บทที่ 10 ตอนที่ 4.2 เจ้านายคนใหม่
เหมันต์ Part
“ท่านสันต์มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”
“มีสำคัญมากนั่งก่อนสิงานนี้กูว่าเราคงต้องคุยกันยาว เพราะบางทีการคุยครั้งนี้มันอาจเป็นการเปลี่ยนชีวิตมึงไปเลยก็ได้โอ้” 20 มกราคมผมต้องลงจากหมู่บ้านแถบชายแดนเพื่อมาที่กองบัญชาการในตัวเมืองเชียงรายแต่เช้าตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่วิทยุมาหาตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อมาพบกับผู้บังคับบัญชาอีกคนที่มาหาผมด้วยเรื่องส่วนตัว
“อะเอาไปดูก่อน” ซองสีน้ำตาลบนโต๊ะทำงานของพันเอกเอกชัยหรือพี่ตั้วอดีตหัวหน้าของผมที่ถูกจับจองชั่วคราวโดยท่านสันต์ ถูกผมคว้ามาเปิดดูโดยไม่มีคำถามอะไรสักคำ แต่รูปภาพและข้อมูลหลายอย่างกลับทำให้มือไม้ของผมสั่นเพราะความโกรธ ยิ่งเพ่งตามองรอยช้ำบนหน้ากับภาพรถคันหนึ่งวิ่งฉิวด้วยเจตนาตั้งใจขับเฉียดน้องชายผมในคืนสิ้นปีที่ผ่านมา ไฟแค้นในอกก็ยิ่งพลุ่งพล่านมากขึ้นเป็นเท่าตัว
“อะมีคนจะคุยกับมึงน่ะ” โทรศัพท์เครื่องบางของท่านสันต์ตกอยู่ในมือของผมอย่างเต็มใจ เพราะรู้ว่าคนปลายสายต้องเป็นใครสักคนที่เกี่ยวข้องหรือรับรู้ในเรื่องนี้แน่
“เหมันต์พูดครับ”
“สวัสดีครับผมเป็นเพื่อนสนิทไอ้โอผมไม่รู้ว่าไอ้โอเคยบอกพี่เรื่องนี้ไหม แต่ตอนนี้เรื่องมันชักจะบานปลายหนักกว่าเดิมแล้วครับ” แม้จะยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าเจ้าของเสียงทุ้มราบเรียบนี้ แต่ผมรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าปลายสายมีรังสีบางอย่างที่ไม่น่าล้อเล่นด้วยเลย
“ไม่ทราบว่าผมพูดกับใครครับ”
“โปรดครับโปรดปราณ พัฒธณปราโมทย์” ชื่อที่ตอบกลับออกมาทำให้ผมต้องเหลือบสายตาสบกับท่านสันต์อย่างเสียไม่ได้ มือขวาเปิดหากระดาษแผ่นหนึ่งที่ผ่านตาแวบ ๆ แล้วภาพของน้องชายที่หัวเราะอยู่กับผู้ชายอีกสองคนก็ถูกผมจับจ้องด้วยความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ชายใบหน้าเรียบเฉยคล้ายคนไม่สนใจโลกคนหนึ่ง
“ผมฝากรายละเอียดทุกอย่างไปให้แล้วนะที่เหลือก็แล้วแต่พี่จะจัดการเองก็แล้วกัน อ้อไม่ใช่ว่าผมเกรงกลัวอิทธิพลของใครหรอกนะ เพียงแต่ว่าเรื่องบางเรื่องคนที่ควรยื่นมือเข้ามากางปีกปกป้องมันก็ควรจะเป็นคนในครอบครัวอย่างพี่ไม่ใช่เหรอ” ตรู๊ดด สายถูกตัดไปราวกับอีกฝ่ายไม่ไยดีที่จะต่อความยาวสาวความยืด สายตาและความสนใจของผมถึงหันมาจับจ้องอยู่กับภาพอีกภาพซึ่งเป็นภาพของชายในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงขายาวสีขาวใบหน้าเย่อหยิ่งนั้นดูสะใจกับความบอบช้ำของน้องชายผมเหลือเกิน
แม้อีกใจจะทักท้วงออกไปว่าในเรื่องนี้ไอ้โอก็ผิดไม่น้อยผิดที่ไปยุ่งกับของของคนอื่น แต่สายตาซื่อ ๆ ของน้องชายผมกลับแย้งออกมาว่าไอ้โอมันไม่เคยรู้เลยนี่หว่าว่าผู้หญิงที่มันคั่วอยู่จะมีเจ้าของ เพราะยังไงผมก็เชื่อมั่นว่าถ้ารู้แบบนั้นน้องชายผมจะไม่มีวันยื้อแย่งของของใครเด็ดขาด
“ภารกิจของเรายังไม่สำเร็จเลยครับท่านไม่แม้แต่จะเข้าใกล้เป้าหมายด้วยซ้ำ ผมให้สัตย์ปฏิญาณกับผืนดินนี้ไว้แล้วว่าผมจะปกป้องหญ้าทุกกอทรายทุกเม็ดดินทุกกำเพื่อไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำแผ่นดินของเรา เพราะงั้นเรื่องของน้องชายผมคงต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้เรื่องทุกอย่างด้วยตัวเองครับ” ถึงใจจะปวดร้าวกับการหันหลังให้กับความโชคร้ายของน้องชาย แต่ด้วยภาระหน้าที่มันยิ่งใหญ่และหนักหนามากเกินกว่าที่ผมจะยอมละสายตาจากภารกิจ เพื่อไปจับจ้องคุ้มครองน้องชายของตัวเอง
“มึงคิดบ้างไหมโอ้ว่าทำไมน้องชายมึงถึงไม่เคยอ้าปากบอกเรื่องนี้กับมึงสักครั้ง ส่วนตัวแล้วกูไม่เคยรู้จักกับน้องชายมึงเลยแต่ไอ้เสือมันเป็นเพื่อนสนิทกันและมันพูดเองว่าน้องมึงน่าเป็นห่วง ขนาดคนอื่นซึ่งไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดยังนึกเป็นห่วงเป็นใยน้องมึงขนาดนี้ แล้วพี่ชายแท้ ๆ อย่างมึงล่ะจะไม่ไยดีมันจริงเหรอ
“ไม่ใช่ว่ากูไม่เข้าใจมึงนะโอ้ตอนที่ภารกิจของเราล้มเหลวตอนที่กูต้องเสียลูกน้องไปโดยช่วยอะไรไม่ได้ ตอนที่กูหันหลังให้กับชายแดนเพื่อหันหน้าเข้าหาอำนาจให้อยู่ในมือ มึงรู้ไหมว่ากูคิดอะไรอยู่กูคิดแค่ว่าถึงจะถูกตราหน้าว่าเหยียบย่ำซากศพของลูกน้องเพื่อปีนป่ายดันตัวเองให้ขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ กูก็จะหลับตาเปิดหูรับฟังคำด่าทอนั้น กูจะอดทนเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจของตัวเองอย่างเต็มที่ กูจะใช้บารมีทุกอย่างที่มีเพื่อตามล่าหาพวกมันจนเจอ
“แต่เมื่อมาถึงจุดที่กูตั้งเป้าหมายไว้กูกลับคิดว่าแล้วยังไงต่อล่ะในเมื่อกูยังสวมหัวโขนของผู้รักษากฎหมาย ถ้าเกิดทุกอย่างพลิกผันถ้าเกิดพวกมันยอมให้จับโดยดีแล้วกูจะใช้ปืนไปยิงคนร้ายที่ยอมมอบตัวได้รึเปล่า กูจะสามารถวิสามัญคนที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือได้เหรอ ความต้องการกับเรื่องจริงมันมักจะสวนทางกันอยู่เสมอมึงว่างั้น
ไหมล่ะ” คำพูดหลายประโยคของท่านสันต์ทำให้ผมเงียบงันอยู่กับความคิดตัวเองเรื่องกลุ่มพ่อค้ายาข้ามชาติถูกบดบังด้วยรอยยิ้มน้ำเสียงและแววตาของน้องชาย เห็นมันงอแงอย่างนี้แต่ผมรู้ดีว่าบางเรื่องที่หนักหนามันจะไม่ยอมเปิดปากออกมาให้ผมได้รับรู้ด้วยหรอก เหตุผลคงไม่ใช่เรื่องอะไรนอกจากคำพูดที่มันมักจะพูดอยู่เสมอนั่นคือ มันเป็นสายฝนเย็นฉ่ำของผมและมันจะไม่มีวันยอมให้ความเย็นฉ่ำนี้กลับกลายเป็นน้ำกรดสาดใส่ผม เพราะฉะนั้นผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้องชายถึงปิดปากเงียบกริบ
“คนนี้เป็นลูกชายของเสธอ๊อดเหรอครับเสธอ๊อดคนที่อาจจะเป็นช่องทางให้เราก้าวไปล่าตัวเว่ยได้” ภาพของน้องชายผมถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างทะนุถนอม แตกต่างจากภาพของคู่กรณีเพราะตอนนี้ฝ่ามือผมกำรูปนั้นไว้แน่นจนยับยู่ยี่
“อืม ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานว่าเสธมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกมันจริง ๆ แต่กูได้รับการยืนยันมาแล้วว่าเสธเป็นคนรู้จักที่ไม่ใช่ศัตรูของพวกมันแน่นอน”
“แล้วถ้าผมออกจากราชการผมจะมีปัญญาอะไรไปเผชิญหน้ากับพวกมันได้ล่ะครับ” นี่เป็นคำถามสุดท้ายของการตัดสินใจ เพราะถ้าตัวเองก้าวผิดพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียวผมต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ซึ่งมันจะยากลำบากและใช้เวลาเนิ่นนานมากกว่าครั้งนี้อีกหลายเท่าตัวนัก
“จำที่เคยบอกได้ไหมว่าสักวันหนึ่งกูจะขอให้มึงช่วยมาดูแลคนสำคัญของกูน่ะ ตอนนี้กูว่ามันถึงเวลานั้นแล้วเวลาที่มึงจะก้าวมาเป็นคนสนิทของอรรค พัฒธณปราโมทย์” ความสนใจของผมเบี่ยงประเด็นไปหาชายวัยเดียวกับท่านสันต์ที่ผมเคยเห็นตามสื่อต่าง ๆ และก็เป็นบิดาของชายที่ผมเพิ่งวางโทรศัพท์เมื่อกี้
คุณอรรคคนนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีอิทธิพลเบอร์ต้น ๆ ของประเทศแม้มือจะไม่ขาวสะอาดแต่ก็ไม่ถึงกับดำมืดมิดเสียทีเดียว ที่สำคัญเขายังเป็นคนพิเศษของท่านสันต์เสียด้วยเพราะฉะนั้นผมไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกแล้ว และถ้าวันหนึ่งที่ผมเข้าถึงตัวเป้าหมายซึ่งเป็นศัตรูได้ ผมก็มั่นใจว่าปืนในมือของผมจะถูกยิงใส่หัวมันโดยไม่รู้สึกผิดต่อเครื่องแบบหรือตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นอยู่
“ว่าไงตัดสินใจได้หรือยังงานนี้กูไม่ให้เวลามึงคิดข้ามวันข้ามคืนหรอกนะโอ้ ความสำคัญบางอย่างก็ไม่ควรให้เวลามาเป็นตัวรั้งรออะไร”
“พี่โอ้เมื่อไหร่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอะพี่ ผมไม่อยากให้พี่ไปแบกปืนเดินตามป่าบ้างไล่ยิงกับผู้ร้ายบ้างแล้วนะ ผมเหลือพี่อยู่คนเดียวนะเว้ยถ้าพี่เป็นอะไรไปผมจะทำยังไงกับชีวิตไร้ญาติขาดมิตรล่ะ”
คำพูดของท่านสันต์ถูกคำตัดพ้อของน้องชายคนเดียวแทรกเข้ามา น้องชายที่ผมยอมละทิ้งชีวิตวัยรุ่นเพื่อสอบเข้ารับราชการตั้งแต่จบม.ปลาย น้องชายที่ผมยังเก็บจดหมายของมันทุกฉบับไว้อย่างดี น้องชายที่ห่างกันร่วมสิบปีและความห่างนั้นมันมากพอที่ผมต้องย้ำกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าตอนนี้ผมไม่ได้เป็นแค่พี่ แต่ผมเป็นทั้งพ่อทั้งแม่เป็นทุกอย่างให้กับน้องคนนี้
“ผมขอเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อทำรายงานทั้งหมดส่งให้ผู้บังคับบัญชาก่อน ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ผมจะลงไปหาท่านที่กรุงเทพครับ”
แปะ ๆ “ทีนี้ปืนจะได้ทำหน้าที่ของมันโดยที่มึงไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเลย ภารกิจของเราสองคนจะยังมีอยู่เหมือนเดิม” ไหล่ผมถูกท่านสันต์ตบเบา ๆ ดวงตาเข้มข้นคู่เก่ายังคงเป็นแววตาคู่เดิมที่ส่งความหมายมาบอกว่า ต่อจากนี้กฎและกติกาทั้งหลายทั้งปวงจะไม่มีผลต่อภารกิจของเราอีกแล้ว รวมถึงคนชุดขาวในภาพที่ถูกผมขยำจนยับเยินคนนี้ด้วย
อีกไม่นานเราคงได้ทำความรู้จักกันแล้วสิ รอหน่อยนะคุณแปซิฟิกรอให้ผมไปสอนคุณกับตัวว่าถ้ายังอยากมีลมหายใจต่อไปนาน ๆ ก็อย่าริอ่านยื่นมือมาแตะต้องของสำคัญของใครเด็ดขาด ไม่งั้นความเย่อหยิ่งนั้นอาจจะถูกกำราบให้สิ้นซากเข้าสักวัน
