บทที่ 1 กระสุนนัดแรกในแดนเถื่อน
“หมอบลง!”
เสียงตะโกนเป็นภาษาอังกฤษดังขึ้นพร้อมกับกระสุนที่พุ่งเฉี่ยวผ่านใบหูของซูจิ่วหนิง เศษไม้จากล้อเกวียนแตกกระจายใส่ใบหน้า เธอสะดุ้งสุดตัวก่อนทิ้งร่างลงกับพื้นทรายโดยสัญชาตญาณ
อะไรเนี่ย?!
เมื่อครู่เธอยังอยู่ในสนามฝึกซ้อม กำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันยิงปืนรายการสำคัญอยู่แท้ ๆ แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาอยู่กลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยเสียงปืนได้?
กลิ่นดินแห้งปะปนกับกลิ่นควันดินปืนลอยอยู่ในอากาศ รอบตัวมีเกวียนหลายคันจอดขวางกันอย่างไร้ระเบียบ ม้าส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก ผู้คนวิ่งหนีกระจัดกระจาย ขณะที่กลุ่มชายสวมหมวกปีกกว้างและผ้าปิดหน้าขี่ม้าล้อมขบวนคาราวานเอาไว้
“ส่งเงินกับสินค้ามาให้หมด! ใครขัดขืน ฉันจะยิงทิ้งตรงนี้!”
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งตะโกนพร้อมยกปืนขึ้นเล็งใส่พ่อค้าสูงวัยที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างเกวียน
นี่ไม่ใช่การถ่ายหนังแน่ ๆ
ซูจิ่วหนิงกดตัวต่ำ มือหนึ่งปัดทรายออกจากดวงตา อีกมือสำรวจร่างกายของตัวเองอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าที่สวมอยู่ไม่ใช่ชุดกีฬาที่เธอจำได้ แต่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อกั๊กหนังสีน้ำตาล กางเกงขายาวสีเข้มเปื้อนฝุ่น รองเท้าบูตหนังเก่าจนมีรอยแตก
เอวด้านขวามีซองปืนติดอยู่
เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือแตะด้ามปืนที่เหน็บอยู่
ปืนพกแบบลูกโม่
เมื่อดึงออกมาตรวจดู เธอก็พบว่ามีกระสุนอยู่ในรังเพลิงหลายลูก แม้ไม่ใช่อาวุธที่คุ้นเคยที่สุด แต่สำหรับคนที่ผ่านการฝึกยิงปืนมาหลายปี การจับน้ำหนักและประเมินสภาพอาวุธย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่น่ากลัวกว่าปืนในมือคือความจริงที่ว่าเธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
“เฮ้! ผู้หญิงคนนั้นน่ะ!”
เสียงตะโกนดังมาจากทางซ้าย
ซูจิ่วหนิงหันไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีโจร เขาสะดุดก้อนหินจนล้มลงใกล้เกวียนที่เธอใช้กำบังอยู่ ชายคนนั้นพยายามคลานต่อ แต่โจรขี่ม้าคนหนึ่งตามมาทันอย่างรวดเร็ว
“แกคิดว่าจะหนีฉันพ้นหรือไง?”
โจรยกปืนขึ้น
“อย่านะ!”
ซูจิ่วหนิงตะโกนออกไปโดยไม่ทันคิด
โจรหันมามองเธอ สีหน้าประหลาดใจอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเยาะ
“โอ้โฮ วันนี้มีของแถมด้วยนี่หว่า”
เขาบังคับม้าให้เดินเข้ามาใกล้ แล้วชี้ปลายปืนมาทางเธอ
“ออกมา ยกมือขึ้น แล้วส่งปืนมาให้ฉัน”
ซูจิ่วหนิงไม่ขยับ
เธอเหลือบมองชายที่บาดเจ็บอยู่ข้างเกวียน ก่อนประเมินระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนบนหลังม้า หากยอมทำตาม อย่างมากเธอก็อาจถูกจับไปพร้อมกับคนอื่น หากขัดขืนโดยไม่คิดให้ดี เธออาจถูกยิงก่อนมีโอกาสลั่นไกด้วยซ้ำ
เธอไม่ใช่ยอดมนุษย์ และไม่ได้คิดจะเล่นบทวีรสตรีช่วยคนทั้งโลก
แต่ถ้าปล่อยให้คนที่ไม่มีทางสู้ถูกยิงต่อหน้าต่อตา ทั้งที่ตัวเองยังมีโอกาสทำอะไรได้บ้าง เธอก็คงไม่อาจนั่งนิ่งได้
“ฉันบอกให้ออกมา!”
