บทที่ 13 ตอนที่ 5.2 การปะทะของท้องทะเลกับลมหนาว

เหมันต์ Part

“ถ้าแหกปากขึ้นมากูรับรองได้ว่าหลอดลมมึงต้องระเบิดเพราะลูกปืนกูแน่ หึหึ เอาไงดีล่ะจะแหกปากหรือปิดปากดี”

“มึงเป็นใครไอ้สัสกล้าดียังไงถึงเข้ามาในนี้! ” ถึงมันจะไม่แผดเสียงตามสันดานเอาแต่ใจ แต่สันดานก็คือสันดานและในตัวไอ้เหี้ยนี่ก็มีสันดานยโสโอหังอยู่เต็มตัว คำพูดที่เปล่งออกมาถึงเจือด้วยความหยิ่งผยองพร้อมจะกดหัวทุกคนให้จมลงใต้ตีนตัวเองได้ทุกเมื่อ

“เป็นคนที่ชีวิตนี้มึงจะไม่อยากเจอไปตลอดชีวิตไงล่ะ”

“อึก! ” มือขวาผมย้ายมาจับแก้มมันแล้วออกแรงบีบจนปากของมันอ้าเผยอ ลำกล้องสีดำสอดแทรกเข้าหาโพรงปากร้ายโดยมีท่าทีดิ้นรนหนีตายของมันแสดงออกมาให้เห็นอย่างลนลานเต็มที่

“หึหึ แค่นี้ก็กลัวตายแล้วเหรอวะ กระจอกฉิบหายแล้วยังมีหน้ากล้าสะเออะเที่ยวไปทำร้ายใครต่อใครได้อีกนะ คนอย่างมึงถ้าไม่มีคนอื่นมาเป็นมือเป็นตีนให้มึงก็ไม่มีปัญญาไปเที่ยวขู่ฆ่าใครได้หรอก หมับ! โทรไปบอกให้เด็กของมึงที่อยู่หน้าห้องให้กลับไปซะ” มือที่เคยลั่นไกฆ่าคนร้ายมานักต่อนัก ตอนนี้มันถูกใช้งานด้วยการขยุ้มหนังหัวคนบนเตียงแล้วกระชากลากถูมันจนหน้าคะมำหล่นกระแทกอยู่ข้างเตียง โดยมีปืนที่ย้ายจากปากมันมาถือไว้เตรียมพร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ

“โอ๊ย กูเจ็บไอ้เหี้ย!! ”

ผลัวะ! “แหกปากอีกสิทีนี้ไม่ใช่มือแต่เป็นตีนกูแน่” พอปากเป็นอิสระมันก็แหกปากตะคอกมาเต็มเสียง กำปั้นขวาของผมถึงเหวี่ยงใส่แก้มมันอย่างไม่คิดจะออมแรงเลยสักนิด

ไม่ใช่แค่ใบหน้าแต่เป็นทั้งตัวของมันถึงกับถลาฟุบหน้าอยู่กับพื้นโดยมีเข่าของผมกดทับแผ่นหลังมันไว้ มือขวาเอื้อมไปคว้าผมมันแล้วกระชากขึ้นมาจนหน้ามันเชิดขึ้น แม้จะอยู่ในความมืดสลัวแต่จมูกผมก็ไวพอจะได้กลิ่นคาวเลือดเสมอ มุมปากตัวเองถึงยกยิ้มขึ้นอย่างสะใจแล้วกระชากมันให้ลุกขึ้นมายืนดี ๆ

“จะโทรหรือไม่โทรอย่าลองดีกับกูนะไอ้สัส” ถุย! ผลัวะ ๆ !! แล้วสันดานอวดดีของมันก็ทำงานอีกจนได้ เมื่อมันพ่นน้ำลายปนเลือดใส่หน้าผมเต็ม ๆ กำปั้นหนักถึงซัดใส่ปลายคางกับท้องมันอย่างจัง

ความเจ็บปวดคงมากพอดูเพราะไอ้คนอวดดีถึงกับทรุดนั่งก้มหน้าติดพื้นทีเดียว ผ้าห่มบนเตียงถูกดึงมาเช็ดน้ำลายบนหน้าตัวเองเท้าขวายกขึ้นมาถีบไหล่มันจนคนที่นั่งงอตัวก้มหน้ากับพื้นถึงกับหน้าหงายทันที แต่มันก็ยังนอนตัวงอมือกุมท้องอยู่บนพื้นเหมือนเดิม

“กูไม่เคยให้โอกาสใครบ่อย ๆ นะจะคลานไปบอกลูกน้องมึงหรือโทรไปก็เลือกเอาเองแต่ต้องเป็นเดี๋ยวนี้ไม่งั้นมึงได้ดิ่งพสุธาแน่ อ้อกูสัญญาว่าไม่เกินสองวันกูจะส่งพ่อมึงให้ไปโอ๋มึงในนรกอีกคน” ผมแค่บอกมันด้วยน้ำเสียงราบเรียบบอกด้วยท่าทีเฉยเมย แต่เจ้าของห้องก็คลานขึ้นมาควานหาอะไรสักอย่างบนโต๊ะข้างเตียง ผมก็ยืนดูอยู่อย่างนั้นนะดูอย่างไม่กลัวเกรงว่าสิ่งที่มันหาอยู่อาจเป็นอาวุธร้ายสาดใส่ผมทีหลังก็ได้

“เรดมึงบอกให้พวกที่อยู่หน้าห้องกลับไปนอนได้แล้ว กูบอกให้พวกมันไปเดี๋ยวนี้! ” เคร้ง! แป๊ก! แค่สั่งความจบโทรศัพท์ในมือมันก็ปลิวหวือเฉียดหน้าผมไปปะทะกับอะไรสักอย่าง สิ้นเสียงแป๊กต่อมาความมืดสลัวของห้องก็กลับกลายเป็นความสว่างไสวด้วยฝีมือของเจ้าของห้อง

“มึงเป็นใคร! ” วัตถุสีดำในมือชายเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีเดียวกันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอะไรเลย ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกขบขันในสภาพยับเยินของมันมากกว่า ปากแตกแก้มช้ำแบบนี้เห็นแล้วรู้สึกดีพิลึก

“นอกจากจะชอบโชว์กร่างไปทั่วนี่มึงยังความจำสั้นอีกเหรอวะ หึหึ มึงเพิ่งถามกูไปเมื่อกี้เองนะครับคุณแปซิฟิก” อาวุธปืนในมือของมันสอดส่ายตามจังหวะก้าวเท้าของผมที่ก้าวไปนั่งไขว่ห้างอยู่ปลายเตียง

แต่ใช้แค่ตาข้างเดียวผมก็รู้ว่าไอ้หมอนี่มันไม่ได้มีจิตวิญญาณเป็นนักฆ่าหรอก มันก็แค่ลูกคนใหญ่คนโตที่พร้อมจะโชว์กร่างไปทั่วว่าพ่อกูใหญ่แค่นั้นเอง ผมถึงไม่รู้สึกกดดันอะไรกับการถูกปืนเพ่งเล็งสักนิดแถมยังอารมณ์ดีจนถึงขั้นเอาปืนตัวเองมาวางไว้บนเตียงอย่างสบายใจอีกด้วย

ผลัวะ! แต่ความสบายใจของผมคงไปก่อกวนเจ้าของห้องเข้าร่างกายสะบักสะบอมนั้นถึงถลามาฟาดกระบอกปืนใส่หน้าผมเต็มเหนี่ยว และนั่นก็เป็นช่องทางให้มือขวาผมคว้าเอวมันไว้พร้อมกับมือซ้ายจัดการปลดอาวุธมันอย่างไวจนเจ้าตัวตั้งรับไม่ทัน

พลั่ก! “เป็นแค่มือสมัครเล่นก็หัดจำไว้ว่าถ้าไม่คิดเหนี่ยวไกก็อย่ายกปืนมาเล็งใส่ใครเด็ดขาด” ร่างบอบช้ำที่แขนขวาผมรัดเอาไว้ถูกผลักออกจากตัวเองอย่างแรงจนมันก้นกระแทกพื้น ดีแต่ว่าพื้นถูกปูด้วยพรมมันถึงไม่ได้เจ็บตัวมากเท่าที่ผมอยากให้เป็น

“ต้องการอะไรไอ้สัส! ” แม้จะรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจความโกรธแค้นความเกลียดชังในน้ำเสียงนั้น แต่ในเมื่อมันออกปากถามหาข้อเรียกร้องผมก็จะให้โอกาสมันได้ต่อรองเช่นกัน

“อย่ายุ่งกับไอ้โออีก” คำตอบของผมคงสร้างความแปลกใจให้มันมากพอดูเพราะแววตาเกรี้ยวกราดนั้นแปรเปลี่ยนเป็นงวยงงอย่างฉับพลัน แต่ไม่ถึงอึดใจริมฝีปากเริ่มบวมเป่งเพราะแตกยับเยินก็เริ่มมีรอยยิ้มยกขึ้นมาแววตามันคล้ายจะบอกว่ามันรู้ถึงตัวตนของผมแล้ว

“อ๋อนึกว่าใครที่แท้ก็เป็นพี่ชายของไอ้หนูแมวขโมยนั่นเอง ถามจริงเถอะที่ตามมาล้างแค้นให้น้องตัวเองเนี่ยมึงรู้สันดานชอบตีท้ายครัวบ้านคนอื่นของน้องมึงหรือยังวะ หึหึ ถ้ารู้ว่าพี่มันจะเสนอหน้ามาออกหน้าให้ไอ้หนูนั่นแบบนั้นรู้งี้กูส่งไปเป็นอาหารจระเข้ก็ดีว่ะ”

“มีความสามารถขนาดนั้นเชียว เอาสิกูก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าไม่ใช่กับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างไอ้โอแต่เป็นผู้ใหญ่อย่างกูคนอย่างมึงจะมีปัญญาทำอย่างที่พูดหรือเปล่า นี่กูต่อให้มึงไปงอแงฟูมฟายฟ้องเสธเลยก็ได้นะไอ้ลูกแหง่ที่มีดีแค่บารมีพ่อคอยคุ้มหัว” 

พรึ่บ! พลั่ก! ผลัวะ ๆ !! แค่ถูกเรียกว่าลูกแหง่ คนที่ยังนั่งบนพื้นโต้เถียงกับผมก็ลุกพรวดพราดโถมตัวเข้ามาผลักผมจนล้มตัวนอนราบบนเตียง โดยมีเจ้าของเตียงนั่งคร่อมผมไว้กำปั้นมันเหวี่ยงใส่แก้มผมซ้อนกันติด ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกอยากตอบโต้มันก็คือแววตาคู่นั้น เพราะตาของมันไม่ได้มีความรู้สึกอยากชวนตีแต่มันมีแค่ความอึดอัดจนล้นใจ แต่ผมก็ให้มันระบายได้แค่สองผลัวะเท่านั้นผลัวะที่สามถูกมือผมตะครุบกำปั้นมันไว้แล้วพลิกกายให้มันเป็นฝ่ายอยู่ข้างล่างโดยมีเข่าตัวเองกดทับอยู่กับอกมันไว้

“กูไม่ใช่น้องชายมึงที่จะยอมเป็นกระสอบทรายให้พี่เหี้ย ๆ อย่างมึงกระทืบได้กระทืบดี จำไว้ว่าชีวิตทุกคนก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่ามึงทั้งนั้นบางคนอาจเป็นที่รักของคนหลายคนมากกว่ามึงซะอีก เพราะงั้นอย่าเห็นชีวิตใครเป็นเรื่องสนุกอีกล่ะโดยเฉพาะกับไอ้โอกูไม่ใช่พี่ชายเหี้ย ๆ ที่คอยแต่จะเหยียบย่ำน้องตัวเองเหมือนมึง ถ้ากูยังเห็นมึงมาป้วนเปี้ยนกับมันอยู่ครั้งหน้าปืนของกูจะไปฝังอยู่บนหน้าผากของมึง” ผมไม่ได้บอกมันด้วยความรู้สึกกริ้วโกรธ ไม่ได้บอกมันด้วยน้ำเสียงขู่กรรโชก ไม่ได้บอกมันด้วยท่าทีคุกคามแต่ผมแค่พูดกับมันไปเรื่อย ๆ พูดเพื่อให้มันรับรู้ถึงสารที่ผมตั้งใจส่งไป

ถึงจะไม่เห็นทีท่ายอมความอะไรแต่ช่วงเวลาของค่ำคืนนี้มันควรจบได้แล้ว มือขวาผมคว้าเอาปืนของตัวเองบนเตียงมันมาเหน็บเอวไว้แล้วลุกเดินจากมา โดยไม่สนใจว่าในขณะที่ผมเดินหันหลังให้จะถูกใครแทงข้างหลังอีกหรือเปล่า

ที่ไม่นึกระแวงคนข้างหลังส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมเห็นแววตาต่อต้านตอนที่พูดถึงน้องชายมันเมื่อกี้ล่ะมั้ง เพราะสายตาของมันเมื่อกี้ไม่ได้แสดงถึงความเกลียดชังน้องตัวเองเลยสักนิด งั้นเรื่องบางเรื่องของมันผมคงต้องกลับไปคิดทบทวนดูอีกครั้งแล้วล่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป