมือนเดิมจริงๆ
พอเธอออกมาจากห้อง ก็เห็นโจวเหยียนกำลังต่อสู้กับกระดุมเสื้อเชิ้ต ติดผิดติดถูก แยกบนล่างไม่ออก หลินเสี่ยวถงจึงรีบเดินเข้าไปหา
“เดี๋ยวฉันช่วยเอง”
เดินเข้าไปตรงหน้าเขา หลินเสี่ยวถงช่วยปลดกระดุมที่ติดผิดออก ก่อนจะค่อยๆ ติดใหม่ให้เรียบร้อย
โจวเหยียนเป็นคนประเภทสวมเสื้อแล้วดูผอม แต่ถอดเสื้อกลับมีกล้ามเนื้อ ช่วงอกที่เปิดออกครึ่งหนึ่งเผยเส้นสายที่ไม่ดุดัน หากกลับดูแข็งแรงมีพลัง บางทีเพราะเธอมองเขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งจริงๆ ในฐานะคนโสดมาตั้งแต่เกิด หลินเสี่ยวถงจึงนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด เมื่อเผชิญกับเรือนร่างที่ดูดีตรงหน้า
ติดกระดุมเสื้อให้เขาเสร็จ หลินเสี่ยวถงก็เริ่มผูกเนกไทให้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องผูกเนกไทให้ผู้ชาย มือจึงไม่ค่อยคล่อง เธอใช้เวลาอยู่นานก็ยังไม่ลงตัว คอและแขนเริ่มเมื่อยล้า
“โจวเหยียน ก้มหน่อยสิ” หลินเสี่ยวถงถอนหายใจ เงยหน้ามองเขา “หรือไม่ก็…นั่งลงเถอะ”
โจวเหยียนปล่อยให้เธอจัดการอยู่นานก็ไม่แสดงท่าทีไม่พอใจ แถมยังเชื่อฟัง นั่งลงบนเก้าอี้ตามคำบอก
อีกด้านหนึ่ง หลินเสี่ยวถงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหาคลิปสอนผูกเนกไทมากมาย ก่อนจะสุ่มเปิดคลิปหนึ่ง แล้วยื่นโทรศัพท์ให้โจวเหยียน
“ช่วยถือโทรศัพท์ให้หน่อยนะ”
โจวเหยียนรับไปอย่างว่าง่าย จากนั้นหลินเสี่ยวถงก็ดูคลิปไปด้วย ผูกเนกไทให้เขาไปด้วย ในที่สุดก็ออกมาดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เธอไม่ได้ให้เขาสวมสูททับ แต่เลือกเสื้อไหมพรมคอวีแทน ทำให้ลุคดูสบายๆ มากขึ้น
เตรียมตัวเรียบร้อย ทั้งสองก็ลงไปชั้นล่างด้วยกัน โจวหยวนเฉิงออกไปบริษัทตั้งแต่เช้าแล้ว จึงไม่ได้อยู่บ้าน
เมื่อเห็นทั้งสองคนลงมาพร้อมกัน บรรดาคนรับใช้ในบ้านต่างก็ตกใจไม่น้อย
โจวเหยียนแทบไม่เคยนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับเธอเช่นนี้ ปกติมักรอช่วงที่ในบ้านแทบไม่มีคน แล้วค่อยลงมากินอะไรเล็กน้อย วันนี้พอนั่งลง เขาเหลือบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม คอยตักโจ๊กให้เขาอย่างใส่ใจ ความรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ก็ผุดขึ้นมา
“ผมตักเองได้ครับ”
“เธอเพิ่งหายป่วย ยังทานของมันไม่ได้” หลินเสี่ยวถงพูดจบก็เปลี่ยนน้ำเสียง
“แต่เที่ยงนี้เราค่อยกินอย่างอื่น ไม่ต้องกินโจ๊กแล้ว ดีไหม”
เหมือนกำลังกล่อมเด็กคนหนึ่ง
“อืม”
หลังกินข้าวเสร็จ หลินเสี่ยวถงก็ไปเอารถที่โรงรถ
ก่อนหน้านี้เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน เธอเคยผ่อนรถราคาปานกลางไว้หนึ่งคัน แน่นอนว่าความรู้สึกในการขับและระดับรถย่อมเทียบไม่ได้กับบีเอ็มดับเบิลยู X5 รุ่นท็อปของร่างเดิม
หลินเสี่ยวถงเปิดระบบนำทาง พาโจวเหยียนมุ่งหน้าไปยังร้านของแบรนด์ B ทันที
ร้านนี้มีตัวเลือกเสื้อผ้ามากกว่า และเหมาะกับโจวเหยียนในตอนนี้ด้วย
โจวเหยียนไม่ได้ออกข้างนอกมานาน แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นตาตื่นใจหรือมองนั่นมองนี่ เพียงเดินตามหลินเสี่ยวถงอย่างเงียบๆ การอบรมสั่งสอนของคนคนหนึ่งไม่ได้สะท้อนแค่ในคำพูด หากยังอยู่ในท่าทีและกิริยาที่เผลอแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว
โจวเหยียนไม่ได้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมใดๆ เลย แม้สติปัญญาจะเทียบเท่าเด็กห้าขวบ ดวงตาสีอำพันใสสะอาดราวแก้ว สอดรับกับบรรยากาศบริสุทธิ์เรียบง่ายรอบตัว ราวกับคุณชายตัวน้อยจากตระกูลมั่งคั่ง ผู้ยังไม่เคยถูกโลกภายนอกทำให้แปดเปื้อน
เมื่อจอดรถเรียบร้อย หลินเสี่ยวถงกับโจวเหยียนก็เดินเข้าไปในร้าน พนักงานขายเข้ามาต้อนรับ ทันทีที่เห็นทั้งสองคน แววตาก็ฉายความตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด นานๆ ทีจะได้เห็นชายหญิงที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ ทั้งหน้าตาและบุคลิกต่างหายากยิ่ง
วันนี้โชคดีอะไรขนาดนี้กันนะ แถมยังบังเอิญเจอถึงสองคนอีกด้วย
พนักงานสาวรีบตั้งสติ รอยยิ้มแบบมืออาชีพบนใบหน้ากลับดูจริงใจและอ่อนโยนขึ้น เธอก้าวเข้าไปข้างหน้าเล็กน้อย โน้มตัวอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าทั้งสองต้องการอะไรเป็นพิเศษไหมคะ”
ภายใต้การดูแลของพนักงาน หลินเสี่ยวถงเลือกเสื้อไหมพรมโทนสีอ่อน กางเกงขายาวลำลอง รองเท้า รวมถึงเครื่องประดับต่างๆ กวาดใส่ตะกร้าไปไม่น้อย
เมื่อเห็นโจวเหยียนในชุดใหม่ หลินเสี่ยวถงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจในที่สุด รูปร่างของโจวเหยียนดีมาก เป็นหุ่นไม้แขวนเสื้อโดยแท้
เสื้อผ้าชุดนี้เข้ากับออร่าบริสุทธิ์สะอาดของเขาอย่างลงตัว เสื้อไหมพรมลายผสมสีขนแกะ โทนแดงกับสีขาวนวลดูอ่อนโยน กางเกงขายาวเข้ารูปสีครีมอ่อน และรองเท้าออกซ์ฟอร์ดสีดำ ทุกอย่างพอดีกันอย่างเหมาะเจาะ
โจวเหยียนกำลังจะเข้าไปในห้องลองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าออก หลินเสี่ยวถงรีบพูดขึ้น
“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ใส่แบบนี้แหละ”
พนักงานจึงเข้ามาช่วยตัดป้ายเสื้อผ้าให้เขา
“อีกหลายชุดที่เลือกไว้ก็ห่อทั้งหมดนะคะ รวมถึงรองเท้าและเครื่องประดับที่ลองก่อนหน้านี้ด้วย ส่งไปที่นี่เลยค่ะ”
พูดจบ หลินเสี่ยวถงหยิบปากกาขึ้นมา เขียนที่อยู่ตระกูลโจว พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้
เธอแทบไม่ได้มองราคา ก่อนจะรูดบัตรชำระเงินอย่างสบายใจ เผลอแป๊บเดียว เวลาก็ผ่านไปเกือบสามชั่วโมง
ใกล้เที่ยงแล้ว หลินเสี่ยวถงไม่คิดจะขับรถกลับบ้าน เธอหันไปมองโจวเหยียนที่ยืนข้างๆ
“หิวไหม”
“อืม” หิวมานานแล้ว
“งั้นเราไปหาอะไรกินกัน เธออยากกินอะไรล่ะ”
“เคเอฟซี”
“ไม่ได้” หลินเสี่ยวถงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
โจวเหยียนวัยห้าขวบมองเธอเงียบๆ สายตาเหมือนกำลังฟ้องว่า เธอบอกเองว่าตอนเที่ยงจะกินอย่างอื่นได้
หลินเสี่ยวถง “……”
เธอลืมไปว่าเขาเพิ่งห้าขวบเอง ย่อมชอบอาหารขยะที่ไม่มีประโยชน์พวกนั้นที่สุด
หลินเสี่ยวถงถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนจะคว้ามือเขาไว้
“โจวเหยียน ถ้าเธออยากกิน อีกสองวันฉันทำให้เองดีไหม แต่ตอนเที่ยงต้องกินข้าวก่อนนะ…”
ทั้งสองยืนอยู่หน้าลานกว้าง รูปลักษณ์และบรรยากาศที่โดดเด่นเกินคนทั่วไป ทำให้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนอย่างรวดเร็ว
จ้าวชิงเหยียนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้าง แขนคล้องแขนแฟนใหม่ กำลังยิ้มพูดคุยกันอย่างออกรส พอเงยหน้าขึ้น เห็นชายหนุ่มรูปร่างโปร่งสะอาดตาบนลานกว้าง ก็ชะงักไปทันที ที่แท้คุณชายผู้สูงศักดิ์ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนังสือเท่านั้น
ใต้แสงแดด เส้นผมสีดำที่หยักศกเล็กน้อยของเขาถูกย้อมด้วยประกายสีทองอ่อน ดวงตาสีอำพันทอดมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างอ่อนโยนและตั้งใจ ใบหน้าที่คมชัดราวกับสวรรค์บรรจงสรรสร้าง แผ่รัศมีสูงศักดิ์จนแสงแดดยังต้องยอมเป็นเพียงฉากหลัง
ในเสี้ยวนาทีนั้น จ้าวชิงเหยียนกลับรู้สึกอิจฉาผู้หญิงที่ได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนจากเขาอย่างบอกไม่ถูก
ผู้หญิงคนนั้น…เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่หลินเสี่ยวถงหรอกหรือ!
