บทที่ 3 เจ้าหนี้สวมหมวกปีกกว้าง

“ถ้าจะขายเกี๊ยวในเมืองนี้ อย่างน้อยก็ควรทำให้คนกินแล้วไม่คิดถึงขนมปังของตัวเองก็แล้วกันนะคะ”

ซ่งอวี้หลันพูดพลางมองแป้งก้อนเล็กบนโต๊ะด้วยสีหน้ากังขา

ซูจิ่วหนิงเงยหน้าจากชามแป้ง ก่อนมองหญิงสาวที่เพิ่งมาถึงโรงเตี๊ยมในช่วงสายด้วยความสนใจ

อีกฝ่ายอายุไล่เลี่ยกับเธอ สวมเสื้อผ้าสีฟ้าหม่นที่ผ่านการซักมาหลายครั้ง ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ในมือมีสมุดบัญชีเล่มบางและถุงผ้าที่บรรจุไข่ไก่มาหลายฟอง

“คุณรู้จักเกี๊ยวด้วยหรือคะ?”

“เคยกินตอนเดินทางไปเมืองทางเหนือค่ะ แต่ไม่คิดว่าคนที่นี่จะทำขาย” ซ่งอวี้หลันวางถุงผ้าลง “ฉันมาส่งไข่ให้คุณอาหลาน แต่ได้ยินว่าคุณจะเปิดขายอาหารใหม่ เลยอยากมาดูเสียหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเป็นคนชิมให้ฉันหน่อยสิคะ”

“ชิมฟรีหรือเปล่า?”

ซูจิ่วหนิงหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ฟรีค่ะ แต่ถ้าอร่อยจนอยากกินอีก ต้องจ่ายเงินนะคะ”

“พูดแบบนี้แสดงว่ามั่นใจมากสินะ”

“ฉันมั่นใจในอาหารค่ะ ส่วนยอดขายต้องรอดูอีกที”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ซ่งอวี้หลันยิ้ม เธอเลื่อนเก้าอี้มานั่งใกล้โต๊ะ มองซูจิ่วหนิงเริ่มนวดแป้งอย่างคล่องแคล่ว

แม้ในใจจะยังสงสัยว่าคุณหนูเจ้าของโรงเตี๊ยมเปลี่ยนไปได้อย่างไร แต่ซ่งอวี้หลันก็ไม่ได้ซักถามมากนัก

ก่อนหน้านี้ ซูจิ่วหนิงเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยลงมายุ่งกับกิจการของครอบครัว กระทั่งบิดาเสียชีวิต โรงเตี๊ยมจึงค่อย ๆ ทรุดโทรมลงโดยไม่มีใครเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง

แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้กลับต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ดวงตาคู่นั้นนิ่งและมั่นคง ราวกับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมแพ้ให้กับสถานการณ์ง่าย ๆ

“คุณอวี้หลันคะ”

“เรียกอวี้หลันก็ได้ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามหน่อย ในเมืองนี้มีคนเดินทางผ่านมากไหมคะ?”

“เยอะค่ะ โดยเฉพาะพ่อค้าที่ขนสินค้าจากเมืองทางเหนือมาลงที่เหมืองทอง แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะแวะกินอาหารที่ร้านใหญ่ตรงถนนสายหลัก โรงเตี๊ยมของคุณอยู่ห่างออกมาหน่อย คนจึงไม่ค่อยเดินเข้ามา”

ซูจิ่วหนิงพยักหน้า

นี่คือปัญหาที่เธอต้องแก้ หากไม่สามารถดึงลูกค้าให้เข้าร้านได้ ต่อให้อาหารอร่อยเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์

“แล้วถ้าราคาถูกกว่าร้านใหญ่ล่ะคะ?”

“อาจมีคนสนใจ แต่คุณก็ต้องระวังเรื่องต้นทุนด้วยนะคะ ถ้าขายถูกเกินไป สุดท้ายอาจไม่เหลือกำไร”

“ฉันกำลังคิดเรื่องนั้นอยู่ค่ะ”

เธอหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนต้นทุนคร่าว ๆ โดยใช้ราคาวัตถุดิบที่อาหลานจำได้จากการซื้อครั้งก่อน

แป้ง ไข่ เกลือ และเนื้อสัตว์เป็นค่าใช้จ่ายหลัก ส่วนเครื่องปรุงบางอย่างยังต้องหาซื้อเพิ่มเติม หากเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสมและควบคุมปริมาณต่อชาม ก็สามารถขายอาหารในราคาที่ลูกค้าทั่วไปจ่ายไหวโดยไม่ต้องลดคุณภาพมากเกินไป

ซ่งอวี้หลันก้มอ่านตัวเลข ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“คุณคำนวณต้นทุนละเอียดเหมือนคนทำบัญชีเลยนะคะ”

“ถ้าไม่คำนวณ ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าขายแล้วได้เงินหรือเสียเงิน?”

