บทที่ 11 ตอนที่ 4.3 เจ้านายคนใหม่

เหมันต์ Part

หลังจากยื่นจดหมายลาออกจากราชการรวมทั้งส่งรายงานทุกอย่างให้ผู้บังคับบัญชาแล้วร่ำลาทุกคนในทีม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ผมก็แบกเป้ใบหนึ่งกับกระเป๋าอีกใบขับรถกระบะคู่ใจเข้ากรุงเทพโดยไม่บอกกล่าวน้องชายสักคำ ในหัวมีแต่คำสั่งของท่านสันต์ที่ให้ไปรายงานตัวที่บ้านหลังหนึ่งเท่านั้น

“มึงเลิกจ้องไอ้โอ้สักทีได้ไหมอรรค”

“กูแค่อยากรู้จักคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลกูแค่นั้น มึงหุบปากแล้วนั่งเฉย ๆ ไปเลยกูจะคุยกับมัน” ชายวัยสี่สิบปลาย ๆ แต่ท่าทางดูกระฉับกระเฉงมากกว่าอายุเหลือเกิน แววตานิ่งเฉยนั้นราบเรียบเหมือนไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา แต่บางจังหวะผมกลับรู้สึกว่าชายสุขุมคนนี้เขาไม่ได้เป็นอย่างที่ตาเห็นสักน้อย

“กว่าจะฝึกกว่าจะผ่านการคัดเลือกกว่าจะไต่เต้าเป็นระดับผู้กองได้มึงคงต้องใช้ความพยายามอย่างหนักสินะ แล้วทำไมถึงยอมละทิ้งสิ่งที่มึงไปคว้ามาอย่างยากลำบากด้วยล่ะ”

“เพราะว่าผมมีสิ่งสำคัญอย่างอื่นที่ต้องปกป้องครับ” เมื่อถูกจ้องมองมาผมก็ไม่ยอมละสายตาหลบหนีเช่นกัน กลิ่นอายอำมหิตของผู้ชายมากอิทธิพลแผ่ขยายออกมา ให้ผมได้รับรู้ว่าหากคิดจะเป็นศัตรูกับชายตรงหน้าชีวาคงได้บรรลัยกัลป์ไปข้างหนึ่งแน่

“แล้วถ้าวันหนึ่งกูสั่งให้มึงทำลายสิ่งสำคัญที่มึงต้องปกป้องล่ะมึงจะทำยังไง”

“ถ้าท่านไม่เหลือทางให้ผมเดินผมก็คงต้องทำลายท่านครับ” ไม่รู้ว่าคำตอบของผมจะถูกใจหรือทำให้เจ้าของบ้านไม่พอใจ แต่ผมก็เลือกตอบในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นโดยไม่หยุดคิดสักนิด แววตาดำขลับใบหน้ายังคงดูดีติดไปทางทระนงนิด ๆ ของคนถามถึงได้นิ่งเฉยกว่าเดิม แต่แล้วมุมปากนั้นก็เริ่มยกขยับนิด ๆ มือทั้งสองข้างถูกกำแน่นจนท่านสันต์ต้องส่ายหัวพร้อมกับเอื้อมมือไปผลักหัวชายในชุดสูทภาพลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นนักธุรกิจชั้นนำจนหัวคะมำทีเดียว

“มึงจะยิ้มจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาไม่ต้องพยายามเก๊กท่ามากนักหรอกอรรค”

ป๊าบ! “ไอ้เหี้ยไม่เสือกเรื่องกูสักเรื่องได้ไหม! ” ผมต้องรีบก้มหน้าให้กับภาพท่านสันต์ถูกฝ่ามืออรหันต์ของคุณอรรคซัดใส่หลังหัวจนเกิดเสียงดังสนั่นห้อง

“เงยหน้าขึ้นมาเลยมึงจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้นะเว้ย ตอนนี้กูเป็นเจ้านายของมึงมึงก็ต้องจับตามองเจ้านายมึงทุกวินาที มึงไปพักที่คอนโดแล้วกันเด็ก ๆ พักที่นั่นทุกคน ธรไอ้ธร! ”

“ครับนายมาแล้วครับ”

“มึงจัดการเรื่องห้องพักให้ไอ้โอ้ด้วยมันอาจจะมาเป็นหัวหน้าพวกมึงก็ได้แถมยังมาเป็นผู้คุมกูนี่แหละ เอาชั้นวีไอพีให้มันอยู่คนเดียวนะเผื่อว่าที่ลูกพี่มึงอยากเอาสาวมาปี้บ้าง” คำสั่งรัวเร็วของเจ้านายคนใหม่ทำเอาผมตั้งตัวไม่ทันไปหลายเรื่อง แต่ก็ต้องยอมเสียมารยาททักท้วงในบางเรื่องเสียก่อน

“ขอโทษครับผมขอเวลาเคลียร์ธุระส่วนตัวสักพักนะครับ” ราวกับว่าคำพูดผมเป็นเหมือนแป้นเบรกให้ผู้เป็นนายที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดแจงเรื่องของผมถึงกับหยุดชะงัก แล้วหันมาเลิกคิ้วสบตาคาดคั้นเอาคำตอบจากผม

“สวัสดีครับพี่โอ้มาแล้วเหรอผมกำลังรอพี่อยู่เลย” แต่เสียงร้องทักจากชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคมเข้มจัดว่าหล่อมากคนหนึ่งก็ดังขัดจังหวะเสียก่อน

“ทำไมถึงรู้จักผู้คุมของพ่อด้วยวะ นี่อย่าบอกนะว่าไอ้โอ้เป็นคนของแกแล้วแกส่งมาเป็นสายลับตามจับผิดพฤติกรรมพ่อน่ะ นี่พ่อเป็นพ่อแกนะ”

“ไม่มีสาระผมไม่คุยด้วย พี่โอ้เชิญข้างบนดีกว่าครับ” เพราะรู้แล้วว่าตอนนี้ใครเป็นเจ้านายของตัวเองคำเชิญจากลูกชายเจ้านายถึงไม่เป็นผล เมื่อผมหันไปขอความเห็นจากคุณอรรคเจ้าของบ้านผู้มากด้วยอิทธิพล เจ้านายถึงได้ลุกยืนพรวดพราดสองมือยกมากอดอกสายตามองลูกชายด้วยความหยามเหยียดมากมาย แต่กลับได้เพียงสายตาเอือมระอาของลูกชายส่งกลับมาเท่านั้น

“แกไม่ต้องมองพ่อด้วยสายตาอิจฉาเลยไอ้ลูกเสือลูกตะเข้ จะบอกให้เอาบุญนะว่าไอ้โอ้เนี่ยมันเป็นเด็กของพ่อแต่วันนี้จะอนุโลมให้วันหนึ่งแล้วกัน อ้อโอ้ถ้ามึงเคลียร์ปัญหาตัวเองได้เมื่อไหร่ค่อยมาทำงานระหว่างนี้ก็ไปพักที่คอนโดนั่นแหละ แต่อย่าให้นานนักนะกูไม่ชอบอะไรที่ยืดเยื้อทุกอย่างมันต้องมีกรอบเวลาของมันด้วยถ้าเคลียร์ไม่ได้บอกกูกูจะเป็นกำลังใจให้ หึหึ เพราะเรื่องของใครก็ควรแก้ไขปมเชือกของตัวเองไม่ใช่เหรอวะ ไปกินข้าวเถอะสันต์กูหิว” ท่าทางสุขุมเหมือนถูกกระตุ้นให้คุณอรรคหลุดฟอร์มเพราะลูกชายไปแวบหนึ่ง

แต่คำพูดเชิงแนะนำสั่งสอนในวลีสุดท้ายกลับทำให้ผมรู้สึกนับถือชายคนนี้ในเวลาอันสั้น สองร่างของผู้เป็นนายเดินเคียงข้างลับหายไปอีกห้อง ลูกชายของเจ้าของบ้านถึงเป็นคู่สนทนาที่ผมต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“ตอนนี้ฝ่ายนั้นยังไม่หยุดตามไอ้โอเหรอครับคุณโปรด”

“ผมว่าเขาเหมือนเด็กมีปัญหามากกว่าและตราบใดที่เด็กมีปัญหายังไม่ถูกแก้ไขปัญหา เขาก็จะไม่มีวันรามือในสิ่งที่เขาคิดว่าเขาเหนือชั้นกว่าและควบคุมได้หรอกครับ” แม้จะเป็นเพียงคำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ผมก็ไม่พลาดจะมองเห็นความเลือดเย็นแฝงอยู่ในตัวของลูกชายเจ้านาย และที่สำคัญชายคนนี้ยังเป็นเพื่อนสนิทกับน้องชายผมอีกด้วย แต่แปลกนะที่ผมกลับไม่รู้สึกคัดค้านในมิตรภาพของพวกเขาในทางกลับกันผมกลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่า

“คุณโปรดอย่าเพิ่งบอกไอ้โอหรือใครว่าผมอยู่กรุงเทพนะครับ” คำว่าใครของผมหมายรวมถึงเพื่อนสนิทอีกคนของไอ้โอด้วย ไม่มีคำตอบรับแต่แค่พยักหน้าผมก็มั่นใจแล้วว่าการมาครั้งนี้ของผมจะยังคงเป็นความลับต่อไป การสนทนาในเรื่องของไอ้โอกับคู่กรณีจึงถูกนำมาพูดคุยอย่างตั้งใจ

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ไอ้โอเป็นเพื่อนของผมผมหวังว่าลมหนาวอย่างพี่จะไม่ถอยหนีทะเลไฟอย่างเขานะครับ” ไม่ใช่คำหยอกเย้าและก็ไม่ใช่คำท้าทายหรือดูถูกดูแคลนอะไรทั้งนั้น แต่ใจความสำคัญของเจ้าของคำพูดน่าจะพุ่งตรงไปที่ความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของน้องชายผมมากกว่า

“ผมเป็นพี่ชายของมันผมเป็นทหารก็เพื่อมันและผมลาออกจากราชการก็เพื่อมัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทะเลไฟหรือทุ่งลาวาผมก็ไม่ถอยหนีหรอกครับ”

“ดีใจที่ได้ยินอย่างนี้แล้วเจอกันนะพี่สวัสดีครับ” ไม่ใช่แค่คำพูดแต่สองมือของเจ้าตัวยังยกขึ้นมาไหว้ผมต่อหน้าผู้ชายในชุดสูทหลายคน ท่าทีอ่อนน้อมจากผู้ชายคนนี้ทำให้ผมนึกยินดีที่ตัวเองตัดสินใจมาเป็นบอดี้การ์ดให้ผู้เป็นพ่อตามคำร้องขอของท่านสันต์ สองมือของผมถึงยกขึ้นมารับไหว้ชายรุ่นน้องคนนี้ด้วยใจภักดีเช่นกัน

ความหนักหน่วงอึดอัดจากการลาออกจากรั้วของชาติอย่างฉับพลันค่อย ๆ กลับกลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ในภารกิจใหม่ด้วยความตั้งใจไม่น้อยไปกว่าหน้าที่เดิม แต่ถึงแม้จะถอดชุดเครื่องแบบออกไปแล้วความรักชาติของผมก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ว่าหน้าที่รักษาชาติของผมอาจเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป