บทที่ 6 บัญชีที่ถูกแต่งขึ้น
ตำราการจัดการบัญชีถูกวางไว้ข้างสมุดรายรับรายจ่ายของโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ ก่อนเริ่มตรวจตัวเลขที่จดไว้เมื่อคืนอีกครั้ง
การมีระบบหอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดนช่วยเพิ่มทางเลือกให้เธอ แต่สิ่งที่ต้องจัดการก่อนยังคงเป็นปัญหาตรงหน้า เงินทุนมีจำกัด หนี้ก้อนใหญ่ยังค้างอยู่ และคนของกัวเทียนป้าอาจกลับมาหาเรื่องได้ทุกเมื่อ
เธอไม่อาจหวังพึ่งแต้มแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว ยิ่งไม่ควรใช้แต้มกับสิ่งของที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดคือรู้ให้แน่ชัดว่า หนี้หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญที่เจ้าหนี้เรียกร้องนั้นเกิดจากอะไรบ้าง
ซูจิ่วหนิงเปิดสมุดบัญชีเล่มเก่าที่บิดาทิ้งไว้ รายการด้านในเขียนด้วยลายมือหลายแบบ บางหน้ามีรอยหมึกเลอะ บางหน้าถูกฉีกออกไปจนเหลือเพียงเศษกระดาษติดอยู่กับสันสมุด
เธอไล่ดูตั้งแต่รายการซื้อแป้ง เนื้อสัตว์ น้ำมันตะเกียง ไปจนถึงค่าใช้จ่ายซ่อมแซมหลังคา
ทุกอย่างดูยุ่งเหยิง แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขอย่างละเอียด เธอกลับพบว่ามีรายการบางส่วนถูกบันทึกซ้ำอย่างน่าสงสัย
“อาหลานคะ ก่อนหน้านี้ใครเป็นคนดูแลบัญชีของโรงเตี๊ยม?”
อาหลานที่กำลังเช็ดโต๊ะหยุดมือ
“เมื่อก่อนคุณท่านเป็นคนดูเองค่ะ แต่ช่วงที่ท่านป่วยหนัก มีคนจากสำนักงานเจ้าหนี้มาช่วยจัดเอกสารให้”
“คนจากสำนักงานเจ้าหนี้?”
“ค่ะ พวกเขาบอกว่าคุณท่านไม่มีแรงตรวจบัญชี จึงจะช่วยรวบรวมรายการหนี้ให้เรียบร้อย ตอนนั้นฉันดูแลครัว ไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งกับห้องบัญชีเท่าไร”
ซูจิ่วหนิงเงยหน้าขึ้น
“จำได้ไหมคะว่าเป็นใคร?”
“ฉันจำหน้าคนหนึ่งได้ค่ะ เขาใส่เสื้อกั๊กสีน้ำตาล มีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงคาง แต่ฉันไม่รู้ชื่อ”
หญิงสาวพยักหน้า ไม่ได้ซักถามต่อทันที
การที่คนของเจ้าหนี้เข้ามาจัดบัญชีไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องผิดปกติ แต่เมื่อหนี้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ควร เธอก็จำเป็นต้องตรวจสอบที่มาอย่างละเอียด
“แล้วซ่งอวี้หลันล่ะคะ วันนี้เธอจะมาหรือเปล่า?”