“ฟังดูมีเหตุผลค่ะ”

ซูจิ่วหนิงยิ้ม แล้วเริ่มห่อเกี๊ยวทีละชิ้น

เธอทำไส้จากเนื้อสับผสมผักที่หาได้ในครัว เติมเครื่องปรุงเท่าที่มี ก่อนห่อเป็นชิ้นเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่นานเกี๊ยวชุดแรกก็ถูกหย่อนลงในหม้อน้ำเดือด

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลอยออกจากครัว

อาหลานที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ถึงกับหันมามอง

“หอมจังเลยค่ะคุณหนู”

“รออีกนิดนะคะ”

ไม่นานนัก เกี๊ยวร้อน ๆ ก็ถูกตักใส่ชาม น้ำซุปใสมีเครื่องปรุงเรียบง่าย แต่รสชาติกลมกล่อมกว่าที่คิด ซูจิ่วหนิงวางชามแรกตรงหน้าซ่งอวี้หลัน

“ลองชิมดูค่ะ”

ซ่งอวี้หลันหยิบช้อน ตักน้ำซุปขึ้นชิมก่อน จากนั้นจึงคีบเกี๊ยวเข้าปาก

เธอเคี้ยวช้า ๆ แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง

“เป็นอย่างไรบ้างคะ?”

“อร่อยค่ะ”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้ซูจิ่วหนิงยิ้มอย่างพอใจ

ซ่งอวี้หลันกินอีกชิ้น ก่อนวางช้อนลงแล้วพูดต่อ

“แต่ถ้าจะขายให้คนในเมือง คุณควรมีขนมปังหรืออาหารที่พวกเขาคุ้นเคยด้วยค่ะ บางคนอาจอยากลองของใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะยอมเปลี่ยนอาหารที่กินเป็นประจำ”

“เห็นด้วยค่ะ เราจะยังไม่ตัดเมนูเดิมออกทั้งหมด”

ซูจิ่วหนิงจดสิ่งที่อีกฝ่ายแนะนำไว้ทันที

เธอชอบคนที่พูดตรงและมองปัญหาตามความเป็นจริง เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่ความกล้า แต่ต้องอาศัยข้อมูลจากคนที่รู้จักพื้นที่ด้วย

เมื่อชิมอาหารเสร็จ ซ่งอวี้หลันก็หยิบสมุดบัญชีของตัวเองขึ้นมา

“ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ”

“ว่ามาได้เลยค่ะ”

“ฉันได้ยินว่าคนของเจ้าหนี้มาที่นี่เมื่อวาน พวกเขาเรียกเงินถึงหนึ่งพันแปดร้อยเหรียญจริงหรือ?”

“จริงค่ะ”

ซ่งอวี้หลันขมวดคิ้ว

“จำนวนเงินสูงเกินไปมาก ฉันจำได้ว่าคุณพ่อของคุณเคยกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบ แต่ตอนนั้นยอดหนี้ไม่ได้มากขนาดนี้”

ซูจิ่วหนิงวางปากกาลงทันที

“คุณพอจะจำรายละเอียดได้ไหมคะ?”

“ไม่ทั้งหมดค่ะ แต่ฉันเคยช่วยบันทึกยอดขายให้โรงเตี๊ยมอยู่พักหนึ่ง ก่อนคุณท่านจะเสีย ฉันจำได้ว่าเขาเคยพูดถึงเงินกู้ก้อนหนึ่ง ซึ่งน่าจะชำระคืนไปแล้วบางส่วน”

“คุณมีบันทึกเก่าอยู่หรือเปล่า?”

