บทที่ 1 หลี่หงจินหยาง 1

แคว้นต้าหลี่เป็นแคว้นที่ขยายขึ้นเพิ่มจากแคว้นหลี่ซึ่งปกครองโดยราชวงค์หลี่ โดยมีฮ่องเต้นามว่าหลี่ซ่งหมินและฮองเฮานามว่าหงเหม่ยหลงเป็นผู้ปกครองร่วมกัน 

ฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินเป็นโอรสสวรรค์ของแคว้นหลี่ส่วนฮองเฮาหงเหม่ยหลงเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของประมุขฝ่ายอิทธิพลมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพ ทั้งสองพระองค์รักกันมาก จนไม่อาจสร้างทายาทกับสนมนางใดได้อีก

นั่นจึงเป็นปัญหา เพราะฮองเฮาหงเหม่ยหลงนั้นเป็นสตรีที่ได้รับการฝึกฝนอันแสนหฤโหดตั้งแต่ยังเยาว์ จึงมีผลให้มีบุตรยาก พระนางจึงมีบุตรเพียงคนเดียวคือ โอรสหลี่หงจินหยาง 

แต่ความเป็นไปของระบบเมืองหลวงย่อมต้องดำเนินต่อไปด้วยหลักการของการขยายอำนาจในการปกครอง การปรับสมดุลต่างๆของขั้วอำนาจแต่ละสายเพื่อคงไว้ซึ่งการปกครองที่ยิ่งใหญ่ ยากแก่ใครมาโค่นล้ม

หนึ่งในวิธีหลักของเมืองหลวงที่พึงกระทำคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ การรับสนมจากขุนนางตระกูลใหญ่

แต่นั่น...กลับเป็นวิธีที่ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอดมาจากฮ่องเต้หลี่ซ่งหมิน

เช่นนั้นแล้วปัญหาการสมดุลของอำนาจจึงมีมาอย่างช่วยไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ โอรสหนึ่งเดียวอย่าง หลี่หงจินหยาง มิอาจนิ่งดูดาย 

หลายปีแล้วที่หลี่หงจินหยางยังคงนำทัพออกศึกเพื่อขยายอาณาเขตและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่แคว้นต้าหลี่ได้อย่างต่อเนื่อง 

ด้วยฝีมือที่ได้รับการฝึกปรือและถ่ายทอดโดยตรงจากผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งกลุ่มอิทธิพลมืด ท่านประมุขใหญ่แห่งสำนักหมื่นโลกันต์ ท่านตาของเขานามว่าหงซีกวน 

อีกทั้งยังมีสมุนในอาณัติอีกมากมายจากทั้งฝ่ายกลุ่มอิทธิพลมืดและฝ่ายเมืองหลวง  

ทั้งยังมีทหารในปกครองร่วมหลายแสนชีวิต   

ทั้งยังมีทั้งฝีมือในการสู้รบ  

มีทั้งอิทธิพลที่มีผลกับทุกผู้คน 

มีความรู้ความสามารถทั้งบู้และบุ๋น

มีทั้งตำแหน่งอันสูงส่งในทุกๆฝ่าย และรูปร่างหน้าตาลักษณะอันโดดเด่นเหนือคำบรรยาย 

ความเก่งกาจที่มีในทุกๆด้านของหลี่หงจินหยางจึงเป็นที่ประจักษ์โจษจันทั้งยังน่ายำเกรงอยู่ทั่วทุกหัวระแหง 

ไม่ว่าหลี่หงจินหยางจะเยื้องย่างไปทางใดเมืองใดย่อมนำมาถึงความหายนะของทางนั้นเมืองนั้น

กลิ่นอายของความโหดเหี้ยม รังสีสังหารทัณฑ์ทรมานมักแผ่กระจายออกมาเมื่อชายหนุ่มผู้นี้เยื้องย่างย่ำกรายพาดผ่าน

ภายในตำหนักหลวงของแคว้นต้าหลี่...

"สิบกว่าปีมานี่ หยางเอ๋อร์ของเรา ไม่เคยทำให้ผิดหวัง”หลี่ซ่งหมินเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นต้าหลี่เอ่ยขึ้นกับหงเหม่ยหลงฮองเฮาอันเป็นที่รักที่นั่งเคียงข้างกันอยู่ตรงริมระเบียงของตำหนักหลวงภายในพระราชวังของแคว้น 

ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ยังคงประคองกอดสตรีอันเป็นที่รักเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความรักไม่เสื่อมคลาย ขณะกล่าวต่อเนิบนาบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย 

"หยางเอ๋อร์เคยบอกกล่าวแก่ข้าว่าไม่จำเป็นต้องรับสนมเพื่อเสริมอำนาจแต่อย่างใด เพราะอำนาจเหล่านั้นเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้" สีหน้าภาคภูมิใจแสดงออกฉายชัดพร้อมๆกับประโยคที่เอื้อนเอ่ย

หงเหม่ยหลงที่เพียงนั่งฟังเงียบๆจึงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล "เป็นเพราะข้า หยางเอ๋อร์จึงต้องเหน็ดเหนื่อย เพราะข้าเห็นแก่ตัว  ซือหมิน...ความรักของเราเป็นดาบสองคม" หญิงสาวหยุดคำอยู่อึดใจก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด 

"ปีนี้หยางเอ๋อร์อายุย่างเข้ายี่สิบห้าปีแล้ว แต่เขายังคงครองตัวเป็นโสด ไม่สนใจอิสตรี ทำแต่ศึกสงครามไม่สนใจใคร มองแต่อำนาจ ทำตัวเหี้ยมโหดเย็นชา สร้างกำแพงให้ตัวเอง"

หลี่ซ่งหมินก้มหน้าน้อยๆยิ้มบางเบาใส่สตรีในอ้อมกอดก่อนเอ่ยถาม "เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ หลงเอ๋อร์"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น" 

"แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น"

"หืม?" หงเหม่ยหลงมุ่นคิ้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของชายอันเป็นที่รักอย่างฉงน "ท่านรู้อะไรมาเช่นนั้นหรือ" 

"ไม่เลย ข้าไม่รู้อะไร เพียงแต่ ด้วยนิสัยบุรุษเพศด้วยกัน ข้าพอจะมองออก หยางเอ๋อร์ของเราอาจจะยังไม่เจอสตรีนางใดในแว่นแคว้นที่จะสามารถทำให้เขาถูกใจหรืออีกนัยหนึ่ง" 

หลี่ซ่งหมินเว้นระยะคำพูดเพียงนิดก่อนจะต่อคำให้คนฟังได้วิเคราะห์อย่างละเอียดยิ่งขึ้น 

"หยางเอ๋อร์ของเราอาจจะเกิดรักปักใจกับสตรีนางใดนางหนึ่งจนไม่อาจถอนตัว"

"หืม!?" หงเหม่ยหลงเริ่มกังวัล

"ถ้ายังไม่เจอสตรีถูกใจเราก็แค่นำพาสตรีเข้ามาให้เขาเลือกก็ได้กระมัง แต่...ถ้า" นางเริ่มคิดหนักพลางเอ่ยต่อ

"ถ้ารักปักใจกับใครแล้วใยไม่พามาเปิดเผยกันเล่า"

"...."

หลี่ซ่งหมินไม่ต่อคำ

เขาเพียงส่ายหน้าเบาๆก่อนกระเซ้าหงเหม่ยหลง 

"เจ้าแก่แล้วจริงๆ หลงเอ๋อร์..."

"หือ..." หญิงสาวได้ยินจึงทำท่าคิดเพียงครู่จึงรู้ความนัย "ท่าน! ท่านว่าข้ารึ"

"ข้าเปล่า"

"ท่าน!"

"...."

บทถัดไป