บทที่ 2 โรงเตี๊ยมกำลังจะถูกยึด

“คุณหนูคะ อย่าเพิ่งเข้าไปในห้องบัญชีเลยนะคะ”

อาหลานรีบร้องห้ามเมื่อเห็นซูจิ่วหนิงเดินตรงไปยังบันไดด้านหลังโรงเตี๊ยม ทว่าสายไปแล้ว หญิงสาวหยุดอยู่หน้าประตูห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ก่อนหันกลับมามองคนดูแลร้านด้วยสีหน้าสงสัย

“ทำไมคะ? ข้างในมีอะไรหรือ?”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่...”

อาหลานอึกอัก มือทั้งสองข้างบิดผ้ากันเปื้อนจนยับยู่ยี่

ท่าทางแบบนี้ยิ่งทำให้ซูจิ่วหนิงอยากรู้

ตั้งแต่กลับมาถึงโรงเตี๊ยม เธอก็ได้ฟังเรื่องหนี้สินจากอาหลานไปหลายรอบแล้ว บ้างก็บอกว่าเจ้าของเดิมกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบ บ้างก็บอกว่ามีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร และบางส่วนเป็นหนี้จากการขนส่งสินค้า

ฟังเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติสำหรับกิจการที่กำลังขาดสภาพคล่อง

แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจคือ หากโรงเตี๊ยมมีหนี้มากจนแทบถูกยึด เหตุใดอาหลานจึงไม่กล้าให้เธอดูบัญชี?

“อาหลานคะ”

“คะ?”

“ถ้าฉันไม่ดูบัญชี ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องหาเงินเท่าไรถึงจะรักษาโรงเตี๊ยมเอาไว้ได้?”

หญิงวัยกลางคนเม้มปาก ก่อนก้มหน้าลง

“คุณหนูอย่าโกรธฉันเลยนะคะ ฉันแค่กลัวว่าคุณจะรับไม่ไหว”

ซูจิ่วหนิงมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ

“ตอนนี้ฉันผ่านโจรปล้นคาราวานมาแล้ว ถูกยิงไล่หลังมาแล้ว แถมยังเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีหนี้ก้อนโตอีกด้วยค่ะ ถ้าแค่ดูบัญชียังรับไม่ไหว ฉันคงไม่ต้องคิดเรื่องรักษาโรงเตี๊ยมแล้ว”

อาหลานเงยหน้าขึ้นทันที

“คุณหนูถูกโจรปล้นจริง ๆ หรือคะ?”

“จริงค่ะ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าพวกเรากำลังเจอปัญหาอะไรอยู่บ้าง”

เธอพูดจบก็เปิดประตูห้องบัญชี

ฝุ่นบาง ๆ ลอยขึ้นทันที กลิ่นกระดาษเก่าและไม้ชื้นอบอวลอยู่ภายใน ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่โต มีโต๊ะไม้หนึ่งตัว ตู้เก็บเอกสารสองใบ และชั้นวางสมุดบัญชีที่เรียงกันอย่างไม่เป็นระเบียบ

ซูจิ่วหนิงกวาดตามองรอบห้อง ก่อนเดินไปหยิบสมุดเล่มหนาที่วางอยู่บนโต๊ะ

เธอเปิดหน้าแรก

ตัวเลขจำนวนมากเรียงอยู่บนกระดาษ แต่สิ่งที่ทำให้เธอขมวดคิ้วกลับไม่ใช่จำนวนเงิน หากเป็นรูปแบบการบันทึกที่ดูแปลกประหลาด

รายการค่าอาหารกับค่าซ่อมแซมถูกรวมไว้ในหน้าเดียวกัน เงินที่รับจากลูกค้าบางส่วนไม่มีการระบุวันที่ ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางรายการถูกเขียนซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีคำอธิบาย

“นี่เป็นบัญชีของเดือนอะไรคะ?”

“เดือนก่อนค่ะ”

“แล้วเล่มนี้ล่ะ?”

“สองเดือนก่อนค่ะ”

ซูจิ่วหนิงพลิกสมุดอีกสองเล่ม ก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน

“เงินกู้ห้าร้อยเหรียญ ดอกเบี้ยสิบเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน...”

เธอหยุดอ่าน แล้วเงยหน้าขึ้น

“เรากู้เงินจากใครคะ?”

“จากคนปล่อยกู้ในเมืองค่ะ ตอนนั้นโรงเตี๊ยมไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ คุณพ่อของคุณหนูจึงจำเป็นต้องกู้มาใช้ก่อน”

“แล้วเงินกู้นี้ชำระไปแล้วหรือยัง?”

อาหลานนิ่งไปเล็กน้อย

“ฉันไม่แน่ใจค่ะ หลังจากคุณท่านเสียชีวิต คนของเจ้าหนี้ก็มาบอกว่าหนี้ยังเหลืออยู่มาก”

ซูจิ่วหนิงวางกระดาษลงบนโต๊ะ

เธอยังไม่อาจสรุปได้ว่าบัญชีเหล่านี้มีการทุจริตหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่มีระบบบัญชีที่น่าเชื่อถือเลย

หากเธอรีบหาเงินมาชำระหนี้โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดก่อน ต่อให้ขายทรัพย์สินทั้งหมดก็อาจไม่เพียงพอ เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าตัวเลขที่เจ้าหนี้เรียกร้องเป็นจำนวนเงินจริง

“อาหลานคะ ตอนนี้เรามีเงินสดเหลือเท่าไร?”

“ประมาณสิบแปดเหรียญค่ะ”

“สิบแปด?”

“ค่ะ”

ซูจิ่วหนิงเงียบไปสามวินาที

สิบแปดเหรียญ

จำนวนเงินนี้แทบไม่เพียงพอสำหรับซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารขายด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการชำระหนี้ก้อนใหญ่ที่อาจมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกเดือน

เธอหลับตาลงชั่วครู่แล้วเปิดสมุดบัญชีต่อ

“พนักงานในร้านมีกี่คน?”

“ตอนนี้เหลือสามคนค่ะ รวมฉันด้วย เมื่อก่อนมีมากกว่านี้ แต่บางคนลาออกเพราะไม่ได้รับค่าจ้างตรงเวลา”

“ค่าจ้างค้างอยู่เท่าไร?”

“ของเดือนก่อนรวมกันประมาณสามสิบหกเหรียญค่ะ”

ซูจิ่วหนิงวางปากกาลงอย่างระมัดระวัง

ปัญหาไม่ได้มีแค่หนี้เจ้าหนี้ แต่ยังมีค่าจ้างพนักงาน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร

หากโรงเตี๊ยมไม่มีรายรับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้เธอหาเงินมาปิดหนี้ก้อนแรกได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาติดหล่มเดิม

เธอจึงเริ่มเขียนรายการปัญหาลงบนกระดาษแผ่นใหม่

หนึ่ง ตรวจสอบหนี้ทั้งหมด

สอง แยกหนี้จริงออกจากรายการที่ยังไม่มีหลักฐาน

สาม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

สี่ เพิ่มรายรับให้เร็วที่สุด

ห้า รักษาพนักงานที่ยังเหลืออยู่

เมื่อเขียนครบ เธอก็วางปากกาลงแล้วมองรายการเหล่านั้นอีกครั้ง

ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน หลักการทำธุรกิจก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เงินที่ออกต้องน้อยกว่าเงินที่เข้ามาในระยะยาว และทุกจำนวนที่บันทึกไว้ต้องตรวจสอบได้

“คุณหนูจะทำอะไรหรือคะ?”

“จัดระเบียบร้านใหม่ค่ะ”

อาหลานมองเธออย่างไม่เข้าใจ

“แต่เราไม่มีเงินพอจะซ่อมร้านด้วยซ้ำ”

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะซ่อมทุกอย่างในวันนี้นี่คะ เราต้องเริ่มจากสิ่งที่ใช้เงินน้อยที่สุดแต่ทำให้มีรายรับก่อน”

ซูจิ่วหนิงปิดสมุดบัญชี แล้วเดินออกจากห้องไปยังชั้นล่าง

พื้นที่รับรองลูกค้ามีโต๊ะอยู่หกตัว แต่มีเพียงสามตัวที่ยังใช้งานได้ เก้าอี้หลายตัวโยกเยก ผ้าม่านซีดจางจนแทบแยกไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร ส่วนเตาผิงด้านในมีเถ้าถ่านกองอยู่เต็มไปหมด

เธอลองเปิดประตูครัว พบหม้อสองใบ กระทะเก่า และถุงแป้งที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

“มีวัตถุดิบเท่านี้เองหรือคะ?”

“ค่ะ เมื่อวานฉันทำขนมปังขายไปจนหมดแล้ว”

“แล้วเนื้อสัตว์ล่ะ?”

“ไม่มีค่ะ เราไม่ได้ซื้อเนื้อมาหลายวันแล้ว”

ซูจิ่วหนิงพยักหน้า แม้สภาพจะย่ำแย่กว่าที่คิด แต่ยังมีสิ่งที่พอใช้ประโยชน์ได้

แป้ง เกลือ น้ำมัน และเครื่องปรุงพื้นฐานสามารถนำมาทำอาหารง่าย ๆ ได้ ส่วนเนื้อสัตว์อาจต้องรอจนมีเงินหมุนเวียนมากขึ้น

เธอเดินกลับไปที่ห้องโถงแล้วมองป้ายราคาอาหารซึ่งติดอยู่ข้างเคาน์เตอร์

ขนมปังหนึ่งชิ้นราคาเก้าสิบเซนต์ ซุปเนื้อหนึ่งถ้วยราคาสองเหรียญครึ่ง ส่วนห้องพักชั้นบนคิดคืนละสี่เหรียญ

ราคาเหล่านี้ไม่ได้แพงเกินไปสำหรับเมืองชายแดน แต่ปัญหาคือร้านไม่มีเมนูที่โดดเด่นพอจะดึงดูดลูกค้าให้กลับมาอีก

“อาหลานคะ ถ้าฉันทำอาหารที่แตกต่างจากร้านอื่น คุณคิดว่าจะมีคนซื้อไหม?”

“ถ้าอร่อยก็คงมีค่ะ แต่คนในเมืองส่วนใหญ่คุ้นเคยกับขนมปังและเนื้อย่างมากกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องขายเหมือนคนอื่นทั้งหมด”

เธอหันไปมองเตาในครัว แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนจากความกังวลเป็นความมุ่งมั่น

ก่อนจะเริ่มคิดเรื่องขยายกิจการ เธอต้องทำให้โรงเตี๊ยมแห่งนี้กลับมามีชีวิตเสียก่อน

ทว่าในขณะที่ซูจิ่วหนิงกำลังวางแผน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

อาหลานหน้าซีดลงทันที

“พวกเขามาอีกแล้ว...”

“ใครคะ?”

“คนของเจ้าหนี้ค่ะ”

ซูจิ่วหนิงเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง

ชายสองคนยืนอยู่ด้านนอก คนหนึ่งถือสมุดบัญชี อีกคนมีท่าทางแข็งกร้าวและวางมือไว้บนด้ามปืน ทั้งคู่แต่งตัวสะอาดสะอ้านกว่าคนงานทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ชายที่ถือสมุดก้าวเข้ามาโดยไม่รอคำเชื้อเชิญ

“คุณหนูซู ในที่สุดก็กลับมาเสียที เรากำลังคิดว่าจะต้องส่งคนออกตามหาเสียแล้ว”

“มีธุระอะไรคะ?”

“เรื่องหนี้ของโรงเตี๊ยม”

เขาเปิดสมุดบัญชีแล้วชี้ไปยังตัวเลขที่เขียนด้วยหมึกสีเข้ม

“เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียเวลา รวมทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยเหรียญ คุณต้องชำระภายในสามวัน หากไม่สามารถจ่ายได้ เราจะดำเนินการยึดทรัพย์ตามข้อตกลง”

อาหลานยกมือปิดปาก

“หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญ? แต่เมื่อเดือนก่อนพวกคุณยังบอกว่าเหลือไม่ถึงพันเหรียญเลย!”

ชายคนนั้นหันไปมองเธอด้วยสายตาเย็นชา

“ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน คุณไม่รู้หรือ?”

ซูจิ่วหนิงไม่ได้รีบโต้เถียง เธอเอื้อมมือไปขอสมุดบัญชีจากเขา

“ขอดูรายละเอียดค่ะ”

ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ

“คุณหนูซู นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณควรเสียเวลาอ่าน ตัวเลขทั้งหมดถูกคำนวณมาเรียบร้อยแล้ว”

“ถ้าคำนวณมาเรียบร้อย ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ฉันดูค่ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางลง

“คุณกำลังสงสัยว่าเราคิดเงินผิดอย่างนั้นหรือ?”

“ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้นค่ะ ฉันแค่ต้องการตรวจสอบหนี้ของตัวเองก่อนชำระเงิน หรือว่าพวกคุณไม่สะดวกให้ดู?”

ชายอีกคนขยับเข้ามาใกล้ มือยังคงวางอยู่บนด้ามปืน

“อย่าทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากเลย คุณหนู หากไม่มีเงิน ก็เซ็นเอกสารยอมส่งมอบโรงเตี๊ยมเสีย ทุกอย่างจะจบลงโดยไม่มีใครต้องเดือดร้อน”

ซูจิ่วหนิงเหลือบมองเอกสารที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋า

เป็นหนังสือยินยอมโอนกิจการให้เจ้าหนี้ พร้อมช่องสำหรับลายเซ็นของเธอ

เธออ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว ก่อนยกกระดาษขึ้นเล็กน้อย

“นี่ไม่ใช่แค่การยึดทรัพย์นะคะ แต่เป็นการโอนสิทธิ์ในกิจการทั้งหมด รวมถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย”

“ก็เพราะคุณไม่มีเงินชำระหนี้ไงล่ะ”

“แต่ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบยอดหนี้เลย”

“สามวันเท่านั้น คุณหนูซู ถ้าไม่เซ็นวันนี้ อย่าหวังว่าจะมีใครช่วยคุณได้”

ชายคนนั้นเก็บเอกสารกลับไป แล้วหันหลังเดินออกจากร้านพร้อมลูกน้อง

ก่อนพ้นประตู เขาหยุดพูดอีกครั้ง

“จำไว้ให้ดี สามวันหลังจากนี้ เราจะกลับมา และถ้าคุณยังไม่มีเงิน โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็จะไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป”

ประตูปิดลงอย่างแรง

อาหลานทรุดนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าซีดเผือด

“เราจะทำอย่างไรดีคะคุณหนู? ต่อให้ขายอาหารทั้งวันทั้งคืน เราก็หาเงินหนึ่งพันแปดร้อยเหรียญในสามวันไม่ได้หรอกค่ะ”

ซูจิ่วหนิงวางเอกสารลงบนโต๊ะ

เธอรู้ดีว่าอาหลานพูดถูก ต่อให้เปิดร้านขายดีอย่างน่าอัศจรรย์ ก็ไม่มีทางทำกำไรสุทธิได้มากขนาดนั้นในเวลาเพียงสามวัน

แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมเซ็นมอบกิจการให้ใครเพียงเพราะถูกข่มขู่

“เราไม่ต้องหาเงินหนึ่งพันแปดร้อยเหรียญในทันทีค่ะ”

อาหลานเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

“แล้วเราจะทำอย่างไร?”

“อย่างแรก เราต้องรู้ก่อนว่าหนี้จริง ๆ มีเท่าไร จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร”

ซูจิ่วหนิงหยิบกระดาษเปล่ามาวางบนโต๊ะ แล้วเขียนคำว่า ‘หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญ’ ลงไป

เธอวงตัวเลขนั้นไว้ ก่อนเขียนคำถามสามข้อข้าง ๆ

เงินต้นเท่าไร?

จ่ายคืนไปแล้วเท่าไร?

ดอกเบี้ยคำนวณอย่างไร?

“พวกเขาให้เวลาสามวันใช่ไหมคะ?”

“ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็มีเวลาสามวันตรวจสอบบัญชี และเริ่มหาเงินเข้าร้าน”

เธอเงยหน้ามองอาหลาน

“ฉันขอถามอีกเรื่องค่ะ ในเมืองนี้มีตลาดขายวัตถุดิบอยู่ที่ไหน?”

“เดินตรงไปตามถนนสายหลักแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะ แต่คุณหนูจะไปทำอะไรหรือคะ?”

“ซื้อของมาทำอาหารขาย”

อาหลานอ้าปากค้าง

“แต่เรามีเงินเหลือแค่สิบแปดเหรียญนะคะ!”

“ฉันรู้ค่ะ เพราะอย่างนั้นเราถึงต้องเลือกซื้อของที่ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง และขายได้ในราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึง”

ซูจิ่วหนิงพับกระดาษเก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนหยิบถุงเงินเล็ก ๆ ขึ้นมาตรวจนับอีกครั้ง

สิบแปดเหรียญ

เธอจะไม่ใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่ายแม้แต่เหรียญเดียว

“อาหลานคะ เตรียมหม้อกับกระทะให้พร้อม พรุ่งนี้เราจะเริ่มขายอาหารเมนูใหม่”

“เมนูอะไรหรือคะ?”

หญิงสาวยิ้มมุมปาก

“เกี๊ยวค่ะ”

อาหลานมองเธอราวกับได้ยินคำพูดที่เข้าใจยากที่สุดในชีวิต

“เกี๊ยว? ในเมืองที่คนส่วนใหญ่กินแต่ขนมปังเนื้อย่างเนี่ยนะคะ?”

“ใช่ค่ะ ถ้าทุกคนขายเหมือนกันหมด แล้วลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรให้มาซื้อของจากเราล่ะ?”

ซูจิ่วหนิงเดินไปหยุดหน้าต่าง มองถนนที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอย่างไม่เร่งรีบ

เมืองนี้อาจเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพล คนปล่อยกู้ และคนที่คิดว่าเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้ แต่เธอเชื่อว่าคนยังต้องกินอาหาร ต้องพักผ่อน และต้องการสถานที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย

โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณยังมีโอกาส

เพียงแต่เธอต้องทำให้มันกลับมามีคุณค่าอีกครั้ง

หญิงสาวก้มมองมือของตัวเอง ก่อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางทะเลทราย กระสุนนัดแรกที่เธอยิงออกไปช่วยชีวิตคนคนหนึ่งได้ แต่ในเมืองแห่งนี้ เธอไม่อาจใช้ปืนแก้ปัญหาทุกอย่างได้

หากต้องการรักษาโรงเตี๊ยม เธอต้องมีเงิน มีหลักฐาน และมีคนที่พร้อมยืนอยู่ข้างเธอ

ส่วนเจ้าหนี้ที่ส่งคนมาข่มขู่เมื่อครู่...

เธอจะจำใบหน้าของพวกเขาไว้ให้ดี

“สามวันสินะ”

ซูจิ่วหนิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันกลับไปหาอาหลาน

“ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มทำให้โรงเตี๊ยมนี้กลับมาหาเงินกันเถอะค่ะ”

เธอไม่รู้เลยว่าอีกไม่นาน เจ้าของเหมืองทองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองจะมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยตัวเอง และข้อเสนอของเขาจะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่กว่าการเผชิญหน้ากับโจรกลางทะเลทรายเสียอีก

เพราะคราวนี้ สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ชีวิตของเธอ

แต่เป็นโรงเตี๊ยมที่เธอตั้งใจจะรักษาไว้ให้ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป