บทที่ 4 ผู้หญิงที่กล้าจ่อปืนใส่มาเฟีย
“คุณหนูคะ! มีคนมาหาอีกแล้วค่ะ!”
อาหลานรีบเดินเข้ามาในครัวจนเกือบชนโต๊ะ ซูจิ่วหนิงซึ่งกำลังนับวัตถุดิบสำหรับเตรียมอาหารมื้อแรกเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนวางดินสอลงบนกระดาษ
“คราวนี้ใครคะ?”
“คนของกัวเทียนป้าค่ะ มากันสามคน พวกเขาบอกว่าจะมาเก็บค่าคุ้มครอง”
ซูจิ่วหนิงเลิกคิ้ว
“ค่าคุ้มครองอะไร?”
“ฉันก็ไม่ทราบค่ะ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขามาเก็บเงินจากโรงเตี๊ยมทุกเดือน บอกว่าถ้าไม่จ่าย จะไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยให้เราได้”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“แปลกดีนะคะ พวกเขาไม่เคยช่วยดูแลร้าน แต่กลับเรียกเงินเหมือนเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง”
“คุณหนู อย่าพูดแบบนั้นให้พวกเขาได้ยินนะคะ คนของกัวเทียนป้าไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ยิ่งต้องคุยกันให้ชัดเจนค่ะ”
ซูจิ่วหนิงลุกขึ้น ถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วเดินไปยังห้องโถง เธอไม่ได้คิดจะหาเรื่องใคร แต่หากปล่อยให้คนกลุ่มนี้เข้ามาเรียกเงินตามใจชอบ วันนี้เป็นค่าคุ้มครอง วันหน้าก็อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นตามมาอีก
โรงเตี๊ยมมีเงินเหลือไม่ถึงยี่สิบเหรียญ เธอไม่มีทางจ่ายเงินให้คนที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร
ชายสามคนยืนอยู่หน้าประตู คนที่อยู่ตรงกลางมีรูปร่างอ้วนใหญ่ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มซ้าย เสื้อกั๊กหนังของเขาเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นด้ามปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอว
เมื่อเห็นซูจิ่วหนิงเดินออกมา เขาก็ยิ้มอย่างไม่เป็นมิตร
“ในที่สุดเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ยอมออกมาพบเสียที”
“คุณมาหาใครคะ?”
ชายคนนั้นหัวเราะ
“อย่าทำเป็นไม่รู้จักกันหน่อยเลย ฉันชื่อหลิวข่าย เป็นคนของคุณกัวเทียนป้า วันนี้มารับเงินที่โรงเตี๊ยมติดค้างเอาไว้”
ซูจิ่วหนิงยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์โดยไม่เชิญแขกทั้งสามให้นั่ง
“ค่าคุ้มครองใช่ไหมคะ?”
“ถูกต้อง เดือนนี้ต้องจ่ายสิบสองเหรียญ”
อาหลานที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหน้าซีด
เมื่อก่อนพวกเขาเรียกเก็บเพียงหกเหรียญ แต่ตอนนี้กลับเพิ่มเป็นสองเท่าโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
“ทำไมถึงเพิ่มขึ้นคะ?” ซูจิ่วหนิงถาม
หลิวข่ายยักไหล่
“ค่าดูแลเมืองเพิ่มขึ้น ทุกคนก็ต้องจ่ายตามกันไป”
“มีประกาศจากทางการหรือเปล่าคะ?”
“อะไรนะ?”
“ฉันถามว่ามีประกาศจากทางการหรือเอกสารระบุอัตราค่าธรรมเนียมหรือเปล่า ถ้ามี ฉันขอดูหน่อยค่ะ”
ชายทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนคนที่ยืนทางขวาจะหัวเราะเยาะ
“นังผู้หญิงคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าขอเอกสารจากพวกเรา?”
ซูจิ่วหนิงไม่ได้สนใจคำพูดนั้น เธอเพียงมองหลิวข่ายอย่างใจเย็น
“ถ้าเป็นค่าธรรมเนียมที่ถูกต้อง ก็ควรมีหลักฐานใช่ไหมคะ? ฉันไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่ต้องการทราบว่าเงินที่จ่ายไปจะถูกบันทึกเป็นค่าอะไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ”
รอยยิ้มของหลิวข่ายหายไป
เขาไม่คุ้นเคยกับการเจรจากับคนที่ไม่ยอมกลัวเสียงขู่ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการเล็ก ๆ ที่กำลังจะล้มละลายอย่างโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ
คนส่วนใหญ่เพียงเห็นปืนที่เอวเขาก็รีบควักเงินออกมาแล้ว ไม่มีใครเสียเวลาถามหาเอกสาร เพราะทุกคนรู้ว่าการขัดคำสั่งของคนในเครือข่ายกัวเทียนป้าอาจนำปัญหามาให้ภายหลัง
“ฉันจะพูดให้ฟังอีกครั้ง” หลิวข่ายก้าวเข้ามาใกล้ “จ่ายสิบสองเหรียญ แล้วพวกเราจะดูแลไม่ให้ใครมารบกวนร้านของเธอ”
“ถ้าฉันไม่จ่ายล่ะคะ?”
“เธอก็จะได้รู้ว่าการไม่มีคนคุ้มครองเป็นอย่างไร”
ซูจิ่วหนิงเหลือบมองประตูและหน้าต่างของโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว ก่อนกลับมาสบตาเขา
“ฉันขอถามอีกข้อค่ะ”
“ยังจะถามอะไรอีก?”
“ถ้าฉันจ่ายเงินให้พวกคุณ แล้วมีคนมาปล้นร้าน พวกคุณจะคืนเงินให้ฉันไหม?”
หลิวข่ายนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนหัวเราะเสียงดัง
“เธอคิดว่าพวกเราขายประกันหรือไง?”
“ถ้าอย่างนั้น เงินสิบสองเหรียญนี้ก็ไม่ได้รับประกันอะไรเลยสินะคะ”
เสียงหัวเราะของชายอีกสองคนเงียบลงทันที
ซูจิ่วหนิงหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ เธอเปิดไปยังหน้าที่บันทึกค่าใช้จ่ายย้อนหลัง แล้วชี้ให้หลิวข่ายดู
“ฉันตรวจสอบบัญชีเก่าแล้ว โรงเตี๊ยมเคยจ่ายเงินให้คนของคุณกัวเดือนละหกเหรียญ หากอัตราใหม่เพิ่มขึ้นเป็นสิบสองเหรียญ ฉันต้องการเอกสารยืนยันจำนวนเงินและเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อน”
หลิวข่ายปัดสมุดออกจากมือเธอจนตกลงบนพื้น
“ฉันไม่สนใจบัญชีของเธอ!”
อาหลานร้องด้วยความตกใจ แต่ซูจิ่วหนิงกลับไม่ได้ก้มลงเก็บสมุดทันที
เธอมองชายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นลง
“ถ้าคุณไม่สนใจบัญชี ก็อย่าคาดหวังว่าฉันจะจ่ายเงินให้โดยไม่ตรวจสอบค่ะ”
“แก!”
หลิวข่ายยื่นมือคว้าข้อมือเธออย่างแรง
ซูจิ่วหนิงบิดข้อมือหลุดจากการจับกุมแล้วถอยออกมาหนึ่งก้าว การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วพอให้ชายคนนั้นชะงัก ก่อนความโกรธจะเข้ามาแทนที่ความประหลาดใจ
“กล้าดียังไงมาขัดขืนฉัน!”
เขากระชากปืนออกจากเอว
อาหลานกรีดร้องแล้วถอยไปหลังโต๊ะ ส่วนชายอีกสองคนรีบขยับแยกออกจากกันราวกับต้องการปิดทางหนีของหญิงสาว
ซูจิ่วหนิงรู้ทันทีว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
เธอไม่สามารถปล่อยให้คนถือปืนเข้ามาทำร้ายพนักงานในร้านได้ และไม่อาจหวังให้คนอื่นเข้ามาช่วยทันเวลา
มือของเธอเลื่อนไปยังซองปืนที่เอว
“วางปืนลงค่ะ” เธอเตือน
หลิวข่ายหัวเราะเยาะ
“เธอมีปืนด้วยหรือ? น่าสนใจนี่ เอาออกมาให้ฉันดูหน่อยสิ”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคะ”
“ฉันก็ไม่ได้พูดเล่นเหมือนกัน!”
เขายกปืนขึ้นเล็งไปทางเธอ
ซูจิ่วหนิงชักปืนออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ลั่นไก เธอรักษาระยะห่างและมองการเคลื่อนไหวของชายตรงหน้าอย่างระมัดระวัง
เธอไม่ต้องการฆ่าใคร โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนบริสุทธิ์อยู่ด้วย แต่ก็ไม่มีเหตุผลให้ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้ายเพียงเพราะอีกฝ่ายคิดว่าตัวเองมีอำนาจมากกว่า
“ฉันให้โอกาสคุณครั้งสุดท้าย วางปืนลง แล้วออกไปจากร้าน”
หลิวข่ายจ้องเธอ ก่อนแค่นเสียงหัวเราะ
“ถ้าไม่ล่ะ?”
“คุณจะได้รู้ว่าฉันไม่ได้มีปืนไว้ประดับเอวค่ะ”
สิ้นคำ ซูจิ่วหนิงก็ยกปืนขึ้นเล็งอย่างมั่นคง
ไม่มีใครพูดอะไรอีก
หลิวข่ายมองปลายกระบอกปืนที่ชี้มาทางเขา แล้วค่อย ๆ ขมวดคิ้ว
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เพียงพูดจาโอ้อวด เธอมีท่าทางของคนที่รู้จักอาวุธและไม่หวั่นไหวกับการเผชิญหน้า
“เธอคิดว่าฉันไม่กล้ายิงผู้หญิงหรือ?”
“ฉันไม่รู้ค่ะ” เธอตอบ “แต่ฉันรู้ว่าถ้าคุณยิง ฉันก็จะป้องกันตัว”
หลิวข่ายกัดฟัน มือที่จับปืนเริ่มขยับ
ซูจิ่วหนิงไม่รอให้เขาเหนี่ยวไก เธอขยับหลบแนวปืนและยิงกระสุนหนึ่งนัดไปยังพื้นไม้ใกล้เท้าของเขา
ปัง!
เสียงปืนดังก้องไปทั่วโรงเตี๊ยม เศษไม้กระเด็นขึ้นมา หลิวข่ายสะดุ้งจนถอยหลังไปชนโต๊ะ ปืนในมือสั่นไหว ขณะที่คนของเขาทั้งสองรีบยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“อย่าขยับค่ะ!”
ซูจิ่วหนิงประกาศเสียงเข้ม
“ฉันไม่อยากทำร้ายใคร แต่ถ้าพวกคุณยังคิดจะใช้ปืนข่มขู่คนในร้าน ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องจบง่าย ๆ แน่”
หลิวข่ายจ้องเธอด้วยความโกรธและอับอาย เขาไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนทำให้เสียหน้าต่อหน้าลูกน้องเช่นนี้มาก่อน
“แกจำไว้เลยนะ ฉันจะกลับมา!”
“ได้ค่ะ” ซูจิ่วหนิงตอบทันที “แต่คราวหน้าถ้าจะมาเก็บเงิน กรุณานำเอกสารมาด้วย”
คำตอบของเธอทำให้ชายอีกสองคนแทบไม่กล้าสบตาเจ้านายของตัวเอง
หลิวข่ายเก็บปืนอย่างไม่เต็มใจ ก่อนเดินกระแทกเท้าออกจากร้าน ลูกน้องทั้งสองรีบตามไป ทิ้งความเงียบและกลิ่นดินปืนไว้ในห้องโถง
เมื่อประตูปิดลง อาหลานก็รีบเข้ามาหาซูจิ่วหนิง
“คุณหนู! คุณบาดเจ็บหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ค่ะ คุณล่ะ?”
“ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แต่...คนพวกนั้นจะกลับมาอีกแน่”
ซูจิ่วหนิงลดปืนลง ก่อนตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
“ฉันรู้ค่ะ”
เธอก้มเก็บสมุดบัญชีที่ตกอยู่บนพื้น ปัดฝุ่นออกจากปก แล้ววางกลับไว้บนเคาน์เตอร์
“เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ใช่รอให้พวกเขากลับมาแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร”
อาหลานมองเธอด้วยความเป็นห่วง
“แต่คุณหนูคะ กัวเทียนป้าเป็นคนมีอำนาจมาก แม้แต่พ่อค้ารายใหญ่ยังไม่อยากมีเรื่องกับเขาเลยค่ะ”
“ถ้าเขามีอำนาจมากจริง ทำไมถึงต้องส่งคนมาเก็บเงินจากโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ใกล้ล้มละลายด้วยคะ?”
อาหลานตอบไม่ได้
ซูจิ่วหนิงเก็บปืนเข้าซอง แล้วหันกลับไปมองประตูหน้าร้าน
“คนที่มีอำนาจไม่จำเป็นต้องใช้ปืนข่มขู่คนอื่นทุกครั้งหรอกค่ะ ถ้าพวกเขามั่นใจว่าตัวเองทำถูก ก็แค่เอาหลักฐานมาแสดงเท่านั้น”
เธอรู้ว่าความคิดนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนในเมือง แต่เธอจะไม่ยอมให้ความหวาดกลัวกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเองต้องยอมจำนน
โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นกิจการที่เธอต้องรักษาไว้ และเงินทุกเหรียญที่เหลืออยู่ก็มีความหมายต่อการเริ่มต้นใหม่
เธอไม่อาจจ่ายเงินให้ใครเพียงเพราะอีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมปืน
ข่าวเรื่องผู้หญิงที่กล้าชักปืนใส่คนของกัวเทียนป้าแพร่ไปทั่วเมืองเร็วกว่าที่ซูจิ่วหนิงคาดคิด
ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง พ่อค้าหลายคนที่ผ่านโรงเตี๊ยมต่างพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว บางคนบอกว่าเธอบ้า บางคนคิดว่าเธอคงไม่รู้ว่ากำลังท้าทายใคร ขณะที่อีกหลายคนกลับเริ่มสนใจว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ใกล้ล้มละลายคนนี้จะทำอะไรต่อไป
ข่าวนั้นเดินทางไปถึงสำนักงานขนส่งของจ้านถิงเซียวในช่วงบ่าย
เว่ยเฉิงยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย พลางรายงานด้วยสีหน้าจริงจัง
“คนของกัวเทียนป้าไปเก็บค่าคุ้มครองที่โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณครับ แต่ถูกเจ้าของร้านปฏิเสธ”
จ้านถิงเซียวไม่ได้เงยหน้าจากเอกสาร
“ปฏิเสธอย่างไร?”
“เธอขอเอกสารยืนยันอัตราค่าธรรมเนียมครับ แล้วก็ไม่ยอมจ่ายเงินตามที่พวกเขาเรียก”
“แค่นั้นหรือ?”
เว่ยเฉิงลังเลเล็กน้อย
“ไม่ใช่ครับ หลิวข่ายชักปืนข่มขู่เธอ เธอจึงยิงปืนลงพื้นเพื่อไล่พวกเขาออกจากร้าน”
ปลายปากกาของจ้านถิงเซียวหยุดลง
“เธอยิงใส่คนของกัวเทียนป้า?”
“ไม่ได้ยิงถูกตัวครับ แต่ทำให้หลิวข่ายเสียหน้าไม่น้อย ตอนนี้คนในเมืองกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่”
ชายหนุ่มวางปากกาลง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
เขาจำแววตาของซูจิ่วหนิงได้ดีเมื่อครั้งพบกันที่โรงเตี๊ยม เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่พร้อมยอมแพ้ แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีเงินชำระหนี้ก็ตาม
แต่เขาไม่คิดว่าเธอจะกล้าปะทะกับคนของกัวเทียนป้าเร็วขนาดนี้
“หลิวข่ายมีนิสัยอย่างไร?”
“ชอบใช้กำลังข่มขู่คนอื่นครับ ปกติเขาจะเลือกเรียกเงินจากร้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ”
“แล้วกัวเทียนป้ารู้เรื่องนี้หรือยัง?”
“ผมคิดว่าอีกไม่นานเขาคงรู้ครับ”
จ้านถิงเซียวลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง มองถนนที่ทอดยาวไปสู่เขตเหมืองทอง
กัวเทียนป้าไม่ใช่คู่แข่งที่เขาจะมองข้าม แม้ทั้งสองจะทำธุรกิจคนละส่วน แต่เครือข่ายของชายคนนั้นกำลังขยายอิทธิพลไปตามเส้นทางขนส่งมากขึ้นทุกที
โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณตั้งอยู่ในจุดที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจของเขา หากกัวเทียนป้าเริ่มเข้ามาควบคุมพื้นที่รอบร้าน ก็อาจส่งผลต่อเส้นทางสินค้าที่เขาวางแผนไว้เช่นกัน
“ส่งคนไปดูความเคลื่อนไหวของกัวเทียนป้า แต่อย่าเข้าไปยุ่งกับโรงเตี๊ยม”
เว่ยเฉิงรับคำ
“แล้วคุณจ้านจะไม่เข้าไปช่วยเธอหรือครับ?”
“ทำไมฉันต้องช่วย?”
“เพราะถ้าโรงเตี๊ยมถูกกัวเทียนป้าควบคุม เราอาจซื้อกิจการนั้นไม่ได้อีก”
จ้านถิงเซียวหันกลับมามองผู้ช่วย
“ฉันต้องการซื้อโรงเตี๊ยม ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูเพิ่มโดยไม่จำเป็น”
เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าเธอต้องการรักษากิจการไว้ เธอก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเธอทำได้ด้วยตัวเอง”
เว่ยเฉิงพยักหน้า แม้จะยังสงสัยว่าเจ้านายกำลังคิดอะไรอยู่ก็ตาม
จ้านถิงเซียวกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบเอกสารของโรงเตี๊ยมขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
เขาเคยคิดว่าซูจิ่วหนิงคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ดื้อรั้นเพราะไม่อยากเสียมรดกของครอบครัว แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขาต้องพิจารณาเธอใหม่
เธอไม่มีเงินมากพอจะปกป้องกิจการ ไม่มีผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลัง และยังมีเจ้าหนี้รออยู่หน้าประตู
แต่เธอกลับกล้าปฏิเสธเงินของเขา ปฏิเสธค่าคุ้มครองที่ไม่มีหลักฐาน และใช้ปืนป้องกันตัวเมื่อถูกคุกคาม
ผู้หญิงคนนี้อาจไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่หาได้ยากในเมืองเรดร็อก
ความกล้าที่จะไม่ยอมให้ใครกำหนดชีวิตแทน
จ้านถิงเซียววางเอกสารลง ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ซูจิ่วหนิง...ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน”
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ซูจิ่วหนิงก็กลับเข้าครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันรุ่งขึ้น
เธอตรวจสอบแป้งที่เหลือ แบ่งเครื่องปรุงออกเป็นส่วน ๆ และคำนวณจำนวนเกี๊ยวที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่มมากนัก
แม้เหตุการณ์ในช่วงบ่ายจะทำให้เธอเสียเวลา แต่ก็ไม่ได้ทำให้แผนการขายอาหารต้องหยุดลง
“อาหลานคะ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้านตามปกติค่ะ”
“ทั้งที่คนของกัวเทียนป้าอาจกลับมาอีกหรือคะ?”
“ถ้าเราปิดร้านเพราะกลัวพวกเขา เราก็จะไม่มีรายรับเข้ามาเลยค่ะ”
ซูจิ่วหนิงหยิบกระดาษที่จดรายการต้นทุนขึ้นมาดู
“เราไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องพวกเขา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยอมให้พวกเขาทำให้เราหยุดทำมาหากินเหมือนกัน”
อาหลานมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“ค่ะ ฉันจะช่วยคุณหนูเอง”
“ขอบคุณค่ะ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้ซูจิ่วหนิงรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังในเมืองที่ไม่รู้จักอีกต่อไป
เธอหันกลับไปมองหม้อบนเตา แล้วเริ่มเตรียมอาหารต่อ
หนี้สินยังคงอยู่ คนของกัวเทียนป้าอาจกลับมา และจ้านถิงเซียวก็ยังต้องการซื้อโรงเตี๊ยมของเธอ
แต่เธอจะไม่เสียเวลาเอาแต่กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
พรุ่งนี้คือวันที่เธอต้องเริ่มสร้างรายรับก้อนแรกให้โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ
และไม่ว่าใครจะพยายามขวางทาง เธอก็จะทำให้ทุกคนเห็นว่าผู้หญิงที่มีเงินเหลือเพียงไม่กี่เหรียญสามารถสร้างกิจการขึ้นมาใหม่ได้ด้วยสองมือของตัวเอง
