บทที่ 2 ข้าจะไม่ยอมถูกหย่า
ตอนที่ 2 — ข้าจะไม่ยอมถูกหย่า
หลินอวี้ยืนค้างอยู่กลางห้องโถง หลังจากเซียวเหยียนหลงเดินจากไปแล้วเกือบครึ่งก้านธูป
“ข้า…ยังไม่ได้ตกลงเลยนะ”
ไม่มีใครตอบ บรรดาคนรับใช้ต่างก้มหน้าก้มตา ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น หลินอวี้ถอนหายใจ ก่อนหันไปหาสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
“เมื่อกี้ท่านอ๋องหมายความว่าอะไร?”
สาวใช้กะพริบตา
“หมายถึง…ไม่หย่ากับพระชายาเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้!”
“…”
“ข้าหมายถึงทำไมจู่ ๆ ถึงไม่หย่า?”
สาวใช้ลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ
“บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
หลินอวี้เอามือกุมขมับ
“เรื่องมันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ”
ตามเนื้อเรื่องเดิม เซียวเหยียนหลงควรยื่นหนังสือหย่าให้เขาในวันนี้ จากนั้นหลินอวี้จะถูกส่งออกจากจวน และเรื่องราวก็จะเดินต่อไปตามเส้นทางของพระเอกกับนางเอก แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้ถูกหย่า แถมยังถูกประกาศให้เป็นพระชายาต่อไปอีก
“ไม่ได้การแล้ว”
หลินอวี้พึมพำ
“ถ้าเนื้อเรื่องเปลี่ยน แปลว่าฉันอาจตายเร็วกว่าเดิมก็ได้”
เขาจำตอนจบของตัวละครนี้ได้ดี หลังจากถูกหย่า หลินอวี้ในนิยายถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางยาพิษองค์หญิง ก่อนถูกจับไปขังและเสียชีวิตในคุก
เพราะฉะนั้น การถูกหย่าจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาออกจากจวนอ๋องได้
แต่ตอนนี้… เขากำลังติดอยู่ในจวนของพระเอกตัวร้ายแทน
“ข้าต้องหาทางรอด”
หลินอวี้ตัดสินใจทันที เขาจะไม่ทำตามเนื้อเรื่อง ไม่สร้างปัญหา ไม่หาเรื่องใคร และที่สำคัญที่สุด… จะไม่เข้าไปยุ่งกับพระเอกและนางเอกเด็ดขาด
“ดี”
เขาพยักหน้าให้ตัวเอง
“อยู่เงียบ ๆ รอหาทางกลับบ้านก็พอ”
แต่ความตั้งใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งวัน
“พระชายาเจ้าคะ!”
เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากหน้าประตู หลินอวี้ที่กำลังนั่งกินขนมอยู่เงยหน้าขึ้น
“มีอะไร?”
“ท่านอ๋องส่งคนมาแจ้งว่า คืนนี้พระองค์จะเสวยอาหารที่เรือนของพระชายาเจ้าค่ะ”
ขนมในมือหลินอวี้หยุดค้าง
“อะไรนะ?”
“ท่านอ๋องจะมาร่วมโต๊ะอาหารกับพระชายาเจ้าค่ะ”
“ไม่ไปได้ไหม?”
“เกรงว่าจะไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลินอวี้วางขนมลงอย่างเซ็ง ๆ
“ทำไมต้องมาด้วย?”
สาวใช้ยิ้มเจื่อน
“บ่าวคิดว่า…เพราะพระองค์ทรงอยากพบพระชายากระมังเจ้าคะ”
“แต่ข้าไม่อยากพบเขา”
“…”
“ช่างเถอะ”
หลินอวี้ถอนหายใจ
“มาแล้วก็มา”
เขาก้มมองชุดของตัวเอง ก่อนจะชะงัก
“เดี๋ยวนะ”
“เจ้าคะ?”
“ข้าต้องแต่งตัวดี ๆ ไหม?”
สาวใช้พยักหน้า
“อย่างน้อยควรแต่งให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ”
“ทำไม?”
“เพราะเป็นการรับประทานอาหารกับท่านอ๋อง”
หลินอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“งั้นเอาชุดธรรมดา”
“แต่พระชายา…”
“ไม่ต้องหรู ข้าไม่อยากให้เขาคิดว่าข้าดีใจที่เขาไม่หย่า”
สาวใช้หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เจ้าค่ะ”
ยามค่ำมาเยือนอย่างรวดเร็ว โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้กลางเรือน อาหารมากมายถูกวางเรียงจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ หลินอวี้นั่งเท้าคางมองอาหารตรงหน้า
“นี่กินกันกี่คน?”
“สองคนเจ้าค่ะ”
“สองคน?”
เขามองอาหารอีกครั้ง
“นี่เลี้ยงทหารทั้งกองทัพได้เลยนะ”
ยังไม่ทันที่สาวใช้จะตอบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นประตูถูกเปิดออก เซียวเหยียนหลงเดินเข้ามา คืนนี้เขาไม่ได้สวมชุดคลุมเต็มยศ แต่ยังคงดูสง่างามในชุดสีดำเรียบ ๆ หลินอวี้เหลือบมองเพียงแวบเดียวแล้วหันกลับไปสนใจอาหาร
“มาแล้วเหรอ”
คนทั้งห้องเงียบกริบ เซียวเหยียนหลงหยุดฝีเท้าเล็กน้อย
“อืม”
เขาเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม หลินอวี้หยิบตะเกียบขึ้นทันที
“กินเถอะ”
เซียวเหยียนหลงมองเขา
“เจ้าไม่รอข้าหรือ?”
“หิว”
“…”
“ถ้าท่านอยากกินก็รีบกิน”
เซียวเหยียนหลงไม่ได้ตอบ แต่กลับหยิบตะเกียบขึ้นตาม อาหารมื้อแรกของทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความเงียบ หลินอวี้กินอย่างสบายใจส่วนเซียวเหยียนหลงกลับแทบไม่ได้แตะอาหาร เขาเอาแต่มองคนตรงหน้าในที่สุดหลินอวี้ก็ทนไม่ไหว
“ท่านมองข้าทำไม?”
“ดูเจ้า”
“มีอะไรให้ดู?”
“เจ้าเปลี่ยนไป”
หลินอวี้ชะงัก
“คนเราก็เปลี่ยนกันได้”
“ภายในวันเดียว?”
“ใช่”
เซียวเหยียนหลงหรี่ตา
“เพราะเหตุใด?”
หลินอวี้วางตะเกียบลง เขารู้ว่าคำถามนี้ต้องมาเข้าสักวัน
“เพราะข้าคิดได้แล้ว”
“คิดอะไร?”
“คิดว่าต่อให้ข้าพยายามทำให้ท่านรัก ท่านก็ไม่มีวันรักข้า”
มือของเซียวเหยียนหลงหยุดนิ่ง หลินอวี้พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่คิดจะพยายามอีกแล้ว”
“แล้วเจ้าต้องการอะไร?”
“อิสระ”
“อิสระ?”
“ใช่”
หลินอวี้มองอีกฝ่ายตรง ๆ
“ข้าไม่ต้องการความรักจากท่าน และท่านก็ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตข้า”
เซียวเหยียนหลงเงียบไปนาน
“แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
“เรื่องนั้นข้ารู้”
“เจ้าดูไม่ดีใจ”
“แน่นอนสิ”
หลินอวี้กลอกตา
“ถ้าท่านไม่เปลี่ยนใจ ข้าก็ออกจากจวนได้แล้ว”
เซียวเหยียนหลงมองเขานิ่ง ๆ
“เจ้าต้องการออกไปจากจวนของข้ามากถึงเพียงนั้น?”
“ใช่”
“เพราะเหตุใด?”
หลินอวี้เกือบตอบว่า เพราะข้ากลัวตาย แต่เขารีบกลืนคำพูดลงไป
“ข้าแค่ไม่อยากอยู่ในที่ที่ไม่มีใครต้องการ”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเซียวเหยียนหลงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาวางตะเกียบลง
“ใครบอกว่าไม่มีใครต้องการเจ้า?”
หลินอวี้เงยหน้า
“ก็ท่านไง”
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น”
“แต่ท่านกำลังจะหย่าข้า”
“ก่อนหน้านี้”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
เซียวเหยียนหลงสบตาเขา
“ตอนนี้ข้าไม่หย่า”
“เพราะอะไร?”
ท่านอ๋องเงียบ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เพราะข้ายังอยากรู้จักเจ้า”
หัวใจของหลินอวี้กระตุกอย่างไม่มีเหตุผล เขารีบเบือนหน้าหนี
“อยากรู้จักข้าทำไม?”
“เพราะเจ้าไม่เหมือนเดิม”
“ก็แล้วอย่างไร?”
“ข้าไม่ชอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”
หลินอวี้หัวเราะ
“งั้นท่านก็ไม่ต้องควบคุมสิ”
“ข้าไม่รับปาก”
“…”
นี่เขากำลังคุยกับพระเอกหรือเจ้านายเผด็จการกันแน่? หลังอาหารจบ เซียวเหยียนหลงก็ลุกขึ้นเตรียมกลับ ก่อนออกจากเรือน เขาหันมามองหลินอวี้อีกครั้ง
“พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าเข้าวัง”
หลินอวี้ชะงัก
“เข้าวังทำไม?”
“เข้าเฝ้าฮ่องเต้”
“ข้าไม่ไปได้ไหม?”
“ไม่ได้”
“ทำไม?”
“เพราะเจ้าเป็นพระชายาของข้า”
พูดจบเซียวเหยียนหลงก็เดินออกไปทันทีหลินอวี้มองตามอย่างหงุดหงิด
“พระชายาแล้วมันยังไง?”
เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ หัวใจก็กลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะข้ายังอยากรู้จักเจ้า หลินอวี้ส่ายหน้าแรง ๆ
“ไม่ได้ ๆ”
เขาตบแก้มตัวเองเบา ๆ
“ห้ามหวั่นไหวกับพระเอกเด็ดขาด”
เขาลืมไปอย่างหนึ่งว่า… คนที่เขากำลังพยายามหลีกหนี คือคนที่ในนิยายมีอำนาจมากที่สุดในแคว้น และดูเหมือนว่า ตั้งแต่เขาทะลุมิติเข้ามา…เซียวเหยียนหลงก็เริ่มไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ แล้ว
