บทที่ 6 สามีภรรยาไม่มีความแค้นข้ามคืน
อย่างที่เธอพูด รถแล่นไปอย่างราบรื่น แทบไม่เห็นเค้าของอาการยืนไม่อยู่เมื่อครู่อีกแล้ว
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลโจว หลินเสี่ยวถงพยายามเปิดประตูรถลงไป แต่กลับรู้สึกว่าแรงขาไม่พอ ขาอ่อนจนยืนไม่มั่นคง
โจวเหยียนลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาทางเธอ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาอีกครั้ง ในท่าทางเดียวกับตอนอุ้มเด็ก หลินเสี่ยวถงที่ยังมีสติครบถ้วนไม่ค่อยยอมรับท่านี้นัก รีบผลักเขาเบาๆ
“อย่าอุ้มแบบนี้สิ มีคนเห็นแล้วไม่เหมาะ”
ในโรงจอดรถที่เงียบสงัด เสียงรองเท้าหนังดัง ตึก ตึก ตึก ใกล้เข้ามา ก่อนที่ชายร่างสูงคนหนึ่งจะปรากฏตัวในสายตา
โจวหยวนเฉิงดับบุหรี่ในมือ ทิ้งก้นบุหรี่ลงถาดอย่างไม่ใส่ใจ สูทถูกพาดไว้บนแขนอย่างลวกๆ ใต้กรอบแว่น ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นวาวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกวาดมองทั้งสองอย่างมีนัย
คราวนี้หลินเสี่ยวถงกลับไม่อยากลงจากอ้อมแขนโจวเหยียนเสียแล้ว เธอขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม กอดคอเขาไว้แน่น ทำทีทำทางมองผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ
“พี่ใหญ่ เลิกงานแล้วเหรอคะ”
โจวหยวนเฉิง “……”
คำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกมากลับติดค้างอยู่ในลำคอ จะพูดว่าไม่ใช่ก็แปลก จะไม่พูดก็ยิ่งแปลก สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเขาดูมีพิรุธเสียเอง
เดิมทีคิดว่าจะได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกบนใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะนิ่งสงบและเป็นธรรมชาติได้ถึงเพียงนี้
“อืม”
โจวหยวนเฉิงพ่นเสียงในลำคอเบาๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินจากไปก่อน
ในวินาทีที่โจวหยวนเฉิงปรากฏตัว ร่างกายของโจวเหยียนเห็นได้ชัดว่าเกร็งขึ้น แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
“ไม่เป็นไรหรอก” หลินเสี่ยวถงตบแขนเขาเบาๆ “วางฉันลงเถอะ”
โจวเหยียนมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะทำตามคำพูดนั้น หลินเสี่ยวถงอาศัยแรงจากมือเขาพยุงตัวให้ตั้งหลักได้ แล้วเดินด้วยตัวเอง
เมื่อทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เหล่าคนรับใช้ก็ทยอยนำอาหารเย็นมาจัดวางบนโต๊ะ โจวเหยียนไม่ได้หยุด เขาเดินขึ้นชั้นบนไปทันที เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะร่วมโต๊ะอาหาร
“โจวเหยียน อยู่กินด้วยกันก่อน”
โจวเหยียนชะงักไปเล็กน้อย หันกลับมามองเธอ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องอาหาร แล้วนั่งลงบนที่นั่งข้างเธอ
“ความสัมพันธ์ของพวกเธอดีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่” โจวหยวนเฉิงจิบไวน์แดงหนึ่งอึก เอ่ยถามราวกับมองไม่เห็นโจวเหยียนที่นั่งอยู่ตรงนั้น
“สามีภรรยาไม่มีความแค้นข้ามคืนหรอกค่ะ” หลินเสี่ยวถงตอบกลับอย่างลื่นไหล
โจวหยวนเฉิงหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ ไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว ตั้งแต่เมื่อคืน ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ความรู้สึกที่หลุดออกจากการควบคุมแบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย และอาจทำให้แผนการของเขาพังลงได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
โจวหยวนเฉิงอดสงสัยไม่ได้ว่า สายตาที่เขาใช้มองคนในตอนนั้นผิดพลาดไปหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว เธอซ่อนตัวตนที่แท้จริงไว้ได้แนบเนียนเกินไป
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารชวนอึดอัดอย่างประหลาด หลังอาหารเย็นจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับขึ้นชั้นบน
เมื่อประตูห้องปิดลง หลินเสี่ยวถงก็นั่งลงบนโซฟาในห้องนอน โจวเหยียนเข้าไปในห้องน้ำ ห้องนอนที่กว้างขวางจึงเหลือเพียงเธอคนเดียว
ความเงียบรอบด้านทำให้ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง แม้ประตูกระจกบานใหญ่จะปิดสนิท แต่กลับรู้สึกราวกับมีลมเย็นพัดผ่าน ทำให้ขนที่แผ่นหลังของเธอลุกชันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หลินเสี่ยวถงขดตัวอยู่บนโซฟา กอดเข่าทั้งสองข้าง สภาพจิตใจดูย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด ความกลัวผีเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่เหลืออยู่น้อยนิดของหลินเสี่ยวถง หลายคนก็กลัวผีเหมือนกัน แต่ไม่ถึงขั้นเป็นแบบเธอ
เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้นอย่างกะทันหัน หลินเสี่ยวถงแทบกระโดดลุกจากโซฟา ร่างกายสั่นโดยไม่รู้ตัว พอได้สติ เห็นโจวเหยียนเดินออกมา เธอจึงรู้ว่าตัวเองตึงเครียดเกินไป
หลินเสี่ยวถงมองเขาเดินเข้ามา อยู่ๆ ก็ไม่อยากไปอาบน้ำเสียแล้ว โจวเหยียนเดินเข้ามาใกล้ ถามเสียงเบา
“กลัวอยู่เหรอ”
มือของเขากุมมือเธอไว้ ความอุ่นจากฝ่ามือไหลผ่านปลายนิ้ว ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและสบายใจอย่างประหลาด หลินเสี่ยวถงไม่ได้ปฏิเสธ ความกลัวผีไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร
“ฉันไม่กล้าไปอาบน้ำคนเดียว”