โจรกระชากบังเหียน ม้าก้าวเข้ามาอีกสองก้าว
ซูจิ่วหนิงสูดลมหายใจลึก ตั้งสมาธิกับสิ่งตรงหน้า เธอไม่ได้เล็งเพื่ออวดความแม่นยำ แต่กำลังหาทางหยุดสถานการณ์โดยลดอันตรายต่อคนรอบข้างให้มากที่สุด
“ถอยไป” เธอเตือน
โจรหัวเราะเสียงดัง
“แกกำลังสั่งฉันเหรอ?”
เขายกปืนสูงขึ้น
ซูจิ่วหนิงขยับตัวออกจากแนวเกวียนเพียงเล็กน้อย มือยกปืนขึ้นอย่างมั่นคง
ปัง!
กระสุนพุ่งออกไปกระแทกปืนในมือโจรจนหลุดกระเด็นตกลงบนพื้นทราย ม้าตกใจจนถอยกรูด เจ้าของมันสบถลั่นพร้อมกุมมือที่ชาจากแรงกระแทก
ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ
แม้แต่ตัวซูจิ่วหนิงเองยังรู้สึกถึงแรงสะท้อนที่ส่งผ่านข้อมือ เธอกัดฟันประคองปืนเอาไว้ ไม่ปล่อยให้มือสั่นจนเสียการควบคุม
“ฉันเตือนแล้ว”
เธอพูดเสียงเรียบ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
โจรจ้องเธอราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ ผู้หญิงที่ดูเหมือนไม่มีทางสู้กลับยิงปืนในมือเขาหลุดได้ในนัดเดียว
“นังตัวแสบ!”
เขาพยายามคว้าปืนสำรองที่เอว
ซูจิ่วหนิงไม่รอให้เขาชักอาวุธออกมา เธอเล็งไปยังพื้นทรายด้านหน้าม้าแล้วยิงอีกนัด เสียงปืนทำให้ม้าผงะและถอยออกห่าง ชายคนนั้นจำต้องคว้าบังเหียนเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองตกจากหลังม้า
“ถ้าไม่อยากกลับไปมือเปล่า ก็รีบไปเสีย!”
เธอตะโกนไล่
โจรสบถด่าอีกหลายคำ ก่อนบังคับม้าถอยกลับไปหาพวกเดียวกัน เขาไม่กล้าเข้าประชิดเธออีก แต่ความวุ่นวายรอบตัวก็ยังไม่จบ กลุ่มโจรอีกหลายคนกำลังขนลังสินค้าขึ้นรถม้า ส่วนหัวหน้าของพวกมันยืนอยู่กลางทาง คอยสั่งให้ลูกน้องค้นเกวียนทีละคัน
ซูจิ่วหนิงก้มลงช่วยชายที่บาดเจ็บให้หลบเข้าหลังล้อเกวียน
“ยังเดินไหวไหม?”
“ขะ...ขอบใจแม่หนู” ชายคนนั้นหอบหายใจ “พวกมันมีคนเยอะเกินไป เธอไม่ควรออกไปสู้กับพวกมันอีก”
“ฉันก็ไม่ได้อยากสู้หรอกค่ะ”
เธอเหลือบมองรอบตัว
“แต่ถ้าพวกมันหันกลับมา ฉันคงต้องป้องกันตัว”
ชายสูงวัยมองปืนในมือเธอด้วยความตกใจปนชื่นชม ก่อนรีบก้มหน้าลงเมื่อมีเสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง
“ค้นให้หมด! เอาเงินออกมาจากทุกเกวียน!”
