บทที่ 4 ความสุขที่ไม่กล้าร้องขอ

“ชิงเหยียน เป็นอะไรไปหรือ” ฉินอี้เฉิงมองตามสายตาของเธอไป

ภาพทั้งลานกว้างราวกับถูกหยุดนิ่ง สีสันรอบข้างจางหาย เหลือเพียงคนผู้นั้นยืนอยู่อย่างโดดเด่น แย้มรอยยิ้มอ่อนโยน งดงามจับตา

ฉินอี้เฉิงซ่อนประกายตื่นเต้นในดวงตาไว้ มองไปยังหญิงสาวข้างกาย

“ชิงเหยียนรู้จักหรือ”

“ค่ะ เพื่อนร่วมหอมหาวิทยาลัย”


หลินเสี่ยวถงเอ่ยปลอบโยนอย่างอ่อนโยน อดทนยกเหตุผลดีๆ ขึ้นมาหลายอย่าง โจวเหยียนจึงค่อยๆ พยักหน้า ที่จริงแล้ว หากเธอเพียงทำหน้าตาเย็นชาลงสักนิด หรือแสดงท่าทีแข็งกร้าวกว่านี้ เขาคงไม่ลังเลอยู่นานเช่นนี้ และก็คงไม่ได้รับคำสัญญาดีๆ จากเธอมากมายขนาดนี้

เขารับรู้ได้ชัดเจนว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนไปแล้ว แววตาที่เธอมองเขา ไม่มีทั้งความรังเกียจและความเบื่อหน่ายหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

แล้วเธอจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม โจวเหยียนคิดว่า หากเธอเป็นแบบนี้ไปตลอด ไม่กลับไปเหมือนเดิมก็คงดี

“งั้นเราไปกินร้านแถวๆ นี้ก็แล้วกัน” หลินเสี่ยวถงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแผนที่ เตรียมเลือกร้านอาหารใกล้ๆ สำหรับมื้อกลางวัน

“ถงถง นั่นเธอจริงๆ ด้วย!”

หลินเสี่ยวถงได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น เห็นหญิงสาวแต่งหน้าอย่างประณีต สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดีมองมาที่เธอ…และโจวเหยียนที่ยืนข้างๆ

จากความทรงจำของร่างเดิม หลินเสี่ยวถงก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือเพื่อนสาวจอมเสแสร้งที่นัดกินข้าวกับเธอในช่วงเช้า จ้าวชิงเหยียน

ฐานะครอบครัวของจ้าวชิงเหยียนดีกว่าร่างเดิมมาก แต่เป็นเช่นนั้นเพียงก่อนที่ร่างเดิมจะแต่งเข้าตระกูลโจว ช่วงมหาวิทยาลัย หากไม่ใช่เพราะร่างเดิมคว้าทั้งตำแหน่งดาวคณะ ดาวมหาวิทยาลัย และยังได้รับความสนใจจากรักแรกในใจของเธออย่างง่ายดาย จ้าวชิงเหยียนก็คงไม่รักษาความใกล้ชิดกับร่างเดิมมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อรับรู้ถึงสายตาของจ้าวชิงเหยียน โจวเหยียนก็แข็งเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลินเสี่ยวถงคลายมือจากเขา ขยับก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยอย่างแนบเนียน บังสายตาที่กำลังประเมินโจวเหยียนนั้นไว้ แล้วเอ่ยขึ้น

“ระวังหน่อยสิ อย่าจ้องแบบนั้น เดี๋ยวจะทำให้เขาตกใจ”

จ้าวชิงเหยียนจับมือเธออย่างสนิทสนม ลดเสียงถาม

“ถงถง บอกมาตรงๆ เถอะ คนนี้เป็นญาติของเธอใช่ไหม ลูกพี่ลูกน้องหรือเปล่า”

หลินเสี่ยวถง “……”

เธอเพิ่งนึกออก ก่อนโจวเหยียนจะสูญเสียความทรงจำ จ้าวชิงเหยียนไม่มีโอกาสได้เห็นตัวจริงของเขา และหลังจากโจวเหยียนความจำเสื่อม เขาก็แทบไม่ออกจากบ้านตระกูลโจว ไม่ต้องพูดถึงการปรากฏตัวในที่สาธารณะหรือการมีรูปถ่าย ไม่แปลกเลยที่อีกฝ่ายจะจำไม่ได้

“ไม่ใช่ค่ะ คนนี้คือสามีของฉัน”

จ้าวชิงเหยียนเบิกตากว้าง มองไปยังชายที่หลินเสี่ยวถงบังไว้ด้านหลังอย่างตะลึง นี่คือโจวเหยียนอย่างนั้นหรือ

ท่าทางสูงศักดิ์โดดเด่นเช่นนี้ มองยังไงก็ไม่เหมือนคนสติไม่สมประกอบ เป็นไปได้อย่างไร นี่จะเป็นโจวเหยียนได้ยังไง

“แต่เธอไม่ใช่หย่าแล้วเหรอ” จ้าวชิงเหยียนหลุดปากออกมา

“หย่าอะไร ใครไปพูดส่งเดชกัน เราสองคนรักกันดีจะตาย”

หลินเสี่ยวถงคล้องแขนโจวเหยียนไว้ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้โจวเหยียนกลายเป็นจุดสนใจ เธอจึงหันไปมองผู้ชายที่จ้าวชิงเหยียนพามาด้วย แล้วยิ้มบางๆ

“ไม่แนะนำคนข้างๆ หน่อยหรือ”

ฉินอี้เฉิงที่ยืนเป็นฉากหลังมาตลอดก้าวออกมา ยิ้มให้หลินเสี่ยวถง พร้อมยื่นมือออกไป

“สวัสดีครับ ผมฉินอี้เฉิง เป็นเพื่อนร่วมงานของชิงเหยียน”

หลินเสี่ยวถงชะงักไปเล็กน้อย เพื่อนร่วมงานหรือ แต่เพียงครู่เดียว เธอก็ยื่นมือไปจับอย่างมีมารยาท

“หลินเสี่ยวถงค่ะ”

นิยายกับความเป็นจริงยังมีความต่างกันอยู่ไม่น้อย ผู้บริหารใหญ่ผู้นี้ยังรักษารูปร่างได้ดีทีเดียว เพียงแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอายุไม่น้อยแล้ว

มองยังไงก็ไม่น่าจะต่ำกว่าสี่สิบแล้ว ยิ่งผ่านงานสังสรรค์ทางธุรกิจและภาระงานหนักมานาน เส้นผมด้านหน้าแม้จะยังไม่ถึงขั้นเว้าเป็นอ่าว แต่ก็เริ่มเห็นเค้าลางอยู่รางๆ แล้ว สำหรับวัยนี้ ถือว่าดูแลตัวเองได้ดีทีเดียว

ทว่าเมื่อยืนอยู่ข้างจ้าวชิงเหยียนที่ยังสาวสวย ความแตกต่างด้านอายุก็ยิ่งเห็นได้ชัด

ฉินอี้เฉิงดึงมือกลับ ราวกับไม่ได้ยินว่าหลินเสี่ยวถงแต่งงานแล้ว เขาเพิ่งรู้ว่าเธอชื่อหลินเสี่ยวถง ครั้งก่อนพบกันอย่างเร่งรีบ ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนรู้จักของชิงเหยียน ส่วนผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเธอ เขากลับรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

จ้าวชิงเหยียนที่เอาใจไปจดจ่ออยู่กับโจวเหยียน แทบไม่ได้สนใจคำพูดของฉินอี้เฉิงเมื่อครู่เลย

นั่นคือโจวเหยียนจริงๆ งั้นหรือ นอกจากสีหน้าที่เรียบเฉย ดวงตาที่มองเห็นเพียงหลินเสี่ยวถง และไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ แล้ว ก็ไม่เหมือนคนสติไม่สมประกอบเลยสักนิด

หรือข่าวลือเรื่องเขาเป็นคนโง่ จะเป็นสิ่งที่หลินเสี่ยวถงตั้งใจปล่อยออกมาเอง เพื่อกันไม่ให้ใครมายุ่งกับสามีของเธอ

ซ่อนบุรุษรูปงามไว้ในบ้านอย่างนั้นหรือ พอนึกถึงท่าทีไม่พอใจทุกครั้งที่หลินเสี่ยวถงเอ่ยถึงโจวเหยียนในอดีต ก็ต้องยอมรับว่าเธอแสดงได้แนบเนียนเหลือเกิน

จ้าวชิงเหยียนรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกแน่นอยู่ในอก เธอเหลือบไปมองแฟนใหม่ข้างกาย กลับพบว่าสายตาของเขาเหมือนจะติดอยู่ที่หลินเสี่ยวถงเสียแล้ว แววตานั้นทั้งตะลึง ทั้งหลงใหล จนทำให้จ้าวชิงเหยียนโกรธจนสีหน้าหมองลงทันที

“อี้เฉิง ฉันหิวแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”

จ้าวชิงเหยียนไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว ยิ่งมองโจวเหยียนที่ดูสะอาดหล่อเหลาอ่อนวัย แล้วหันมามองฉินอี้เฉิงข้างกาย ความอึดอัดในอกก็ยิ่งหนักขึ้น ใครเหนือกว่าใคร เห็นได้ชัดในพริบตาเดียว

ได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้เฉิงกลับหันไปมองหลินเสี่ยวถง

“คุณหลินกับชิงเหยียนเป็นเพื่อนร่วมหอมหาวิทยาลัยกัน ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่ลองหาที่นั่งคุยกันสักหน่อยหรือครับ แถวนี้มีร้านอาหารตะวันตกดีๆ อยู่แห่งหนึ่ง หวังว่าผมจะไม่ถือว่ารบกวนเกินไปนะ”

ถึงตอนนี้จ้าวชิงเหยียนจะดูไม่ออกได้อย่างไร ว่าชายวัยกลางคนตรงหน้ากำลังสนใจหลินเสี่ยวถง แถมยังเกิดขึ้นในจังหวะนี้อีก

สีหน้าของเธอยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ต่อให้ความสัมพันธ์ของเธอกับฉินอี้เฉิงจะเป็นเพียงการคบหาฉาบฉวย แต่นี่ก็เท่ากับตบหน้าเธอชัดๆ

เผชิญกับคำชวนที่แทบจะบีบบังคับเช่นนี้ หลินเสี่ยวถงไม่มีความอดทนจะรับมือ

“ขอโทษนะคะ สามีของฉันไม่ค่อยชอบอาหารตะวันตก คงไม่ขอรบกวนคุณฉินกับชิงเหยียนแล้ว”

เธอหันไปยิ้มบางๆ ให้จ้าวชิงเหยียนที่สีหน้าไม่ดีนัก “ชิงเหยียน ไว้เราค่อยนัดกันใหม่”

พูดจบเธอก็พาโจวเหยียนเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงฉินอี้เฉิงที่ยังมองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ และจ้าวชิงเหยียนที่โกรธจนหน้าเหมือนปลาปักเป้า

หลินเสี่ยวถง เธอคอยดูเถอะ

ท้ายที่สุดหลินเสี่ยวถงเลือกร้านอาหารใกล้ๆ ที่บรรยากาศดูดีแห่งหนึ่ง หลังจากสั่งอาหารเสร็จ หลินเสี่ยวถงก็เงยหน้าขึ้นถาม

“เป็นอะไรไป ตั้งแต่เข้ามา เธอมองฉันไม่หยุดเลย”

โจวเหยียนส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยช้าๆ ว่า “เมื่อกี้ที่คุณพูดคำว่าสามี หมายถึงผมหรือครับ”

หลินเสี่ยวถงที่กำลังจิบกาแฟอยู่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่ยังงงงัน แต่แฝงไว้ด้วยความใคร่รู้ เธอค่อยๆ พยักหน้า

“ผมไม่ได้ไม่ชอบอาหารตะวันตกนะ ผมไม่เลือกกิน”

“……” หลินเสี่ยวถงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ค่ะ ฉันจะจำไว้”

ที่แท้เขาไม่ได้ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เสียงพูดคุยที่ดังอยู่ข้างๆ เขาได้ยินทั้งหมด และจดจำไว้ในใจ แม้บางอย่างจะยังไม่เข้าใจในตอนนั้น แต่ก็จะเก็บมันเอาไว้

หลินเสี่ยวถงอดนึกถึงตัวร้ายที่ช่างผูกใจเจ็บในนิยายไม่ได้ ราวกับทุกอย่างจะมีเค้าลางตั้งแต่ตอนนี้แล้ว

ตั้งแต่หลุดเข้ามาในโลกใบนี้ ต่อหน้าโจวเหยียน หลินเสี่ยวถงไม่เคยตั้งใจปิดบังตัวตนของตัวเอง เพราะหากวันหนึ่งเขาฟื้นความทรงจำขึ้นมา ย่อมต้องสังเกตเห็นความผิดปกติอยู่ดี นิสัยของคนเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ยังมีร่องรอยเดิมอยู่ การเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีอย่างสิ้นเชิง สำหรับคนอย่างตัวร้ายเช่นเขา คงไม่มีวันเชื่อ ดังนั้นสู้เป็นตัวของตัวเองไปเลยจะดีกว่า ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ

หลินเสี่ยวถงกลืนกาแฟในปากลงไป ก่อนจะเติมน้ำตาลลงในถ้วยอีกสองสามก้อน ใช้ช้อนคนเบาๆ อีกสักครู่เธอยังต้องขับรถ จึงไม่ได้สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนโจวเหยียนก็นั่งดื่มน้ำผลไม้ของตัวเองอย่างเรียบร้อย

หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง ข้างนอกยังเป็นเวลาเที่ยงวันอยู่ หลินเสี่ยวถงขับรถออกมาจอดริมถนน มองโจวเหยียนที่ยืนอยู่ข้างทาง แล้วลดกระจกลง

“โจวเหยียน ขึ้นรถสิ”

โจวเหยียนดึงสายตากลับมา เปิดประตูรถแล้วนั่งลงบนเบาะผู้โดยสารด้านหน้า ก่อนจะคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยตัวเอง

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากกลับบ้านเร็วขนาดนั้น แววตาคู่นั้นปิดบังความรู้สึกไม่ได้เลย หลินเสี่ยวถงเข้าใจแต่ไม่แสดงออก ตั้งใจรอให้เขาเป็นฝ่ายพูด

ทว่าเวลาผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ยังไม่เอ่ยอะไร หลินเสี่ยวถงถอนหายใจ กำลังจะพูดขึ้นมา กลับเห็นสีหน้าของเขาผ่านกระจกมองหลัง แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความคาดหวังกลับสงบนิ่งลงในพริบตาเดียว

ตอนนั้นเอง หลินเสี่ยวถงก็เข้าใจความลังเลของเขา แค่ออกมาได้ก็ดีใจมากแล้ว หากเรียกร้องมากเกินไป กลัวว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“อยากไปที่ไหน” หลินเสี่ยวถงสูดลมหายใจลึก น้ำเสียงผ่อนคลาย พร้อมส่งยิ้มให้เขา “อยากไปไหนก็ได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเหยียนมองเธออย่างไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองนัก

“สวนสนุก”

หลินเสี่ยวถงเองก็จำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่มาเที่ยวสวนสนุกคือเมื่อไร ราวกับเป็นความทรงจำจากชีวิตก่อนหน้านี้

หลินเสี่ยวถงเดินไปซื้อตั๋ว ช่วงเวลานี้คนไม่มากนัก แทบไม่ต้องต่อคิว

โจวเหยียนมองเธอ ราวกับกำลังมองภาพลวงตาที่อาจเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ

ซื้อตั๋วเสร็จ หลินเสี่ยวถงหันมามองเขา “เป็นอะไรหรือเปล่า”

โจวเหยียนส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าหลังจากก้าวเข้าไปในสวนสนุก สีหน้าของโจวเหยียนก็ดูผ่อนคลายลงมาก แววตาเต็มไปด้วยความสุขอย่างปิดไม่มิด

ยามเย็นอาทิตย์อัสดง สวนสนุกคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเกินคนทั่วไปของทั้งสอง ยามยืนอยู่ด้วยกันยิ่งชวนให้ผู้คนหันมามอง ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็สะดุดตาไปหมด

หลินเสี่ยวถงกัดสายไหมรูปหัวใจสีชมพูที่เขายื่นให้หนึ่งคำ ก่อนจะบิดฝาขวดน้ำแล้วยกขึ้นดื่ม จากนั้นจึงหันไปมองโจวเหยียนที่ยังดูอิ่มเอมไม่รู้จักพอ

“ยังมีอะไรอยากเล่นอีกไหม”

“ผมอยากไปบ้านผีสิง”

หลินเสี่ยวถงเบิกตากว้าง คิดว่าตัวเองหูฝาดไป “แน่ใจนะ ว่าจะไปจริงๆ”

“อืม ผมกลัว ถ้าไปคนเดียว”

ไม่ใช่…กลัวแล้วจะไปทำไมกันล่ะ คำพูดนั้นแทบจะหลุดออกมาจากปาก แต่สุดท้ายหลินเสี่ยวถงกลับพูดออกไปว่า

“แต่…ฉันก็กลัวเหมือนกันนะ”

“ถ้ามีสองคน ก็ไม่กลัวแล้ว”

ไม่... ฉันกลัว

ครั้งหนึ่งหลินเสี่ยวถงเคยถูกเพื่อนร่วมงานลากไปดูหนังผีไทยเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นตลอดหนึ่งเดือนเต็ม เธอไม่เคยได้นอนหลับอย่างสงบเลย ได้แต่ไปงีบเอาในออฟฟิศตอนที่มีคนเยอะๆ แม้แต่บ้านก็ไม่กล้ากลับ เป็นแผลใจอย่างแท้จริง

ยืนอยู่หน้าทางเข้าบ้านผีสิง หลินเสี่ยวถงลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยอมตามใจเขา

“โจวเหยียน เธอต้องสัญญากับฉันนะ ห้ามปล่อยมือฉันเด็ดขาด…”

“ได้ครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป