บทที่ 7 เกี๊ยวหนึ่งชามกับเงินก้อนแรก
ซูจิ่วหนิงตื่นขึ้นพร้อมกับแผนการขายอาหารที่เรียงลำดับอยู่ในหัวอย่างชัดเจน วันนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะขายเพียงเกี๊ยวที่ทำไว้จำนวนจำกัดเหมือนวันก่อน แต่จะเริ่มสร้างลูกค้าประจำให้กับโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณอย่างจริงจัง
เงินทุนที่เหลืออยู่ไม่มากพอให้ทดลองผิดพลาดหลายครั้ง เธอจึงต้องเลือกเมนูที่ใช้วัตถุดิบร่วมกันได้ ทำไม่ยาก และสามารถควบคุมต้นทุนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หญิงสาวเดินเข้าไปในครัว ตรวจดูแป้ง เนื้อสัตว์ ต้นหอม และเครื่องปรุงที่เหลืออยู่ ก่อนหยิบกระดาษมาจดจำนวนวัตถุดิบที่ต้องซื้อเพิ่ม
“อาหลานคะ วันนี้เราจะขายเกี๊ยวน้ำกับเกี๊ยวทอดเหมือนเดิม แต่ฉันจะเพิ่มน้ำซุปให้เลือกสองแบบค่ะ”
อาหลานที่กำลังเติมฟืนเข้าเตาหันมามอง
“สองแบบหรือคะ?”
“แบบแรกเป็นน้ำซุปใส รสกลมกล่อม ส่วนอีกแบบจะปรุงให้เข้มข้นขึ้น เหมาะกับคนที่ชอบอาหารรสจัด เราจะยังไม่เพิ่มเมนูอื่นมากนัก เพราะต้องควบคุมต้นทุนก่อน”
“แล้วจะทำพอขายหรือคะ? เมื่อวานลูกค้ามาตอนบ่าย เกี๊ยวก็หมดแล้ว”
“วันนี้เราจะเตรียมเพิ่มค่ะ แต่ไม่มากเกินไป”
ซูจิ่วหนิงอธิบายพร้อมเปิดสมุดบัญชี
“เมื่อวานเราขายอาหารได้หลายชามก็จริง แต่ถ้าเตรียมมากเกินความต้องการแล้วขายไม่หมด วัตถุดิบที่เหลือจะกลายเป็นต้นทุนสูญเปล่า ฉันอยากให้เราค่อย ๆ เพิ่มจำนวนตามยอดขายจริง”
อาหลานพยักหน้า แม้จะยังไม่เข้าใจเรื่องการคำนวณทั้งหมด แต่ก็เห็นด้วยว่าการทำอาหารทิ้งไว้มากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
ซูจิ่วหนิงแบ่งงานให้คนดูแลร้านช่วยเตรียมผักและจัดโต๊ะ ส่วนตัวเองลงมือผสมแป้ง นวดจนเนื้อเนียน แล้วแบ่งออกเป็นก้อนเล็ก ๆ สำหรับรีดเป็นแผ่นเกี๊ยว
เธอเลือกใช้เนื้อหมูสับผสมต้นหอมและเครื่องปรุงที่หาได้ในตลาด แม้เครื่องเทศในเมืองชายแดนจะมีไม่ครบเหมือนโลกเดิม แต่เธอก็ปรับสูตรให้เข้ากับวัตถุดิบที่มีอยู่ได้
น้ำซุปหม้อแรกถูกเคี่ยวด้วยกระดูกที่ซื้อมาในราคาประหยัด ส่วนหม้อที่สองเพิ่มเครื่องปรุงให้รสชัดขึ้นเล็กน้อย โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพง
ระหว่างทำอาหาร เธอจดปริมาณส่วนผสมทุกอย่างลงในสมุด เพื่อให้สามารถทำซ้ำได้โดยรสชาติไม่เปลี่ยนมากนัก
เมื่อเกี๊ยวชุดแรกเสร็จเรียบร้อย ซูจิ่วหนิงก็ยกชามหนึ่งมาวางตรงหน้าอาหลาน
“ลองชิมดูค่ะ”
อาหลานใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาชิม ก่อนคีบเกี๊ยวเข้าปาก ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นทันที
“อร่อยกว่าวันก่อนอีกนะคะคุณหนู!”
“จริงหรือคะ?”
“จริงค่ะ น้ำซุปหอมขึ้น ส่วนไส้เกี๊ยวก็ไม่แห้งเหมือนครั้งแรก”
ซูจิ่วหนิงยิ้มพอใจ
“ดีค่ะ ถ้าคุณยังรู้สึกว่าอร่อยเหมือนเดิมตอนกินชามที่สาม เราก็ถือว่าสูตรนี้ผ่าน”
อาหลานหัวเราะออกมา
“ฉันจะกินถึงสามชามเลยหรือคะ?”
“ถ้าคุณอยากช่วยทดสอบรสชาติ ฉันก็ไม่ขัดค่ะ แต่ต้องจ่ายเงินเหมือนลูกค้าคนอื่นนะคะ”
“คุณหนู!”
เสียงหัวเราะของทั้งสองคนทำให้บรรยากาศในครัวผ่อนคลายขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
แต่ซูจิ่วหนิงไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเพลิดเพลินอยู่นาน เธอหยิบป้ายไม้ที่เขียนเมนูไว้แล้วนำออกไปตั้งหน้าร้าน พร้อมเพิ่มข้อความสั้น ๆ ว่า
เกี๊ยวทำสด น้ำซุปเคี่ยวเอง ราคาชัดเจน
เธอไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง ไม่อ้างว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดในเมือง เพียงบอกสิ่งที่ร้านสามารถทำได้จริง
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกค้ากลุ่มแรกก็เริ่มเดินเข้ามา
ชายวัยกลางคนที่ทำงานขนส่งเป็นคนแรก เขาเคยมาซื้อเกี๊ยวทอดเมื่อวานและกลับไปเล่าให้เพื่อนฟัง วันนี้จึงชวนคนงานอีกสองคนมาด้วย
“ขอเกี๊ยวน้ำสามชาม เอาน้ำซุปเข้มข้นสองชาม อีกชามเป็นแบบธรรมดา”
“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”
ซูจิ่วหนิงรับคำสั่งแล้วเดินกลับเข้าครัว เธอตักเกี๊ยวใส่ชาม เติมน้ำซุป และโรยต้นหอมที่หั่นเตรียมไว้
อาหารทั้งสามชามถูกนำออกมาเสิร์ฟในเวลาไม่นาน
คนงานคนหนึ่งใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นชิม ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ
“รสชาติดีทีเดียว แถมราคาไม่แพงด้วย”
“ถ้าพวกคุณกลับมาซื้ออีก ฉันจะเพิ่มตัวเลือกให้ในอนาคตค่ะ” ซูจิ่วหนิงกล่าว “แต่ตอนนี้เรายังมีเมนูไม่มากนัก”
“ไม่เป็นไรหรอก มีอาหารร้อน ๆ กินตอนทำงานหนักก็ดีแล้ว”
คำพูดธรรมดานั้นทำให้เธอยิ้มออกมา
ลูกค้ากลุ่มแรกกินหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจ่ายเงินและออกจากร้านไป แต่ไม่นานก็มีลูกค้าใหม่เข้ามาอีกสองคน
คนหนึ่งสั่งเกี๊ยวทอด ส่วนอีกคนเลือกเกี๊ยวน้ำแบบเข้มข้น
ซูจิ่วหนิงเริ่มสังเกตว่าลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการอาหารที่กินอิ่มในราคาที่จ่ายไหว พวกเขาไม่ได้สนใจว่าร้านจะตกแต่งสวยงามเพียงใด หากอาหารมีรสชาติดี เสิร์ฟรวดเร็ว และไม่คิดราคาเอาเปรียบ ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะกลับมาอีก
เธอจึงจดรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงในสมุดไว้ทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่งอาหาร
จำนวนชามที่ขายได้
เมนูที่ได้รับความนิยม
เวลาที่ลูกค้าเข้าร้านมากที่สุด
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรสชาติและราคา
ข้อมูลเหล่านี้อาจดูไม่สำคัญสำหรับร้านเล็ก ๆ แต่สำหรับคนที่มีเงินทุนจำกัดอย่างเธอ มันช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้มาก
เมื่อถึงช่วงกลางวัน โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณมีลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โต๊ะไม้ที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีคนนั่งเกือบทุกตัว เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่กลิ่นน้ำซุปร้อน ๆ ลอยออกจากครัว
อาหลานเดินไปมาแทบไม่หยุดมือ แต่สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความยินดี
“คุณหนูคะ โต๊ะด้านในต้องการเกี๊ยวน้ำเพิ่มอีกสองชามค่ะ!”
“รับทราบค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ซูจิ่วหนิงกำลังยกชามไปส่งลูกค้าโต๊ะหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงชายอีกคนเรียกจากหน้าร้าน
“เถ้าแก่เนี้ย มีเกี๊ยวทอดเหลือไหม?”
เธอหันไปมองแล้วตอบอย่างสุภาพ
“มีค่ะ แต่เหลือไม่มากแล้ว ถ้าต้องการ ฉันจะทำชุดใหม่ให้”
“งั้นเอาสองจาน ฉันจะซื้อกลับไปให้คนที่ร้านด้วย”
“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่”
ชายคนนั้นยืนรอพลางมองรอบร้าน ก่อนถามขึ้นอย่างสนใจ
“ร้านนี้เปลี่ยนไปมากนะ เมื่อก่อนฉันผ่านมาทีไรก็เห็นแต่โต๊ะว่าง ๆ”
“เรากำลังปรับปรุงการบริการค่ะ หากมีอะไรที่ลูกค้าอยากให้แก้ไข สามารถบอกฉันได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขออย่างหนึ่งได้ไหม?”
“เชิญค่ะ”
“ครั้งหน้าเพิ่มอาหารที่กินกับข้าวได้หรือเปล่า? บางวันฉันอยากกินอะไรที่เป็นมื้อใหญ่หน่อย”
ซูจิ่วหนิงไม่ได้ตอบรับทันที แต่หยิบสมุดเล็กขึ้นมาจดคำขอไว้
“ฉันจะลองคำนวณต้นทุนดูก่อนค่ะ ถ้าทำได้โดยไม่เพิ่มราคามากเกินไป เราอาจเพิ่มเมนูนั้นในอนาคต”
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ
“ดี ฉันชอบร้านที่พูดกันตรง ๆ แบบนี้”
หลังลูกค้าคนสุดท้ายของช่วงกลางวันออกไป ซูจิ่วหนิงจึงมีเวลาตรวจสอบยอดขายเบื้องต้น
เกี๊ยวน้ำขายได้ยี่สิบสองชาม เกี๊ยวทอดขายได้สิบสี่จาน ส่วนขนมปังกับไข่ขายได้ห้าชุด
จำนวนดังกล่าวมากกว่าวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอยังไม่รีบสรุปว่าร้านประสบความสำเร็จแล้ว เพราะต้องรอดูว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่
อาหลานนั่งลงข้างโต๊ะพลางใช้ผ้าเช็ดเหงื่อ
“วันนี้ดีกว่าเมื่อวานมากเลยค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน เราคงหาเงินมาจ่ายค่าจ้างได้ในไม่ช้า”
“ฉันก็หวังแบบนั้นค่ะ แต่เราต้องกันเงินไว้ซื้อวัตถุดิบก่อน อย่าเพิ่งใช้เงินที่รับมาเหมือนเป็นกำไรทั้งหมด”
ซูจิ่วหนิงแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ แล้วบันทึกตัวเลขลงในสมุดบัญชี
เธอแยกเงินซื้อวัตถุดิบออกจากรายรับ จากนั้นจึงหักค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายอาหาร ส่วนเงินที่เหลือจึงนับเป็นกำไรเบื้องต้นของวัน
ตัวเลขไม่ได้มากมาย แต่ก็ทำให้เธอมองเห็นความเป็นไปได้ที่ชัดเจนขึ้น
หากควบคุมต้นทุนได้ และรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอ โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณก็อาจค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นได้จริง
“อาหลานคะ ช่วยจดจำนวนวัตถุดิบที่เหลือไว้ด้วยนะคะ พรุ่งนี้เราจะได้ซื้อของเท่าที่จำเป็น”
“ได้ค่ะ”
“แล้วก็อย่าลืมบันทึกเงินทุกครั้งที่มีการซื้อของหรือขายอาหาร ถ้าจำไม่ได้ให้จดทันที อย่ารอจนถึงตอนเย็น”
อาหลานรับสมุดเล่มเล็กไปถือ ก่อนมองตัวเลขในนั้นอย่างตั้งใจ
“ฉันจะพยายามค่ะ”
ซูจิ่วหนิงยิ้มให้เธอ
“ไม่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกก็ได้ค่ะ ขอแค่เราซื่อสัตย์กับตัวเลข และไม่ปล่อยให้มันหายไปโดยไม่มีคำอธิบายก็พอ”
ช่วงบ่ายมีเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ทำให้ซูจิ่วหนิงได้ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง
คนงานเหมืองสามคนเดินเข้าร้านมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เสื้อผ้าของพวกเขาเปื้อนฝุ่นและมีรอยสกปรกจากการทำงาน พวกเขานั่งลงที่โต๊ะใกล้ประตู ก่อนคนหนึ่งจะเรียกหาอาหาร
“เถ้าแก่เนี้ย ขออาหารที่กินอิ่มหน่อยได้ไหม? พวกเรายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า”
ซูจิ่วหนิงเดินเข้าไปหา
“ตอนนี้มีเกี๊ยวน้ำกับขนมปังไข่ค่ะ ถ้าต้องการ ฉันสามารถเพิ่มเกี๊ยวให้เป็นชามใหญ่ได้ แต่ราคาจะเพิ่มตามจำนวนที่สั่งนะคะ”
ชายคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ
“พูดตรงดีนี่ เอาแบบชามใหญ่สามชาม พวกเราหิวจนกินม้าได้ทั้งตัวแล้ว”
“ถ้ากินม้าทั้งตัวจริง ฉันคงต้องคิดราคาต่างหากค่ะ”
คนงานทั้งสามหัวเราะออกมาพร้อมกัน บรรยากาศที่ตึงเครียดจากความเหนื่อยล้าจึงคลายลงเล็กน้อย
ระหว่างรออาหาร ซูจิ่วหนิงสังเกตว่าคนหนึ่งมีแผลถลอกที่มือ เลือดแห้งติดอยู่บริเวณข้อนิ้ว
“มือคุณเป็นอะไรหรือคะ?”
ชายคนนั้นก้มมอง
“โดนขอบเหล็กบาดตอนทำงานครับ ไม่เป็นไร แผลแค่นี้เอง”
“ถ้าไม่ทำความสะอาด แผลอาจอักเสบได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
เธอไปหยิบผ้าสะอาด น้ำต้มที่ปล่อยให้เย็นลง และอุปกรณ์ทำแผลพื้นฐานที่มีอยู่ในร้าน ก่อนช่วยทำความสะอาดบริเวณบาดแผลอย่างระมัดระวัง
ชายคนนั้นมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูซูยังช่วยทำแผลให้ลูกค้าด้วยหรือครับ?”
“คุณเป็นลูกค้าของร้านค่ะ ถ้าช่วยได้ ฉันก็ช่วย”
“ขอบคุณมากครับ ปกติพวกเราไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องพวกนี้หรอก ขอแค่ยังทำงานไหวก็ต้องทำต่อ”
คำพูดนั้นทำให้ซูจิ่วหนิงนึกถึงสภาพของคนงานเหมืองในเมืองแห่งนี้
พวกเขาต้องทำงานหนักเพื่อแลกเงินเพียงเล็กน้อย และหากบาดเจ็บจนทำงานไม่ได้ ก็อาจสูญเสียรายได้ทันที
เธอไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสภาพของคนงานทั้งหมดในตอนนี้ แต่การให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยก็ไม่ได้ทำให้กิจการของเธอเสียหาย
หลังจากทำแผลเสร็จ เธอก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้ทั้งสามคน
“ระวังอย่าให้แผลเปียกสกปรกนะคะ ถ้ามีอาการบวมแดงหรือปวดมากขึ้น ควรไปพบหมอค่ะ”
“ครับ ผมจะระวัง”
คนงานทั้งสามกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจ่ายเงินและกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
ก่อนออกจากร้าน ชายที่ได้รับการทำแผลหันกลับมาพูดว่า
“พรุ่งนี้พวกเราจะมาที่นี่อีกนะครับ ผมจะชวนเพื่อนร่วมงานมาด้วย”
ซูจิ่วหนิงยิ้มรับ
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
เมื่อพวกเขาออกไป อาหลานก็เดินเข้ามาหา
“คุณหนูใจดีกับลูกค้าทุกคนแบบนี้ ระวังจะเหนื่อยเกินไปนะคะ”
“ฉันไม่ได้ช่วยทุกคนทุกเรื่องหรอกค่ะ ถ้าเป็นเรื่องที่เกินกำลัง เราก็ต้องรู้จักปฏิเสธ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ช่วยได้โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันก็ไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ทำ”
อาหลานพยักหน้า ก่อนกลับไปจัดโต๊ะต่อ
ซูจิ่วหนิงมองไปยังประตูร้านด้วยความคิดบางอย่าง
อาหารที่ดีอาจทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แต่ความจริงใจและการบริการที่เป็นธรรมก็ทำให้พวกเขาจดจำร้านได้เช่นกัน
เธอจะไม่ใช้เงินซื้อความภักดีของลูกค้า แต่จะทำให้พวกเขาอยากกลับมาเพราะได้รับสิ่งที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
เมื่อถึงช่วงเย็น โรงเตี๊ยมรุ่งอรุณก็ขายอาหารชุดสุดท้ายหมดลง
ซูจิ่วหนิงไม่ได้สั่งให้อาหลานทำอาหารเพิ่ม เพราะวัตถุดิบที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอสำหรับการเตรียมชุดใหม่โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่ม เธอเลือกปิดรับรายการอาหารตามเวลาที่กำหนด แล้วเริ่มตรวจสอบบัญชีประจำวัน
วันนี้รายรับจากการขายอาหารสูงกว่าวันก่อนอย่างชัดเจน แต่เมื่อหักต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว เงินที่เหลือจริงไม่ได้มากเท่ากับจำนวนเหรียญในกล่องเก็บเงิน
เธอจึงไม่รีบนำกำไรไปซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น
เงินส่วนหนึ่งถูกกันไว้ซื้อวัตถุดิบสำหรับวันถัดไป อีกส่วนถูกเก็บเป็นเงินสำรอง ส่วนที่เหลือจึงเป็นกำไรสุทธิที่สามารถนำไปใช้ชำระค่าใช้จ่ายค้างจ่ายได้
ซูจิ่วหนิงเขียนยอดทั้งหมดลงในสมุด แล้วตรวจซ้ำอีกครั้งก่อนปิดบัญชี
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในความคิด
ติ๊ง!
[ตรวจพบกำไรสุทธิจากกิจการโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ]
[กำลังประเมินผลประกอบการ]
[แต้มแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นตามผลกำไรที่ตรวจสอบได้]
เธอเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
[แต้มแลกเปลี่ยนคงเหลือ: 2 แต้ม]
ซูจิ่วหนิงมองตัวเลขนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมาอย่างพอใจ
แต้มที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทันที แต่เป็นหลักฐานว่าการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง
เธอเลื่อนดูรายการแลกเปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้ให้ความสนใจกับเมล็ดพันธุ์ผักพื้นฐานและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
หากปลูกผักบางชนิดไว้เอง โรงเตี๊ยมก็อาจลดต้นทุนในระยะยาวได้ แต่ต้องมีพื้นที่ น้ำ และแรงงานเพียงพอ ส่วนอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอาจจำเป็นในเมืองที่เต็มไปด้วยคนงานเหมืองและการเดินทางที่เสี่ยงอันตราย
อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่เลือกแลกสิ่งใดในตอนนี้
แต้มสองแต้มมีค่ามากเกินกว่าจะใช้โดยไม่มีแผนรองรับ
หญิงสาวปิดหน้าต่างระบบ ก่อนนำสมุดบัญชีไปเก็บในลิ้นชักที่ล็อกไว้
วันนี้เธอได้กำไรเพิ่มขึ้น มีลูกค้าหลายคนบอกว่าจะกลับมาอีก และเริ่มมองเห็นช่องทางพัฒนาโรงเตี๊ยมอย่างเป็นรูปธรรม
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เธอได้เรียนรู้ว่าการทำกิจการไม่ใช่การขายของให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว
มันคือการรู้ว่าควรขายอะไร ให้ใคร ในราคาเท่าไร และต้องเหลือเงินเท่าไรจึงจะเดินหน้าต่อได้
หนี้หนึ่งพันแปดร้อยเหรียญยังคงรออยู่ตรงหน้า
เงินที่เธอหามาได้วันนี้ยังห่างไกลจากยอดดังกล่าวมากนัก แต่เธอไม่คิดจะยอมแพ้เพียงเพราะระยะทางยังยาวไกล
ซูจิ่วหนิงดับตะเกียงในห้องบัญชี แล้วเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง
ก่อนปิดประตู เธอหันกลับไปมองโรงเตี๊ยมที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบเหงาจนแทบไม่มีใครแวะเข้ามา
ตอนนี้อย่างน้อยก็มีคนเริ่มจดจำชื่อร้านได้แล้ว
และตราบใดที่ยังมีลูกค้าเต็มใจเดินเข้ามา เธอก็จะมีโอกาสสร้างรายรับเพิ่มขึ้นอีกวัน