ซูจิ่วหนิงขยับไปมองผ่านช่องว่างระหว่างล้อไม้ สิ่งที่เห็นทำให้เธอรู้ว่ากลุ่มโจรเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพียงปล้นเงิน พวกมันเลือกค้นหาลังสินค้าบางใบเป็นพิเศษ ขณะที่ลังอื่นถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ
พวกมันกำลังตามหาของบางอย่าง
แต่เธอไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น เพราะโจรสองคนเริ่มเดินตรงมายังเกวียนที่เธอหลบอยู่
หญิงสาวตรวจรังเพลิงอย่างรวดเร็ว กระสุนที่เหลือมีจำกัด เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหากระสุนชนิดเดียวกันได้จากที่ไหนในโลกประหลาดนี้
การยิงทุกนัดโดยไม่คิดอาจทำให้เธอหมดทางสู้ก่อนจะหนีออกจากที่นี่ได้
“เฮ้ ตรงนี้มีคนซ่อนอยู่!”
โจรคนหนึ่งเห็นชายสูงวัยก่อนจะยกปืนขึ้น
ซูจิ่วหนิงพุ่งออกจากที่กำบัง ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายหันมาหาเธอเล็งยิงไปยังมือที่ถือปืน กระสุนทำให้อาวุธหลุดจากมือเขา ส่วนโจรอีกคนรีบถอยไปหลังเกวียนเพื่อหาที่กำบัง
“ผู้หญิงบ้าเอ๊ย!”
เขาตะโกนอย่างโกรธแค้น
“ถอยไป!” เธอประกาศ “ฉันไม่อยากยิงใคร แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมให้พวกแกฆ่าคนตรงหน้า!”
โจรอีกคนชะงัก ก่อนมองไปยังหัวหน้าของพวกมันที่กำลังหันมาสนใจความวุ่นวายนี้
ชายหัวหน้าสวมเสื้อคลุมสีดำ หมวกปีกกว้างบดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง เขาขี่ม้าเข้ามาช้า ๆ โดยไม่รีบร้อนเหมือนคนอื่น
“ผู้หญิงคนเดียวทำให้พวกแกวุ่นวายได้ขนาดนี้เชียวหรือ?”
น้ำเสียงเยาะเย้ยทำให้ลูกน้องหลายคนก้มหน้าลง
เขาหยุดม้าในระยะที่มองเห็นซูจิ่วหนิงได้ชัดเจน สายตากวาดผ่านปืนในมือเธอ ก่อนหยุดอยู่ที่ใบหน้าซึ่งเปื้อนฝุ่น แต่ยังคงนิ่งกว่าที่ควรจะเป็น
“ส่งปืนมา แล้วฉันจะปล่อยให้เธอมีชีวิตกลับไป”
ซูจิ่วหนิงยกคางขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าคุณอยากได้ปืน ก็ลงมาหยิบเองสิ”
บรรยากาศโดยรอบแข็งค้าง
ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงที่ถูกล้อมด้วยโจรจำนวนมากจะกล้าพูดจาท้าทายหัวหน้าของพวกมันตรง ๆ
ชายบนหลังม้าหรี่ตาลง มือเลื่อนไปแตะด้ามปืนที่เอว
“เธอคิดว่าตัวเองยิงแม่นกว่าฉันหรือ?”
“ไม่รู้สิคะ” ซูจิ่วหนิงตอบ “แต่ถ้าคุณมั่นใจนัก ทำไมยังไม่ลองล่ะ?”
หัวหน้าโจรจ้องเธออยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“จับเป็น ฉันอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะปากเก่งได้อีกนานแค่ไหน”
สิ้นคำสั่ง โจรหลายคนก็กระจายตัวเข้าหาเธอ
ซูจิ่วหนิงถอยไปยังบริเวณที่มีเกวียนขวางทาง ใช้สิ่งกีดขวางบังคับให้พวกมันเข้ามาได้ทีละคน เธอไม่ได้คิดจะเอาชนะคนทั้งหมด แต่ต้องการสร้างช่องว่างเพื่อหนีออกจากวงล้อม
เสียงปืนดังขึ้นอีกสองครั้ง เธอใช้กระสุนข่มขู่และหยุดคนที่พยายามเข้าประชิด ก่อนกระโดดขึ้นไปบนเกวียนคันหนึ่งแล้วคว้าบังเหียนม้าที่กำลังตื่นตกใจ
“ขอโทษนะเจ้าม้า วันนี้เราคงต้องร่วมมือกันหน่อย!”
เธอกระตุกบังเหียน ม้าพุ่งออกจากจุดที่ถูกล้อม ซูจิ่วหนิงก้มตัวต่ำเพื่อหลบกระสุนที่ยิงไล่หลัง ล้อเกวียนกระแทกก้อนหินจนตัวรถสั่นสะเทือน เธอเกือบหลุดจากที่นั่ง แต่ยังประคองตัวเอาไว้ได้
ข้างหน้าเป็นทางลาดลงสู่หุบเขาแคบ ๆ
หากเลือกทางนั้น เธออาจหนีพ้นจากโจร แต่ก็ไม่รู้ว่าปลายทางมีอะไรอยู่
หากหันกลับไป เธอจะต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีจำนวนมากกว่าและรู้จักพื้นที่ดีกว่า
ซูจิ่วหนิงกัดฟัน ตัดสินใจบังคับม้าลงทางลาด
เกวียนแล่นลงไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายจนบดบังทัศนวิสัย เสียงตะโกนของพวกโจรค่อย ๆ ห่างออกไป กระทั่งเธอพ้นแนวเนินหินและเข้าสู่เส้นทางที่พวกมันตามมาได้ยากขึ้น
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครไล่ตามในระยะใกล้ เธอจึงดึงบังเหียนให้ม้าชะลอ
หญิงสาวกระโดดลงจากเกวียนอย่างระมัดระวัง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนต้องใช้มือจับขอบรถไว้เพื่อทรงตัว
“บ้าจริง...นี่ฉันมาอยู่ที่ไหนกันแน่”
เธอก้มมองมือที่จับปืนอยู่ กระสุนเหลือน้อยลงทุกที และไม่มีสนามฝึก ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือใครสักคนที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง
มีเพียงทะเลทรายกว้างใหญ่กับเมืองที่ไม่รู้จักอยู่ไกลออกไป
ซูจิ่วหนิงค้นเกวียนเพื่อหาอาหารและน้ำ ก่อนพบถุงผ้าขนาดเล็กที่มีขนมปังแห้งอยู่สองชิ้นกับกระบอกน้ำครึ่งหนึ่ง เธอแบ่งอาหารเก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เดินตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเมือง
ระหว่างทาง เธอพบป้ายไม้เก่าปักอยู่ข้างถนน ตัวอักษรภาษาอังกฤษบนป้ายบอกชื่อเมืองที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
เมืองเรดร็อก
ใต้ชื่อเมืองมีข้อความระบุระยะทางอีกหลายไมล์
เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามนึกว่าชื่อนี้เคยปรากฏในภาพยนตร์หรือหนังสือที่เคยอ่านหรือไม่ แต่ก็ไม่พบคำตอบ
สิ่งที่ทำให้เธอใจหายยิ่งกว่าคือเมื่อมองลงไปยังข้อมือ เธอไม่พบเครื่องจับเวลาจากสนามฝึก ไม่พบกำไลที่สวมเป็นประจำ และไม่พบสิ่งของใดที่ยืนยันได้ว่าเธอคือซูจิ่วหนิงจากโลกเดิม
เธอยังคงมีความทรงจำทั้งหมด แต่ร่างกายและเสื้อผ้ากลับเป็นของคนอื่น
“อย่าบอกนะว่า...ฉันทะลุมิติมาจริง ๆ”
คำพูดนั้นฟังดูไร้สาระจนเธอแทบอยากหัวเราะ ทว่าภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้เปิดโอกาสให้ปฏิเสธความจริง
ถ้าเป็นอย่างที่คิด เธอก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับไปยังโลกเดิมหรือไม่
สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือเอาชีวิตรอดก่อน
ซูจิ่วหนิงเก็บปืนเข้าซอง จัดเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นให้เข้าที่ แล้วออกเดินต่อจนกระทั่งมองเห็นแนวอาคารไม้ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
เมืองเรดร็อกไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด ถนนสายหลักเป็นดินอัดแน่น มีร้านขายของชำ โรงตีเหล็ก คอกม้า และอาคารที่มีป้ายเครื่องดื่มแขวนอยู่หน้าประตู ผู้คนส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าแบบตะวันตก บางคนพกปืนไว้ที่เอวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
เธอกลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ
ระหว่างเดินผ่านร้านขายของชำ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งมองเธอด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนรีบเดินเข้ามาจับแขน
“คุณหนู! ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที!”
ซูจิ่วหนิงชะงัก
“คุณรู้จักฉันเหรอคะ?”
อีกฝ่ายขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ
“คุณหนูพูดอะไรแบบนั้น? ฉันคืออาหลาน คนที่ดูแลคุณมาตั้งแต่เด็กไงคะ”
หญิงคนนั้นมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อเห็นคราบเลือดและรอยฝุ่นบนเสื้อผ้า ใบหน้าก็ซีดลงทันที
“พระเจ้า! คุณหนูไปเจออะไรมา? แล้วรถม้าล่ะ? ทำไมถึงกลับมาคนเดียว?”
ซูจิ่วหนิงไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเลือกถามสิ่งที่จำเป็นที่สุด
“ที่นี่คือเมืองเรดร็อกใช่ไหมคะ?”
“ใช่สิคะ คุณหนูเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”
“แล้วฉัน...ชื่ออะไรคะ?”
อาหลานนิ่งไป ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนยกมือแตะหน้าผากเธออย่างร้อนใจ
“ซูจิ่วหนิงค่ะ คุณหนูซูจิ่วหนิง ลูกสาวคนเดียวของเจ้าของโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ คุณหนูล้อฉันเล่นหรือคะ?”
ซูจิ่วหนิงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกเข้ากลางอก
ชื่อเดียวกัน
ใบหน้าอาจต่างไป แต่ชื่อกลับเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอเริ่มสงสัยว่าร่างนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวเธอมากกว่าที่คิด ทว่ายังไม่มีเวลาหาคำตอบ เพราะอาหลานคว้าแขนเธอไว้แล้วรีบพาเดินไปตามถนน
“กลับโรงเตี๊ยมก่อนเถอะค่ะ คุณหนูไม่รู้หรอกว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง เจ้าหนี้มาหาทุกวัน พวกคนของกัวเทียนป้าก็ข่มขู่คนงานจนแทบไม่มีใครกล้าทำงานแล้ว”
“เจ้าหนี้?”
“ค่ะ หนี้ที่คุณพ่อของคุณหนูทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตน่ะสิคะ ถ้าไม่หาเงินมาชำระ เราอาจถูกยึดโรงเตี๊ยมในอีกไม่กี่วัน”
ซูจิ่วหนิงหยุดเดิน
เพิ่งหนีจากโจรปล้นคาราวานมาได้ไม่ถึงชั่วโมง ตอนนี้กลับมีหนี้สินก้อนโตตามมาอีกอย่างนั้นหรือ?
อาหลานยังคงพูดต่อด้วยสีหน้ากังวล
“แล้วคนที่น่ากลัวที่สุดก็คือคุณจ้านค่ะ เขาเป็นเจ้าของเหมืองทองรายใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ใครติดหนี้เขาแล้วไม่ชำระตามกำหนด แทบไม่มีใครรักษากิจการของตัวเองไว้ได้”
“คุณจ้านชื่ออะไร?”
“จ้านถิงเซียวค่ะ”
ชื่อนั้นจะกลายเป็นชื่อที่เธอได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงเวลาต่อจากนี้ แต่ในวินาทีนี้ซูจิ่วหนิงยังไม่รู้เลยว่าเจ้าของชื่อดังกล่าวเป็นคนแบบไหน
เธอรู้เพียงว่าตัวเองมีโรงเตี๊ยมที่ใกล้ล้มละลาย มีหนี้สินที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ และอยู่ในเมืองที่คนถือปืนอาจเป็นทั้งผู้คุ้มครองและผู้คุกคามได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ เธอพบอาคารไม้สองชั้นที่สีหลุดลอก ป้ายหน้าร้านเอียงไปด้านหนึ่ง หน้าต่างบางบานแตก และประตูไม้มีรอยกระแทกเก่า ๆ
กิจการนี้คงไม่ได้แค่ใกล้ล้มละลาย
มันกำลังรอวันตาย
ซูจิ่วหนิงยืนมองอาคารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว
“เอาละ อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้นอน”
เธอก้าวเข้าไปในร้านโดยไม่รู้เลยว่า ภายในไม่กี่วันข้างหน้า ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อเจ้าพ่อเหมืองทองเดินเข้ามาพร้อมข้อเสนอที่คิดว่าไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
และเขาจะได้พบกับผู้หญิงที่ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ให้ใครง่าย ๆ