“คุณซ่งบอกว่าจะนำสมุดบัญชีเก่ามาให้ค่ะ น่าจะมาถึงในอีกไม่นาน”
“ดีเลยค่ะ ถ้าเธอมาแล้ว ช่วยเชิญเข้าห้องบัญชีด้วยนะคะ”
ซูจิ่วหนิงกลับไปตรวจเอกสารต่อ
รายการหนึ่งระบุว่าบิดาของเธอกู้เงินจำนวนสามร้อยเหรียญ เพื่อนำไปซ่อมหลังคาและซื้อวัตถุดิบเข้าร้าน แต่ในเอกสารเรียกหนี้ฉบับใหม่ เงินต้นกลับกลายเป็นหกร้อยเหรียญ ทั้งยังมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหลายรอบ
เธอใช้กระดาษอีกแผ่นจดตัวเลขแยกออกมา
เงินต้นเดิมสามร้อยเหรียญ
ดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญา
ยอดชำระที่มีหลักฐาน
ยอดคงเหลือที่เจ้าหนี้เรียกร้อง
เมื่อคำนวณคร่าว ๆ ตัวเลขที่ควรเหลืออยู่ต่ำกว่ายอดที่ถูกเรียกเก็บอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอยังไม่ด่วนสรุป เพราะต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและหลักฐานการชำระเงินก่อน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง
“คุณหนูคะ คุณซ่งมาถึงแล้วค่ะ”
“เชิญเธอเข้ามาเลยค่ะ”
ซ่งอวี้หลันเดินเข้ามาพร้อมสมุดบัญชีสองเล่มและห่อผ้าขนาดเล็ก เธอวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะ ก่อนมองกองเอกสารตรงหน้าซูจิ่วหนิง
“ดูเหมือนคุณจะเริ่มลงมือจัดการเรื่องนี้จริงจังแล้วนะ”
“ถ้าฉันไม่ทำ โรงเตี๊ยมก็คงถูกยึดก่อนจะมีโอกาสขายเกี๊ยวอีกค่ะ” ซูจิ่วหนิงเลื่อนเก้าอี้ให้อีกฝ่าย “นั่งก่อนค่ะ ฉันอยากให้คุณช่วยดูตัวเลขพวกนี้หน่อย”
ซ่งอวี้หลันนั่งลงแล้วเปิดห่อผ้า ข้างในเป็นสมุดบัญชีเก่าที่ปกเริ่มหลุดลุ่ย
“นี่คือสำเนารายการที่ฉันเคยช่วยบันทึกให้คุณพ่อของคุณ ตอนนั้นฉันยังไม่ใช่หุ้นส่วนของร้าน แค่ช่วยเขียนบัญชีช่วงที่คนงานขาดมือ”
ซูจิ่วหนิงรับสมุดมาอย่างระมัดระวัง
“คุณเก็บไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรือคะ?”
“ฉันเป็นคนชอบเก็บบันทึกค่ะ เพราะคิดว่าตัวเลขทุกตัวควรมีที่มา คุณพ่อของคุณก็เคยบอกเสมอว่า ถ้าไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน วันหนึ่งเราจะไม่เหลืออะไรเลย”
คำพูดนั้นทำให้ซูจิ่วหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
แม้เธอจะไม่คุ้นเคยกับบิดาในร่างนี้มากนัก แต่คำสอนดังกล่าวกลับฟังดูเป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจควรยึดถืออย่างยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มจากเงินกู้ก้อนแรกกันค่ะ”
ทั้งสองคนเปิดสมุดบัญชีคนละเล่มแล้วเทียบรายการทีละหน้า
ซ่งอวี้หลันเป็นคนจำรายละเอียดเก่า ๆ ได้ดี เธออธิบายว่าบิดาของซูจิ่วหนิงเคยกู้เงินจากสำนักงานเงินกู้แห่งหนึ่งเพื่อนำมาซ่อมหลังคาและซื้อเสบียง หลังจากนั้นก็ทยอยชำระคืนเป็นงวด ๆ ตามรายได้ของโรงเตี๊ยม
“ฉันจำได้ว่ามีการจ่ายเงินไปแล้วอย่างน้อยสองครั้ง” ซ่งอวี้หลันชี้ไปยังบันทึกเก่า “ครั้งแรกห้าสิบเหรียญ ครั้งที่สองอีกสี่สิบเหรียญ คุณพ่อของคุณให้ฉันลงวันที่ไว้ด้วย”
ซูจิ่วหนิงรีบค้นเอกสารเรียกหนี้ฉบับใหม่
“แต่ในเอกสารนี้เขาระบุว่ายังไม่เคยชำระเลยค่ะ”
ซ่งอวี้หลันขมวดคิ้ว
“อะไรนะ?”
“ตรงนี้ค่ะ เขียนว่าหนี้เงินต้นสามร้อยเหรียญยังคงค้างเต็มจำนวน และดอกเบี้ยถูกคำนวณต่อเนื่องจากยอดดังกล่าว”
หญิงสาวเลื่อนกระดาษให้อีกฝ่ายดู
ซ่งอวี้หลันก้มอ่านอยู่พักหนึ่ง สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“นี่ไม่ถูกต้องแล้ว เงินที่ชำระไปต้องถูกหักออกจากยอดคงเหลือสิ”
“ใช่ค่ะ แต่ฉันยังไม่อยากกล่าวหาว่าใครจงใจปลอมแปลง เราต้องดูว่าสัญญาเดิมเขียนไว้อย่างไร และเงินที่จ่ายไปมีหลักฐานอะไรบ้าง”
ซูจิ่วหนิงหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา เขียนหัวข้อสี่รายการ ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ย การชำระคืน และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
จากนั้นเธอก็แยกยอดหนี้ออกเป็นส่วน ๆ โดยไม่ยอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเหมือนในเอกสารของเจ้าหนี้
การตรวจสอบดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง
ยิ่งพวกเธอเทียบตัวเลขมากเท่าไร ความผิดปกติก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
บางรายการถูกบันทึกซ้ำสองครั้ง บางรายการระบุว่ามีการส่งสินค้าให้โรงเตี๊ยม แต่ไม่มีหลักฐานรับของ ขณะที่บางรายการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มโดยไม่ปรากฏเงื่อนไขในสัญญาที่ซูจิ่วหนิงมีอยู่
ซ่งอวี้หลันหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาเทียบกับสมุดเก่า
“ดูนี่สิคะ รายการแป้งสามสิบถุง”
ซูจิ่วหนิงขยับเข้าไปดู
ในเอกสารเรียกหนี้ระบุว่าโรงเตี๊ยมรับแป้งสามสิบถุงในราคาถุงละสี่เหรียญ รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ แต่ในบัญชีเดิมกลับมีบันทึกเพียงการรับแป้งสิบถุง
“ถ้ารับของเพียงสิบถุง ทำไมถึงคิดเงินสามสิบถุง?” ซูจิ่วหนิงถาม
“ฉันไม่รู้ค่ะ ตอนนั้นฉันไม่ได้เป็นคนรับสินค้า แต่ฉันจำได้ว่าช่วงนั้นโรงเตี๊ยมมีปัญหาขาดแป้งจริง ๆ หากมีแป้งเข้ามาถึงสามสิบถุง เราคงไม่ต้องหยุดขายอาหารอยู่หลายวัน”
ซูจิ่วหนิงใช้ปลายปากกาวงรายการดังกล่าว
“เราจะทำเครื่องหมายไว้ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบกับคนส่งสินค้า หากเขายังมีบัญชีเก็บอยู่ เราอาจหาหลักฐานเพิ่มเติมได้”
“แล้วรายการอื่นล่ะคะ?”
“เราจะตรวจทีละรายการค่ะ อย่าเพิ่งรีบตัดสินจากข้อสงสัยเพียงอย่างเดียว”
เธอรู้ดีว่าการกล่าวหาคนมีอิทธิพลโดยไม่มีหลักฐานอาจย้อนกลับมาทำร้ายกิจการได้ ต่อให้ตัวเลขผิดจริง หากเธอไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าผิดอย่างไร อีกฝ่ายก็อาจใช้ข้ออ้างเรื่องการใส่ร้ายมาบีบบังคับเธอแทน
เมื่อรวบรวมรายการผิดปกติได้มากพอ ซูจิ่วหนิงจึงแยกเอกสารออกเป็นสามกอง
กองแรกเป็นหนี้ที่มีหลักฐานและควรตรวจสอบยอดชำระอีกครั้ง
กองที่สองเป็นรายการสินค้าที่ไม่มีหลักฐานยืนยันการส่งมอบ
กองสุดท้ายเป็นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ยังหาที่มาไม่ได้
เธอเขียนหัวข้อกำกับทุกกองอย่างชัดเจน
“ถ้าเราแยกหนี้แบบนี้ อย่างน้อยก็จะรู้ว่าต้องเจรจาเรื่องไหนบ้าง” ซ่งอวี้หลันกล่าว
“ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้คิดจะปฏิเสธหนี้ทั้งหมด ถ้าบิดาของฉันกู้เงินจริง ฉันก็ต้องรับผิดชอบส่วนที่ถูกต้อง แต่ฉันจะไม่ยอมจ่ายเงินให้กับสินค้าที่ไม่เคยได้รับ หรือดอกเบี้ยที่ไม่มีหลักฐานรองรับ”
ซ่งอวี้หลันมองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างชื่นชม
“คุณเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
ซูจิ่วหนิงเงยหน้าขึ้น
“เปลี่ยนไปอย่างไรคะ?”
“เมื่อก่อนคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องบัญชีเท่าไร แต่ตอนนี้คุณตรวจตัวเลขได้ละเอียดกว่าคนทำบัญชีบางคนเสียอีก”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ
“บางทีคนเราก็ต้องเรียนรู้เมื่อไม่มีทางเลือกค่ะ”
เธอไม่ได้อธิบายว่าความรู้บางส่วนมาจากตำราที่เพิ่งแลกมาจากระบบ อีกส่วนมาจากประสบการณ์ในโลกเดิมที่ทำให้เธอคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดการตัวเลข
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าที่มาของความรู้คือผลลัพธ์ตรงหน้า
หนี้หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญไม่ได้เป็นก้อนเดียวที่เธอต้องยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป
อย่างน้อยตอนนี้ เธอรู้แล้วว่ามีหลายรายการที่ควรถูกตรวจสอบ
ขณะที่ทั้งสองกำลังจัดเอกสาร เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังมาจากหน้าร้าน
อาหลานเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“คุณหนูคะ มีคนมาหาค่ะ เขาบอกว่ามาจากสำนักงานเจ้าหนี้”
ซูจิ่วหนิงวางปากกาลง
“มากี่คนคะ?”
“สองคนค่ะ คนหนึ่งฉันจำได้ว่าเคยมาที่นี่เมื่อหลายวันก่อน อีกคนเป็นชายร่างสูง สวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาล มีแผลเป็นตรงคาง”
ซ่งอวี้หลันหันมองซูจิ่วหนิงทันที
“คนที่คุณบอกว่ามาช่วยจัดบัญชีให้คุณพ่อใช่ไหม?”
“น่าจะเป็นคนเดียวกันค่ะ”
ซูจิ่วหนิงรวบรวมเอกสารที่ตรวจเสร็จแล้วใส่แฟ้ม ไม่ได้ซ่อนสมุดบัญชีเก่า เพียงวางมันไว้ด้านในให้พ้นสายตาจากประตู
“เชิญพวกเขาเข้ามาค่ะ”
ไม่นาน ชายสองคนก็เดินเข้ามาในห้องบัญชี
คนที่มีแผลเป็นตรงคางกวาดตามองโต๊ะ ก่อนหยุดสายตาที่กองเอกสารตรงหน้า
“ดูเหมือนคุณหนูซูจะยุ่งกับบัญชีมากทีเดียวนะครับ”
“กิจการของฉันกำลังจะถูกยึด ฉันก็ควรตรวจสอบบัญชีให้เรียบร้อยไม่ใช่หรือคะ?”
ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ
“ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ ยอดหนี้ถูกคำนวณไว้แล้ว คุณเพียงชำระตามกำหนด เรื่องก็จะจบ”
“ถ้ายอดหนี้ถูกคำนวณอย่างถูกต้องจริง การตรวจสอบก็คงไม่ทำให้ใครเดือดร้อนค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อย
“คุณกำลังสงสัยว่าสำนักงานของเราทำบัญชีผิดหรือ?”
“ฉันยังไม่ได้กล่าวหาใครค่ะ ฉันแค่พบว่ามีรายการบางอย่างไม่ตรงกัน จึงอยากขอเอกสารยืนยันเพิ่มเติม”
ซูจิ่วหนิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา แต่ไม่ได้ส่งให้เขา
“อย่างเช่นรายการแป้งสามสิบถุง ฉันอยากเห็นใบส่งสินค้าและหลักฐานการรับของ”
ชายคนนั้นชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติ
“เรื่องเก่า ๆ พวกนั้นใครจะจำได้หมดครับ? คุณพ่อของคุณเป็นคนสั่งสินค้าเอง รายการก็มีอยู่ในบัญชีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นคงมีใบรับสินค้าด้วยใช่ไหมคะ?”
“เอกสารบางส่วนอาจสูญหายไปตามกาลเวลา”
ซูจิ่วหนิงพยักหน้าช้า ๆ
“ถ้าเอกสารสูญหาย ฉันก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารับสินค้าครบสามสิบถุงจริงหรือไม่ ดังนั้นรายการนี้จึงยังต้องตรวจสอบต่อค่ะ”
ชายร่างสูงขยับตัวอย่างไม่พอใจ
“คุณหนูซู อย่าทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากเลยครับ คุณมีเวลาอีกไม่มาก หากยังมัวแต่ตรวจบัญชี วันครบกำหนดมาถึงแล้วคุณไม่มีเงินจ่าย โรงเตี๊ยมก็ต้องถูกยึดอยู่ดี”
“ฉันทราบกำหนดเวลาแล้วค่ะ และไม่ได้ปฏิเสธการชำระหนี้ที่ถูกต้อง”
“คุณพูดเช่นนี้เพราะคิดว่าจะมีใครช่วยหรือ?”
“ไม่ค่ะ ฉันพูดเพราะอยากให้ทุกฝ่ายยึดตามเอกสารที่ตรวจสอบได้”
ห้องบัญชีเงียบลงทันที
ซ่งอวี้หลันนั่งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ แม้จะกังวล แต่ก็ไม่พูดแทรก เพราะรู้ว่าซูจิ่วหนิงกำลังพยายามไม่ให้การสนทนากลายเป็นการทะเลาะกัน
ชายแผลเป็นมองแฟ้มเอกสารอีกครั้ง ก่อนยื่นกระดาษฉบับหนึ่งออกมา
“นี่คือหนังสือแจ้งยอดหนี้ล่าสุด คุณควรเตรียมเงินให้พร้อมภายในกำหนด หากผิดนัด สำนักงานจะดำเนินการตามสัญญา”
ซูจิ่วหนิงรับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียด
“ฉันขอสำเนาสัญญากู้ฉบับเต็มและรายการคำนวณดอกเบี้ยด้วยค่ะ รวมถึงใบรับสินค้าสำหรับรายการที่ฉันแจ้งไว้”
ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอ
“คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงจะสั่งให้สำนักงานของเราทำงานตามใจ?”
“ฉันเป็นลูกหนี้ที่กำลังขอตรวจสอบยอดหนี้ค่ะ ไม่ใช่คนที่ต้องยอมรับตัวเลขทุกอย่างโดยไม่มีสิทธิ์ถาม”
อีกฝ่ายจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับเอกสารที่เหลือเก็บเข้ากระเป๋า
“ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ดูแลทราบ แต่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าคิดว่าการหาข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้คุณหนีพ้นหนี้ก้อนนี้ได้”
“ฉันไม่เคยคิดจะหนีค่ะ”
ซูจิ่วหนิงสบตาเขาอย่างสงบ
“ฉันเพียงต้องการจ่ายในจำนวนที่ถูกต้องเท่านั้น”
ชายทั้งสองเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้ให้เอกสารเพิ่มเติม
เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป ซ่งอวี้หลันจึงถอนหายใจยาว
“ฉันคิดว่าเขาจะโกรธจนทำอะไรสักอย่างเสียอีก”
“เขายังไม่ทำ เพราะตอนนี้เขายังไม่มีเหตุผลที่จะทำให้เรื่องใหญ่ขึ้นค่ะ” ซูจิ่วหนิงตอบ “แต่หลังจากนี้เราต้องระวังตัวมากกว่าเดิม”
เธอมองเอกสารที่อีกฝ่ายนำมาให้ ก่อนเปิดดูหน้าสุดท้าย
ในนั้นมีข้อความระบุว่า หากไม่ชำระเงินภายในกำหนด เจ้าหนี้มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอให้ยึดทรัพย์สินตามเงื่อนไขในสัญญา
ซูจิ่วหนิงอ่านซ้ำอีกครั้ง แล้วจดข้อความสำคัญลงในสมุด
“ฉันต้องการรู้ว่าพวกเขาใช้สัญญาฉบับไหนเป็นหลัก หากมีข้อกำหนดที่ไม่ตรงกับเอกสารเดิม เราก็ต้องแยกให้ชัด”
ซ่งอวี้หลันพยักหน้า
“ฉันจะลองถามคนที่เคยทำงานกับสำนักงานเงินกู้ บางทีอาจมีคนจำรายละเอียดการชำระเงินครั้งเก่าได้”
“ขอบคุณค่ะ แต่ขอให้ระวังด้วยนะคะ ฉันไม่อยากให้คุณเดือดร้อนเพราะเรื่องของฉัน”
“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณแล้วค่ะ” ซ่งอวี้หลันตอบหนักแน่น “ถ้าโรงเตี๊ยมถูกยึด คนที่เคยทำงานที่นี่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ฉันเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเงินที่คุณพ่อของคุณจ่ายไป”
ซูจิ่วหนิงมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มให้
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนที่เคยร่วมงานกับบิดาจึงยอมกลับมาช่วยเหลือ
ไม่ใช่เพราะทุกคนเชื่อว่าเธอจะประสบความสำเร็จ แต่เพราะยังมีคนที่ต้องการเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นกับโรงเตี๊ยมแห่งนี้
เมื่อซ่งอวี้หลันกลับไปแล้ว ซูจิ่วหนิงยังคงนั่งอยู่ในห้องบัญชี
เธอจัดเอกสารทุกแผ่นให้เป็นหมวดหมู่ ก่อนบันทึกวันที่และแหล่งที่มาของข้อมูลไว้ด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้เอกสารปะปนกันในภายหลัง
จากนั้นจึงเปิดระบบหอแลกเปลี่ยนไร้พรมแดนขึ้นมาอีกครั้ง
แต้มคงเหลือของเธอยังมีเพียงหนึ่งแต้ม และยังไม่มีผลกำไรใหม่มากพอให้ระบบเพิ่มแต้มให้
เธอเลื่อนดูรายการแลกเปลี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดระบบลง
ถึงจะมีตำราการจัดการบัญชีอยู่ในมือ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือหลักฐานจากโลกจริง สมุดเก่า ใบรับสินค้า ลายเซ็น และคำยืนยันจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
ระบบไม่สามารถสร้างหลักฐานที่ไม่เคยมีอยู่ได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าบุคคลใดกำลังพูดความจริง
เรื่องนี้เธอต้องจัดการด้วยตัวเอง
ซูจิ่วหนิงหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำในวันถัดไป
หนึ่ง ตรวจสอบใบรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรายการแป้งสามสิบถุง
สอง ค้นหาหลักฐานการชำระเงินกู้สองครั้ง
สาม ขอสำเนาสัญญาเงินกู้ฉบับเต็ม
สี่ แยกยอดหนี้ที่มีหลักฐานออกจากรายการที่ยังตรวจสอบไม่ได้
ห้า เก็บเงินสำรองสำหรับค่าจ้างพนักงานและวัตถุดิบ
เมื่อเขียนเสร็จ เธอก็พับกระดาษเก็บไว้ในแฟ้ม
ภายนอกหน้าต่าง เมืองเรดร็อกเริ่มเงียบลง แต่ซูจิ่วหนิงรู้ดีว่าความเงียบนี้ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะจบลง
คนของกัวเทียนป้าต้องการควบคุมธุรกิจและเส้นทางสินค้า ส่วนสำนักงานเจ้าหนี้ก็ต้องการให้เธอยอมรับยอดหนี้โดยไม่ตั้งคำถาม
หากเธอปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณคงไม่มีทางรอด
แต่หากเธอสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเลขเหล่านั้นผิดพลาดอย่างไร เธอก็อาจมีโอกาสต่อรองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ซูจิ่วหนิงปิดสมุดบัญชีเล่มสุดท้าย ก่อนลุกขึ้นดับตะเกียง
คืนนี้เธอยังไม่ได้คำตอบทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ชัดแล้ว
หนี้หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่เธอต้องหาเงินมาชำระอีกต่อไป
มันคือยอดเงินที่ต้องได้รับการตรวจสอบทุกเหรียญ และเธอจะไม่ยอมให้ใครใช้ตัวเลขที่ไม่มีหลักฐานมาพรากโรงเตี๊ยมไปจากมือของเธอ
