บทที่ 5 หอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดน
ซูจิ่วหนิงนับเหรียญเงินบนโต๊ะเป็นครั้งที่สาม ก่อนจะเก็บมันลงถุงผ้าใบเดิมด้วยสีหน้าจริงจัง
เงินทุนทั้งหมดที่เหลืออยู่มีไม่ถึงยี่สิบเหรียญ หากซื้อวัตถุดิบผิดพลาดเพียงครั้งเดียว โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณก็อาจไม่มีเงินแม้แต่จะซื้ออาหารสำหรับวันถัดไป
เธอไม่กลัวการเริ่มต้นจากศูนย์ แต่การเริ่มต้นจากศูนย์ในเมืองที่เต็มไปด้วยคนถือปืนและเจ้าหนี้ที่พร้อมยึดกิจการไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก
“คุณหนูคะ แป้งที่ซื้อมาเมื่อวานเหลือพอทำเกี๊ยวได้ประมาณสามสิบชามค่ะ” อาหลานรายงานขณะจัดชามบนชั้นไม้ “ถ้าขายหมด เราน่าจะมีเงินซื้อวัตถุดิบเพิ่มได้”
“แล้วเนื้อสัตว์ล่ะคะ?”
“เหลือไม่มากค่ะ ฉันแบ่งไว้สำหรับไส้เกี๊ยวแล้ว แต่ถ้าจะเพิ่มจำนวนชาม เราต้องซื้อเนื้อมาอีก”
ซูจิ่วหนิงพยักหน้า ก่อนก้มลงเขียนตัวเลขลงบนกระดาษ
เธอต้องแยกเงินทุนออกจากเงินที่ใช้จ่ายส่วนตัวให้ชัดเจน รายรับจากการขายอาหารไม่ใช่กำไรทั้งหมด เพราะยังมีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิง และค่าจ้างที่ต้องจ่ายในอนาคต
หากขายได้สามสิบชาม ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินสามสิบเหรียญเหลืออยู่ในมือ
หญิงสาวคำนวณตัวเลขอย่างละเอียด ก่อนเขียนราคาขายลงบนป้ายไม้ใบเล็ก
เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม ราคา 1 เหรียญ 50 เซนต์
เกี๊ยวทอดหนึ่งจาน ราคา 2 เหรียญ
ขนมปังกับไข่ ราคา 1 เหรียญ
ราคานี้ไม่ได้ทำให้เธอร่ำรวยในทันที แต่เหมาะสำหรับดึงดูดลูกค้าที่อยากลองอาหารใหม่โดยไม่ต้องจ่ายเงินมากเกินไป
“คุณหนูคิดว่าคนจะซื้อเกี๊ยวทอดด้วยหรือคะ?” อาหลานถาม
“เราจะทำออกมาไม่มากค่ะ ถ้าขายดีค่อยเพิ่ม ถ้าขายไม่ดีเราก็จะได้ไม่เหลือของเสีย”
“แล้วถ้าขายไม่หมดล่ะคะ?”
“เราต้องหาวิธีทำให้ลูกค้าเข้าร้านค่ะ”
ซูจิ่วหนิงยิ้มให้คนดูแลร้าน ก่อนยกตะกร้าวัตถุดิบขึ้นมา
“ฉันจะไปตลาดสักหน่อยนะคะ ฝากคุณเตรียมครัวให้พร้อมด้วย”
“คุณหนูจะไปคนเดียวหรือคะ?”
“ค่ะ เดินไปไม่นานก็ถึงแล้ว”
อาหลานทำท่าจะทักท้วง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวก็ได้แต่พยักหน้า
ซูจิ่วหนิงเก็บเงินใส่กระเป๋าด้านใน ตรวจดูปืนที่เอวให้แน่ใจว่ายังอยู่ในตำแหน่งเดิม แล้วออกจากโรงเตี๊ยมไปตามถนนสายหลัก
เมืองเรดร็อกเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อพ่อค้าแม่ค้าทยอยนำสินค้าออกมาตั้งแผง เสียงเรียกลูกค้าดังปะปนกับเสียงม้ากระทบพื้นถนน บางร้านขายผักและเนื้อสัตว์ ขณะที่อีกหลายร้านจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับคนงานเหมือง
ซูจิ่วหนิงเดินสำรวจราคาสินค้าอยู่พักหนึ่ง เธอพบว่าราคาวัตถุดิบแตกต่างกันพอสมควร บางร้านขายแป้งราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี บางร้านขายเนื้อราคาแพงกว่าร้านอื่นเพราะอ้างว่าเป็นสินค้าสดใหม่จากฟาร์มใกล้เมือง
เธอเลือกซื้อจากร้านที่ให้ราคาสมเหตุสมผลและยอมชั่งสินค้าให้ดูตรงหน้า
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม เงินทุนก็เหลือไม่มาก แต่มีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการเปิดร้านวันแรก
ซูจิ่วหนิงช่วยอาหลานเตรียมอาหารจนกระทั่งเกี๊ยวชุดแรกพร้อมเสิร์ฟ
กลิ่นหอมจากน้ำซุปและเกี๊ยวทอดลอยออกมาจากครัว ทว่าหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง กลับยังไม่มีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามา
หญิงสาวยืนกอดอกมองโต๊ะว่าง ก่อนถอนหายใจ
“ดูเหมือนเราจะต้องช่วยตัวเองมากกว่านี้แล้วค่ะ”
“คุณหนูหมายถึงอะไรคะ?”
“ถ้าลูกค้าไม่รู้ว่าร้านเรามีอะไรขาย พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินเข้ามา”
เธอเดินออกไปหน้าร้าน ยกป้ายเมนูมาตั้งให้เห็นชัดขึ้น แล้วตัดสินใจนำเกี๊ยวทอดจานเล็กออกไปวางไว้บนโต๊ะใกล้ทางเข้า
ไม่นานนัก คนงานเหมืองสองคนก็เดินผ่านหน้าร้าน คนหนึ่งเหลือบมองอาหารก่อนชะลอฝีเท้า
“นั่นอะไรน่ะ?”
“เกี๊ยวทอดค่ะ สนใจลองชิมไหมคะ?” ซูจิ่วหนิงยิ้มทัก “วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเปิดเมนูใหม่ ฉันให้ชิมได้คนละหนึ่งชิ้นค่ะ”
คนงานทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหยิบเกี๊ยวไปคนละชิ้น
คนแรกกัดเข้าไปแล้วเลิกคิ้ว ส่วนอีกคนเคี้ยวช้า ๆ ก่อนหันมามองหญิงสาว
“อร่อยดีนี่”
“ขอบคุณค่ะ ถ้าต้องการกินเป็นมื้ออาหาร ข้างในมีเกี๊ยวน้ำกับขนมปังขายด้วยนะคะ”
คนงานคนแรกมองป้ายราคา ก่อนหันไปถามเพื่อน
“เอาสักชามไหม? เมื่อวานฉันกินขนมปังแข็งจนปวดฟันไปหมดแล้ว”
“เอาสิ วันนี้ฉันมีเงินเหลืออยู่พอดี”
ซูจิ่วหนิงยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
ลูกค้าสองคนแรกเดินเข้าร้านตามมาอย่างไม่รีบร้อน เธอรีบกลับไปตักเกี๊ยวน้ำให้ทั้งคู่ด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นไม่นาน พ่อค้าคนหนึ่งก็แวะเข้ามาซื้อเกี๊ยวทอดกลับไปกินระหว่างเดินทาง ตามด้วยคนงานอีกสามคนที่ได้ยินคำชมจากลูกค้ากลุ่มแรก
จำนวนลูกค้ายังไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้เธอเริ่มมีความหวัง
ซูจิ่วหนิงช่วยเสิร์ฟอาหาร เก็บเงิน และจดรายการขายทุกชามลงในสมุดบัญชีเล่มเล็ก เธอไม่ปล่อยให้เงินแม้แต่เหรียญเดียวผ่านมือไปโดยไม่มีการบันทึก
เมื่อถึงช่วงบ่าย เกี๊ยวที่เตรียมไว้ขายก็หมดลงเร็วกว่าที่คิด
อาหลานนับเงินที่อยู่ในกล่องเก็บเงินด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนูคะ วันนี้เราขายได้เงินตั้งสิบสามเหรียญกว่า ๆ เลยค่ะ!”
“อย่าเพิ่งดีใจจนลืมหักต้นทุนนะคะ”
ซูจิ่วหนิงรับสมุดมาดู ก่อนแยกเงินที่ต้องใช้ซื้อวัตถุดิบสำหรับวันถัดไปออกมา
แม้กำไรสุทธิจะไม่มากนัก แต่การเปิดร้านวันแรกก็ไม่ได้ขาดทุนอย่างที่กังวล
เธอเขียนสรุปยอดขายไว้ท้ายหน้า ก่อนวงตัวเลขกำไรสุทธิด้วยหมึกสีเข้ม
“อย่างน้อยเราก็เริ่มเดินหน้าได้แล้วค่ะ”
แต่ทันทีที่พูดจบ ความรู้สึกประหลาดก็พลันแล่นผ่านศีรษะของเธอ
เสียงบางอย่างดังขึ้นในความคิด ราวกับมีใครกดกระดิ่งอยู่ไกล ๆ
ติ๊ง!
ซูจิ่วหนิงชะงัก มือที่จับปากกาหยุดนิ่ง
[ตรวจพบผลกำไรสุทธิจากกิจการ]
[กำลังตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ครอบครอง]
[ยืนยันตัวตน: ซูจิ่วหนิง]
[ระบบหอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดนเริ่มทำงาน]
เธอเบิกตากว้าง ก่อนหันมองรอบตัวทันที
“ใครพูด?”
อาหลานที่กำลังเก็บชามอยู่ในครัวหันกลับมา
“คุณหนูเรียกฉันหรือคะ?”
“เมื่อกี้คุณไม่ได้ยินอะไรหรือ?”
“ได้ยินอะไรคะ?”
ซูจิ่วหนิงนิ่งไป
เสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่ดังขึ้นโดยตรงในความคิดของเธอ
เธอก้มมองสมุดบัญชี แล้วลองหลับตาลงช้า ๆ
“หอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดน?”
[ยืนยันคำเรียกขาน]
[ยินดีต้อนรับผู้ครอบครองสู่หอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดน]
[ระบบจะมอบแต้มแลกเปลี่ยนตามผลกำไรสุทธิที่เกิดจากกิจการโดยชอบธรรม]
[แต้มแลกเปลี่ยนสามารถใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของและองค์ความรู้ตามรายการที่กำหนด]
[โปรดทราบ: ระบบไม่สามารถสร้างเงินสดได้โดยตรง ไม่สามารถมอบทรัพยากรได้อย่างไร้ขีดจำกัด และไม่สามารถรับประกันความสำเร็จของกิจการ]
ซูจิ่วหนิงอ่านข้อความที่ปรากฏขึ้นในความคิดอย่างละเอียด
ทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นยังพอเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่การมีระบบแลกเปลี่ยนติดตัวมาด้วยนั้นเหนือความคาดหมายไปมาก
เธอพยายามควบคุมความตื่นเต้น ก่อนถามอย่างเป็นระบบ
“แต้มที่ได้คำนวณจากอะไร?”
[คำนวณจากกำไรสุทธิที่ผ่านการบันทึกและตรวจสอบได้]
“ถ้าฉันขายของได้เงินมาก แต่ต้นทุนสูง ก็จะได้แต้มน้อยใช่ไหม?”
[ถูกต้อง]
“ถ้าฉันยืมเงินคนอื่นมาหมุนเวียน แล้วนำเงินนั้นมาบันทึกเป็นกำไรล่ะ?”
[ระบบไม่ยอมรับเงินต้นจากการกู้ยืมเป็นผลกำไร]
ซูจิ่วหนิงพยักหน้าอย่างพอใจ
อย่างน้อยระบบนี้ก็ไม่ได้เปิดช่องให้สร้างแต้มจากตัวเลขที่ไม่มีอยู่จริง
“แล้วตอนนี้ฉันมีแต้มเท่าไร?”
[แต้มแลกเปลี่ยนปัจจุบัน: 3 แต้ม]
[แหล่งที่มา: กำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ]
เธอก้มมองสมุดบัญชีอีกครั้ง ก่อนถามต่อ
“แลกอะไรได้บ้าง?”
ภาพรายการสิ่งของหลายรายการปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ แต่ละรายการมีชื่อ คำอธิบาย และจำนวนแต้มที่ต้องใช้
เมล็ดพันธุ์ผักพื้นฐาน
ชุดเครื่องมือช่างขนาดเล็ก
ผ้าพันแผลและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
ตำราการจัดการบัญชีและการควบคุมต้นทุน
คู่มือการถนอมอาหาร
อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจในเมืองชายแดน
แต่สิ่งที่ทำให้เธอสะดุดตามากที่สุดคือรายการเครื่องมือช่างและตำราบัญชี เพราะทั้งสองอย่างอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของโรงเตี๊ยมได้จริง
“มีอาวุธหรือกระสุนขายไหม?”
[รายการแลกเปลี่ยนไม่สามารถมอบอาวุธหรือกระสุนได้อย่างไร้ขีดจำกัด]
คำตอบนั้นทำให้เธอถอนหายใจ
เธอไม่ได้หวังว่าจะได้อาวุธฟรีอยู่แล้ว แต่ก็อดเสียดายไม่ได้เล็กน้อย
หากต้องเผชิญหน้ากับคนของกัวเทียนป้าอีก เธอก็คงต้องระวังเรื่องกระสุนที่เหลืออยู่มากกว่าเดิม
“ถ้าฉันต้องการแลกของ ต้องทำอย่างไร?”
[เลือกสิ่งของที่ต้องการ ระบบจะหักแต้มตามราคาที่กำหนด]
[สิ่งของที่แลกแล้วไม่สามารถคืนเป็นแต้มได้]
ซูจิ่วหนิงพิจารณารายการอีกครั้ง ก่อนเลือกตำราการจัดการบัญชีและการควบคุมต้นทุน
[ตำราการจัดการบัญชีและการควบคุมต้นทุน: 2 แต้ม]
[แต้มคงเหลือหลังแลกเปลี่ยน: 1 แต้ม]
[ยืนยันการแลกเปลี่ยนหรือไม่?]
เธอลังเลเพียงครู่เดียว
หากไม่มีความรู้และระบบบัญชีที่ดี ต่อให้มีแต้มมากกว่านี้ก็อาจไม่สามารถรักษากิจการไว้ได้ การลงทุนกับความรู้จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้
“ยืนยัน”
แสงสีขาววาบขึ้นตรงหน้าชั่วขณะ ก่อนตำราปกสีน้ำตาลเล่มหนึ่งจะปรากฏอยู่บนโต๊ะ
ซูจิ่วหนิงมองหนังสือเล่มนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนรีบเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา
มันเป็นหนังสือจริง ๆ มีน้ำหนัก มีหน้ากระดาษ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี การคำนวณต้นทุน การวิเคราะห์กำไร และการบริหารเงินหมุนเวียน
เธอเปิดอ่านสองสามหน้าแล้วพบว่ารายละเอียดบางส่วนมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิธีแยกเงินทุนออกจากกำไร และการตรวจสอบรายการบัญชีที่ผิดปกติ
หากนำหลักการเหล่านี้มาใช้กับโรงเตี๊ยม ก็อาจช่วยให้เธอรู้ได้เร็วขึ้นว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดสูงเกินไป และรายการหนี้ใดควรตรวจสอบเพิ่มเติม
หญิงสาวปิดหนังสืออย่างระมัดระวัง ก่อนหันไปมองอาหลานที่ยังคงเก็บร้านโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“คุณหนูคะ หนังสือเล่มนั้นมาจากไหนหรือคะ?”
ซูจิ่วหนิงชะงัก ก่อนยกหนังสือขึ้นเล็กน้อย
“ฉันได้มาจากของที่เก็บไว้ในห้องบัญชีค่ะ เห็นว่ามีประโยชน์เลยหยิบออกมาอ่าน”
เธอไม่ได้อยากโกหกคนที่ช่วยเหลือเธอ แต่ก็ไม่อาจอธิบายเรื่องระบบที่เพิ่งปรากฏขึ้นได้ในตอนนี้
อาหลานพยักหน้าโดยไม่ได้สงสัยอะไรต่อ
ซูจิ่วหนิงเก็บตำราไว้ในห้องบัญชี แล้วกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน
เธอลองเปิดระบบอีกครั้ง ก่อนพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนเพิ่มเติม
[คำแนะนำสำหรับผู้ครอบครอง]
[การขยายกิจการควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของรายรับที่ตรวจสอบได้]
[การก่อหนี้เกินกำลังชำระอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการ]
[ระบบจะไม่ชำระหนี้แทนผู้ครอบครอง และไม่สามารถใช้แทนการวางแผนธุรกิจได้]
ซูจิ่วหนิงอ่านแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณที่เตือนค่ะ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะรวยทางลัดอยู่แล้ว”
เธอปิดระบบ แล้วหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาเขียนยอดขายของวันแรกอย่างละเอียด
รายรับทั้งหมดถูกแยกออกจากเงินต้นทุน เงินที่ต้องใช้ซื้อวัตถุดิบสำหรับวันรุ่งขึ้นถูกกันไว้ก่อน ส่วนกำไรที่เหลือจะเก็บไว้เป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
เธอไม่คิดจะนำเงินทั้งหมดไปใช้เพียงเพราะมีระบบช่วยเหลือ
แต้มสามแต้มที่ได้รับในวันนี้ไม่มากพอจะเปลี่ยนชะตาของโรงเตี๊ยมในทันที และระบบก็ไม่ได้ทำให้หนี้หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญหายไป
ถึงอย่างนั้น เธอก็ได้เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้เดินหน้าต่อไปได้
ในเมืองที่ทุกอย่างต้องแลกด้วยเงิน ความรู้และความสามารถในการสร้างกำไรอาจเป็นทรัพย์สินที่มีค่ากว่าทองคำเสียอีก
ช่วงเย็นวันเดียวกัน รถม้าสีดำแล่นผ่านถนนที่มุ่งไปยังเขตเหมืองทอง
จ้านถิงเซียวนั่งอ่านรายงานอยู่ภายในรถ ขณะที่เว่ยเฉิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรายงานยอดการขนส่งประจำวัน
“วันนี้โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณขายอาหารได้หมดก่อนบ่ายครับ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“เร็วขนาดนั้น?”
“ครับ เมนูใหม่ของเธอได้รับความสนใจจากคนงานเหมืองกับพ่อค้าหลายคน”
จ้านถิงเซียววางรายงานลง
“ขายอะไร?”
“เกี๊ยวครับ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ
“กำไรเท่าไร?”
“ยังไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่จากจำนวนลูกค้า คงมีรายรับพอสมควร”
จ้านถิงเซียวมองออกไปนอกหน้าต่าง
เขาไม่ได้คิดว่าอาหารจานเดียวจะช่วยให้โรงเตี๊ยมพ้นจากวิกฤตได้ แต่การที่ซูจิ่วหนิงเริ่มสร้างรายรับตั้งแต่วันแรกก็แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เพียงดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผล
“ให้คนตรวจสอบราคาวัตถุดิบในตลาดด้วย”
เว่ยเฉิงรับคำสั่ง
“คุณจ้านคิดว่าเธอจะทำให้โรงเตี๊ยมรอดได้หรือครับ?”
จ้านถิงเซียวไม่ตอบในทันที
ภาพหญิงสาวที่ยืนปฏิเสธข้อเสนอของเขากลับมาอยู่ในความคิดอีกครั้ง เธอไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ และไม่มีเครือข่ายสนับสนุนมากพอ แต่กลับสามารถหาทางเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเขา
“ฉันไม่รู้” เขาตอบตามตรง “แต่ถ้าเธอทำได้จริง โรงเตี๊ยมแห่งนั้นก็จะมีค่ามากกว่าราคาที่ฉันเคยเสนอ”
เว่ยเฉิงมองเจ้านายอย่างประหลาดใจ
จ้านถิงเซียวไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงหยิบเอกสารอีกฉบับขึ้นมาอ่าน ขณะที่รถม้าแล่นต่อไปตามถนน
สำหรับเขา โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ
แต่สำหรับซูจิ่วหนิง ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ และเธอจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแย่งมันไปง่าย ๆ
คืนนี้เธอมีเงินทุนเหลือน้อย มีหนี้สินรอการตรวจสอบ และมีศัตรูที่พร้อมจะกลับมาสร้างปัญหา
ทว่าเธอก็มีรายรับก้อนแรก มีตำราที่ช่วยให้จัดการบัญชีได้ดีขึ้น และมีระบบที่อาจมอบทรัพยากรที่จำเป็นในเวลาคับขัน
ซูจิ่วหนิงปิดสมุดบัญชี ก่อนมองออกไปยังถนนหน้าร้าน
เธอไม่ได้ต้องการให้ระบบสร้างอาณาจักรให้สำเร็จแทนตัวเอง
เธอต้องการเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้เธอเดินไปถึงเป้าหมายได้ด้วยสองมือของตัวเอง
และหากวันหนึ่งเธอสามารถทำให้โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นกิจการที่ไม่มีใครกล้าดูแคลนได้จริง เธอจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีเจ้าพ่อเหมืองทองคอยช่วยเหลือ จึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ในแดนเถื่อนได้