ซ่งอวี้หลันพยักหน้า

“ฉันเก็บสมุดบางเล่มไว้ที่บ้าน เพราะคิดว่าอาจมีประโยชน์ในอนาคต ถ้าคุณต้องการ ฉันจะเอามาให้ดูค่ะ”

ซูจิ่วหนิงรู้สึกเหมือนได้พบเบาะแสสำคัญ

“ขอบคุณมากค่ะ เรื่องนี้ช่วยฉันได้มากจริง ๆ”

“ยังไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ เราต้องดูตัวเลขก่อน ถึงจะรู้ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่”

ซ่งอวี้หลันพูดอย่างระมัดระวัง ก่อนเก็บสมุดของตัวเองลงในถุงผ้า

“ถ้าคุณจะเปิดขายเกี๊ยวจริง ฉันจะช่วยบอกคนในตลาดให้ค่ะ อย่างน้อยก็มีพ่อค้าแม่ค้าหลายคนที่รู้จักฉันอยู่”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอฝากด้วยนะคะ”

การสนทนาจบลงด้วยดี ซ่งอวี้หลันรับปากว่าจะกลับมาในวันถัดไปพร้อมสมุดบัญชีเก่า ส่วนซูจิ่วหนิงก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบสำหรับการขายในวันรุ่งขึ้น

เธอมีเงินเหลือเพียงสิบแปดเหรียญ จึงไม่อาจซื้อของได้ตามใจชอบ ทุกอย่างต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

หลังจากแบ่งเงินสำหรับซื้อแป้งและเครื่องปรุงแล้ว เธอเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น จากนั้นจึงให้คำแนะนำอาหลานเกี่ยวกับการจัดโต๊ะและทำความสะอาดบริเวณหน้าร้าน

งานเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อทุกอย่างเข้าที่ โรงเตี๊ยมก็เริ่มดูน่าเข้าไปมากกว่าเดิม

กระนั้น ปัญหาเรื่องหนี้สินยังคงแขวนอยู่เหนือศีรษะพวกเธอ

และดูเหมือนว่าคนที่เป็นเจ้าของหนี้ก้อนใหญ่จะไม่ยอมรอให้เธอมีเวลาตั้งตัวนานนัก

ในช่วงบ่าย รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นผ่านถนนสายหลักของเมืองเรดร็อก

ม้าสองตัวที่เทียมอยู่ด้านหน้ามีรูปร่างแข็งแรง ขนเป็นมันเงา เครื่องหนังที่ใช้ประดับอานม้าถูกดูแลอย่างดี ส่วนชายที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับสวมเสื้อคลุมสีเข้มและถุงมือหนัง

เมื่อรถม้าหยุดหน้าสำนักงานขนส่ง ชายคนหนึ่งก็รีบออกมาต้อนรับ

“คุณจ้าน วันนี้มาถึงเร็วกว่ากำหนดนะครับ”

จ้านถิงเซียวก้าวลงจากรถม้าอย่างไม่เร่งรีบ

เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาดำสนิทดูเย็นชา เสื้อเชิ้ตสีเข้มกับเสื้อกั๊กหนังที่สวมอยู่ไม่ได้ประดับสิ่งใดมากมาย แต่กลับทำให้เขาดูมีอำนาจยิ่งกว่าคนที่สวมเครื่องประดับราคาแพงเสียอีก

“งานที่ให้ตรวจสอบเป็นอย่างไร?”

ชายที่เข้ามาต้อนรับรีบเดินตาม

“เรื่องเส้นทางขนส่งเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ...”

จ้านถิงเซียวหยุดเดิน

“มีปัญหาอะไร?”

“เจ้าของโรงเตี๊ยมกลับมาแล้วครับ ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมขายกิจการตามที่เราคาดไว้”

ผู้ช่วยของเขาชื่อเว่ยเฉิง เป็นคนที่ทำงานด้วยกันมาหลายปีและรู้ดีว่าควรพูดเรื่องใดกับเจ้านายของตน

จ้านถิงเซียวไม่ได้แสดงความประหลาดใจ เขาเพียงถอดถุงมือข้างหนึ่งออกแล้วส่งให้คนขับรถม้า

“เธอเสนอราคาเท่าไร?”

“เธอไม่ได้เสนอราคาครับ เธอปฏิเสธการขาย”

“แล้วหนี้ล่ะ?”

“ยังไม่ได้ชำระครับ คนของเจ้าหนี้ให้เวลาสามวัน หากไม่มีเงินก็จะยึดกิจการ”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง

โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่เลว แม้จะอยู่ห่างจากถนนหลัก แต่ก็อยู่ใกล้เส้นทางที่พ่อค้าใช้เดินทางไปยังเหมืองทอง หากปรับปรุงอาคารและจัดระบบขนส่งใหม่ ที่นั่นจะกลายเป็นจุดพักสินค้าได้อย่างเหมาะสม

เขาจึงสนใจซื้อกิจการนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

สำหรับจ้านถิงเซียว การซื้อโรงเตี๊ยมที่กำลังมีปัญหาทางการเงินไม่ใช่เรื่องยาก เพียงจ่ายเงินตามราคาที่เห็นสมควร เขาก็สามารถจัดการทุกอย่างได้ภายในเวลาไม่นาน

แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมกลับไม่ยอมขาย

“เธอมีเงินชำระหนี้หรือ?”

“เท่าที่ทราบ เธอเหลือเงินสดไม่มากครับ”

“ถ้าอย่างนั้นเธอปฏิเสธฉันด้วยอะไร?”

เว่ยเฉิงนิ่งไปเล็กน้อย

“ผมยังไม่ทราบรายละเอียดครับ แต่คนในเมืองบอกว่าเธอเปลี่ยนไปมาก หลังกลับจากการเดินทาง เธอก็เริ่มตรวจสอบบัญชีและเตรียมเปิดขายอาหารใหม่”

จ้านถิงเซียวเลิกคิ้ว

“อาหารใหม่?”

“ครับ เห็นว่าจะขายเกี๊ยว”

ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชายหนุ่มจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ

เกี๊ยวไม่กี่ชามจะช่วยให้โรงเตี๊ยมที่กำลังจะถูกยึดรอดพ้นจากหนี้ก้อนโตได้อย่างไร?

ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะตัดสินหญิงสาวจากคำบอกเล่าของคนอื่นเพียงอย่างเดียว

“เตรียมรถม้า”

“เราจะไปไหนครับ?”

“โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ”

เว่ยเฉิงรีบพยักหน้า

“ครับ คุณจ้าน”

ก่อนขึ้นรถม้า จ้านถิงเซียวหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าด้านใน เขากวาดตามองตัวเลขที่ระบุอยู่ในนั้น แล้วพับเก็บอย่างเรียบร้อย

เขาไม่ได้ต้องการเพียงอาคารเก่า ๆ หลังหนึ่ง แต่ต้องการจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางสินค้าและเมืองเหมืองทอง หากซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของเขาในระยะยาว

ส่วนเจ้าของเดิมจะคิดอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากนัก

อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะได้พบเธอด้วยตัวเอง

ภายในโรงเตี๊ยม ซูจิ่วหนิงกำลังตรวจสอบจำนวนวัตถุดิบที่เหลืออยู่ เมื่อเสียงกีบม้าดังมาจากด้านนอก

เธอไม่ได้รีบร้อนออกไปดู เพราะคิดว่าอาจเป็นลูกค้าที่ผ่านมาทางนี้ แต่ไม่นานอาหลานก็เดินเข้ามาในครัวด้วยสีหน้าตื่นเต้นปนกังวล

“คุณหนูคะ มีรถม้ามาจอดหน้าร้านค่ะ”

“แล้วอย่างไรคะ?”

“รถม้าสีดำค่ะ คนขับแต่งตัวดีมาก แล้วก็มีชายคนหนึ่งลงมาจากรถ เขาดู...”

อาหลานหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังหาคำอธิบายที่เหมาะสม

“ดูน่ากลัวมากค่ะ”

ซูจิ่วหนิงวางถุงแป้งลง

“คนของเจ้าหนี้หรือ?”

“ฉันไม่แน่ใจค่ะ แต่คนในเมืองพูดกันว่า ถ้าเห็นรถม้าสีดำคันนี้จอดอยู่ที่ไหน แสดงว่าคุณจ้านมาที่นั่น”

หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย

จ้านถิงเซียว?

ชื่อที่เธอได้ยินจากอาหลานเมื่อวาน และเป็นเจ้าของเหมืองทองที่มีอำนาจมากพอจะทำให้คนจำนวนไม่น้อยหวาดกลัว

เธอคิดว่าเขาคงส่งคนมาเจรจาในภายหลัง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาด้วยตัวเองเร็วขนาดนี้

“เขาเข้ามาแล้วหรือยังคะ?”

“ยังค่ะ แต่คนขับรถม้ากำลังเปิดประตูให้เขา”

ซูจิ่วหนิงเช็ดมือกับผ้าสะอาด ก่อนเดินออกไปยังห้องโถง

เธอไม่คิดจะซ่อนตัว และไม่คิดจะปล่อยให้ใครเข้ามากำหนดชะตาของโรงเตี๊ยมโดยที่เธอไม่ได้พูดอะไรเลย

ประตูหน้าร้านเปิดออกในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

ชายร่างสูงในเสื้อคลุมสีเข้มก้าวเข้ามา รองเท้าบูตหนังส่งเสียงกระทบพื้นไม้เป็นจังหวะหนักแน่น ดวงตาของเขากวาดมองโต๊ะ เก้าอี้ และสภาพอาคารที่ทรุดโทรม ก่อนจะหยุดลงที่หญิงสาวซึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์

ซูจิ่วหนิงมองตอบโดยไม่หลบสายตา

ทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะ

จ้านถิงเซียวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“คุณคือซูจิ่วหนิง?”

“ใช่ค่ะ แล้วคุณก็คงเป็นจ้านถิงเซียว”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเธอเรียกชื่อเขาโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว

“ดูเหมือนคุณจะรู้จักฉันอยู่แล้ว”

“ฉันรู้แค่ชื่อค่ะ ส่วนตัวจริงเป็นอย่างไร ฉันยังไม่ทราบ”

เว่ยเฉิงที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก เขาไม่ค่อยพบใครพูดกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมาเช่นนี้ โดยเฉพาะคนที่กำลังมีปัญหาหนี้สินอย่างหนัก

แต่จ้านถิงเซียวกลับไม่ได้แสดงความโกรธ

เขาเดินไปหยุดหน้าโต๊ะตัวหนึ่ง ก่อนใช้ปลายนิ้วแตะพื้นไม้ที่มีรอยขีดข่วน

“โรงเตี๊ยมอยู่ในสภาพไม่ดีนัก”

“ฉันทราบค่ะ”

“ลูกค้าน้อย วัตถุดิบขาดแคลน พนักงานลาออก หนี้สินเพิ่มขึ้นทุกเดือน”

“คุณคงตรวจสอบมาแล้วสินะคะ”

“แน่นอน ฉันไม่เสียเวลามาที่นี่โดยไม่รู้ข้อมูลพื้นฐาน”

ซูจิ่วหนิงยิ้มบาง ๆ

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็น่าจะรู้ด้วยว่าฉันยังไม่ได้ตัดสินใจขาย”

จ้านถิงเซียวหันกลับมามองเธอเต็มตา

“ฉันมาที่นี่เพื่อเสนอซื้อโรงเตี๊ยม ไม่ได้มาขออนุญาตให้คุณเปลี่ยนใจ”

“แล้วถ้าฉันไม่ขายล่ะคะ?”

“คุณมีเงินชำระหนี้หรือ?”

คำถามนั้นตรงไปตรงมาจนแทบไม่มีช่องให้หลบเลี่ยง

ซูจิ่วหนิงไม่ได้ตอบทันที เธอรู้ว่าตัวเองมีเงินเหลือเพียงเล็กน้อย และยังไม่รู้ว่าหนี้ทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไร การปฏิเสธโดยไม่มีแผนสำรองย่อมไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

แต่การยอมแพ้เพียงเพราะอีกฝ่ายมีเงินมากกว่า ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่เธอจะยอมรับ

“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ”

เว่ยเฉิงคิดว่าหญิงสาวคงจะยอมรับข้อเสนอในที่สุด ทว่าประโยคถัดมาของเธอกลับทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้น

“แต่การที่ฉันยังไม่มีเงิน ไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิ์ซื้อกิจการของฉันโดยอัตโนมัติ”

จ้านถิงเซียวจ้องเธออยู่นาน

“คุณกำลังจะบอกว่าต้องการเวลา?”

“ฉันต้องการตรวจสอบหนี้ก่อนค่ะ ถ้าหนี้ถูกต้อง ฉันก็จะหาทางชำระ แต่ถ้ามีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน ฉันจะไม่ยอมจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐาน”

“แล้วคุณคิดว่าตัวเองจะทำได้ภายในกี่วัน?”

“ฉันยังไม่รู้ค่ะ แต่ฉันจะไม่เซ็นเอกสารขายกิจการเพียงเพราะมีคนเอาตัวเลขมาวางตรงหน้า”

จ้านถิงเซียวขยับเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์เล็กน้อย

“คุณกำลังเดิมพันกับเวลาที่เหลืออยู่ของตัวเอง”

“ฉันรู้ค่ะ”

“หากคุณล้มเหลว คุณอาจเสียทุกอย่าง”

“ฉันก็รู้เหมือนกันค่ะ”

“แล้วคุณยังจะปฏิเสธฉัน?”

ซูจิ่วหนิงมองชายตรงหน้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“ใช่ค่ะ”

บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมเงียบลงจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่าง

จ้านถิงเซียวไม่เคยขาดคนที่ต้องการเงินจากเขา และไม่เคยขาดคนที่ยอมทำตามคำสั่งเพราะกลัวว่าจะเสียผลประโยชน์ แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับมีเพียงโรงเตี๊ยมที่ใกล้ล้มละลายกับเงินไม่กี่เหรียญ ทว่าเธอยังยืนกรานจะตัดสินใจด้วยตัวเอง

เขาไม่รู้ว่าเธอมีแผนอะไรซ่อนอยู่ หรือเพียงดื้อรั้นจนไม่เข้าใจสถานการณ์

แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่การเจรจาซื้อกิจการเล็ก ๆ ทำให้เขารู้สึกอยากฟังคำตอบของอีกฝ่ายต่อไป

“ดี” เขาพูดในที่สุด “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้คุณเสนอเงื่อนไขมา”

ซูจิ่วหนิงเลิกคิ้ว

“เงื่อนไขอะไรคะ?”

“ถ้าคุณต้องการรักษาโรงเตี๊ยมไว้ ก็แสดงให้ฉันเห็นว่ามันยังมีคุณค่ามากพอที่จะไม่ถูกขายทิ้ง”

เขาวางนามบัตรใบหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์

“หากเปลี่ยนใจ ให้ส่งข่าวไปที่สำนักงานของฉัน”

ซูจิ่วหนิงก้มมองนามบัตร แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมา

“ถ้าฉันไม่เปลี่ยนใจล่ะคะ?”

จ้านถิงเซียวสวมถุงมือกลับเข้าที่ ก่อนมองเธอด้วยสีหน้าอ่านยาก

“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะรอดูว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง”

เขาหันหลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมโดยไม่พูดอะไรอีก เว่ยเฉิงรีบตามไปขึ้นรถม้า ก่อนที่รถสีดำจะเคลื่อนออกจากหน้าร้านและหายไปตามถนนสายหลัก

อาหลานถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคนจากไปแล้ว

“คุณหนูคะ เมื่อครู่คุณพูดกับคุณจ้านแบบนั้นจริง ๆ หรือ?”

“ทำไมคะ?”

“ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเขาตรง ๆ แบบนั้นหรอกค่ะ”

ซูจิ่วหนิงหยิบนามบัตรขึ้นมาดูในที่สุด

กระดาษแผ่นเล็กพิมพ์ชื่อของจ้านถิงเซียวไว้อย่างเรียบง่าย พร้อมที่อยู่สำนักงานของเขา ไม่มีข้อความข่มขู่ ไม่มีตัวเลขราคา และไม่มีคำสั่งให้เธอต้องทำอะไร

ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ

เจ้าหนี้คนหนึ่งกำหนดเวลาให้เธอสามวัน ส่วนเจ้าของเหมืองทองอีกคนกำลังรอดูว่าเธอจะเอาตัวรอดได้หรือไม่

ซูจิ่วหนิงพับนามบัตรเก็บไว้ ก่อนหันกลับไปมองครัวที่ยังมีแป้งและวัตถุดิบวางอยู่

“อาหลานคะ เราต้องเร่งเตรียมของสำหรับพรุ่งนี้แล้ว”

“ค่ะ แต่คุณหนูไม่กังวลเรื่องคุณจ้านหรือคะ?”

“กังวลค่ะ”

เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนยิ้มบาง ๆ

“แต่ฉันกังวลเรื่องเงินทุนของร้านมากกว่า เพราะถ้าพรุ่งนี้ขายไม่ได้ ต่อให้ฉันเถียงชนะเขาอีกสิบรอบ โรงเตี๊ยมก็ยังล้มละลายอยู่ดี”

อาหลานนิ่งไป ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

ซูจิ่วหนิงกลับไปหยิบสมุดบัญชี แล้วเริ่มคำนวณต้นทุนอาหารสำหรับวันถัดไปอีกครั้ง

เธอไม่รู้ว่าจ้านถิงเซียวจะกลับมาเมื่อไร และไม่รู้ว่าเขาจะยื่นข้อเสนอแบบไหนในครั้งหน้า

แต่เธอตั้งใจไว้แล้วว่า ต่อให้ต้องเริ่มจากเงินเพียงสิบแปดเหรียญ เธอก็จะทำให้โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง

ส่วนเจ้าพ่อเหมืองทองที่คิดว่าทุกอย่างมีราคา...

สักวันเขาจะได้รู้ว่า มีบางสิ่งที่เงินของเขาซื้อไม่ได้

และโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะเป็นสิ่งแรกที่พิสูจน์เรื่องนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป