บทที่ 15 ตอนที่ 6.1 การปะทะครั้งที่สอง
แปซิฟิก Part
“นี่ครับข้อมูลล่าสุด” กระดาษใบเดียวถูกผมคว้ามาอย่างไวสายตาไล่อ่านทุกตัวอักษรไม่ให้มีคำไหนตกหล่นเลยแม้แต่คำเดียว ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษไม่ใช่เพราะผมนึกพิศวาสมันนะ แต่เป็นเพราะว่าทุกครั้งที่ส่องกระจกร่องรอยบอบช้ำจากการถูกมันประเคนมือตีนให้วันนั้นยังคงมีให้เห็นแม้จะรางเลือนลงไปเยอะมากแล้วก็ตามเถอะ นั่นถึงเป็นสาเหตุให้ผมสาบานกับตัวเองไว้ว่าถึงยังไงผมก็ต้องเอาคืนไอ้เหี้ยนี่ให้ได้
“นายเหมันต์ ภัทระนิธิธาราอายุสามสิบเอ็ดปีปัจจุบันได้ออกจากราชการแล้ว ที่อยู่ปัจจุบันไม่มีที่ทำงานปัจจุบันก็ไม่มีมีแค่เบอร์โทรอย่างเดียวเนี่ยนะข้อมูลล่าสุดที่มึงหามาได้น่ะเรด มึงเป็นถึงอดีตพลแม่นปืนนะแต่ทำไมมีปัญญาแค่นี้วะ! ” กระดาษใบเดียวถูกขยำทิ้งแล้วปาใส่หน้าคนสนิทของตัวเองอย่างฉุนเฉียวอารมณ์โกรธคุกรุ่นเกินกว่าจะยั้งไหว ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ผ่านพ้นไปได้เกือบอาทิตย์ ใจผมก็ยิ่งร้อนเป็นไฟอยากจะเผาผลาญมันให้วอดวายเสียตรงหน้าเลย
“ไปเตรียมรถกูจะออกไปแดกเหล้า”
“ครับ” ถึงจะถูกผมสาดอารมณ์ร้าย ๆ ใส่มากแค่ไหนแต่คนสนิทคนนี้ก็ยังก้มหน้ารับคำสั่งของผมเช่นเคย นั่นทำให้ตัวเองต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้แล้วเดินนำออกจากห้องโดยไม่มองหน้าใครทั้งนั้น
“คุณท่านโทรมาถามว่าเมื่อไหร่คุณทะเลจะไปหาที่บ้านครับ”
“เฮ้อ ป๋าจะอยากเจอกูทำไมนักหนาวะ” เพราะช่วงนี้โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องเอาไว้หวยเลยไปออกที่ไอ้เรดอีกแล้ว ที่ต้องใช้คำว่าอีกแล้วเป็นเพราะพ่อขยันโทรมาสั่งให้มันพาผมกลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่เรื่องอะไรผมจะหอบหน้าเขียวปากกับหางตาเป็นรอยช้ำไปหาพ่อล่ะมีหวังพ่อได้ยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้แน่ ผมจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น
ไม่ได้หรอกเพราะไอ้เหี้ยนั่นมันเป็นของผมถ้ามันจะตายก็ต้องตายด้วยน้ำมือของผม
“ขับเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไงวะไอ้หน่อย! ”
“เอ่อรถมันติดน่ะครับ”
พลั่ก! “กูเห็นแล้วว่ารถมันติดแต่มึงเบียด ๆ ไปไม่ได้รึไง เว้ย! น่าเบื่อฉิบหายรถเหี้ยพวกนี้ก็ไม่รู้ไปไหนกันนักหนาสี่ทุ่มแล้วพวกมึงไม่คิดจะหลับจะนอนกันบ้างรึไง! ไอ้หน่อยมึงจอดรถเลยเดี๋ยวกูขับเอง”อารมณ์พาลพาให้เท้าข้างขวายกขึ้นมาถีบเบาะหลังของคนขับสายตาเพ่งมองการจราจรตรงหน้าอย่างรำคาญใจคำสั่งถึงพ่นออกมาโดยเจตนา แต่พอเห็นคนขับมีท่าทางอึกอักผมก็เปิดประตูรถทันควันจนมันต้องรีบจอดนิ่งอยู่กลางแยกไฟแดง
ปี้นนน!! “บีบแตรหาพ่อมึงรึไงไม่พอใจลงมาเลยไอ้เหี้ย! ” เพราะจังหวะที่รถจอดมันเป็นไฟเขียวรถคันหลังถัดจากรถบอดี้การ์ดอีกคันของผมก็พากันบีบแตรดังลั่น นั่นทำให้ผมต้องเดินไปยืนกอดอกอยู่หน้ารถมันแล้วแหกปากเรียกให้มันลงมาโดยมีบอดี้การ์ดของตัวเองลงจากรถมายืนรายล้อมอยู่รอบตัว
แต่แวบหนึ่งของสายตาผมกลับเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นตัวเองถึงได้ยกยิ้มขึ้นมาและมองผ่านไปราวกับไม่เห็นใครทั้งนั้น ไอ้โง่เอ๊ยสะกดรอยยังไงใครสอนให้มึงเปิดกระจกรถวะ!
“ขึ้นรถเถอะครับคุณทะเล” เป็นไอ้เรดที่เอ่ยปากขึ้นมาผมถึงได้พยักหน้าแล้วเดินกลับไปที่รถแต่เลือกจะเป็นคนขับเอง
“จะขึ้นหรือไม่ขึ้นถ้าไม่ขึ้นมาพวกมึงไปนั่งคันหลังก็แล้วกัน” เพราะรำคาญที่ลูกน้องคนอื่นเอาแต่ละล้าละลัง พอไอ้เรดก้าวขึ้นรถในฝั่งข้างคนขับคันเร่งถึงถูกผมเหยียบออกไปโดยไม่สนใจรถติดตามอีกสองคันว่าจะตามมาทันไหม
“จำที่มึงถามกูถึงที่มาของแผลบนหน้ากูได้ไหมเรด”
“จำได้ครับและคุณทะเลก็ยังไม่ได้ตอบคำถามผมครับ” ถ้าเป็นคนอื่นผมคงคิดว่าเป็นคำยอกย้อนที่กวนตีนไปแล้ว แต่นี่คือไอ้เรดคือคนที่ผมสนิทมากกว่าพ่อด้วยซ้ำผมถึงรับรู้ว่ามันไม่ได้มีเจตนายอกย้อนอะไรหรอกแต่เจตนาของมันก็คือต้องการให้ผมเปิดปากตอบคำถามมันบ้าง เพราะเช้าวันนั้นพอพวกมันเห็นสภาพผมทุกคนก็มีท่าทางแตกตื่นราวกับว่าประเทศไทยจะถูกลมหนาวพัดพาจนเกิดหิมะขึ้นกลางสี่แยกราชประสงค์งั้นแหละ
แม้จะไม่เอ่ยออกมาแต่กิริยาของทุกคนบ่งบอกได้ว่าพวกมันอยากรู้เหลือเกินว่าใครเป็นคนฝากรอยช้ำไว้บนหน้าของผม แต่ทุกอย่างกลับถูกผมปิดปากเงียบกริบจนถึงวันนี้ วันที่สายตามองกระจกข้างแล้วเห็นว่ารถกระบะคันนั้นยังคงตามมาห่าง ๆ เรื่องราวทุกอย่างถึงได้เปิดเผยให้คนสนิทได้รับฟัง
“ผมจะจัดการเองครับ”
“ยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการมันกูยังสนุกกับการที่มันตามติดต้อย ๆ เหมือนลูกหมาหลงทางอย่างนี้อยู่ แต่เตรียมตัวไว้เถอะพี่เรดอีกไม่นานกูจะไปเลี้ยงอาหารจระเข้แน่ หึหึ” เอี๊ยดด พวงมาลัยรถในมือถูกหักเลี้ยวเข้าซอยอย่างเร็วจนมีเสียงของล้อรถบดกับถนนดังเอี๊ยด
คลับเจ้าประจำคือจุดหมายแม้จะจอดรถและเดินเข้าไปในความมืดสลัวแล้วแต่ความรู้สึกของผมยังคงสัมผัสได้ถึงการติดตามของมัน ถึงกระนั้นผมก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำอย่างสบายอกสบายใจแล้วปล่อยให้หมาเฝ้าเนื้อได้ทำหน้าที่ของมันต่อไปโดยไม่สนใจมันอีกเลย
“วันนี้มึงสอนกูยิงปืนหน่อยได้ไหมกูหมายถึงสอนยิงปืนให้เป็นยิงเป้าเคลื่อนที่ได้ไม่ใช่ยิงยังไงก็ได้น่ะ”
“ได้ครับงั้นไปสนามที่พวกผมไปประจำแล้วกันครับ” หลังจากรู้ตัวว่าถูกติดตามมาได้สามสี่วันผมก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติเพียงแต่วันนี้สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือเอ่ยขอให้คนสนิทเป็นคนสอนยิงปืน เพราะแววตาเยาะเย้ยถากถางคู่นั้นมันยังจำติดอยู่ในใจผมถึงสาบานเอาไว้ว่าถ้าได้เจอกันอีกครั้งผมนี่แหละจะเป็นคนยัดลูกปืนใส่ปากมันบ้าง
“เขามาจากหน่วยจู่โจมพิเศษที่ประจำอยู่แถบชายแดนทางเหนือครับ ยศสุดท้ายก่อนออกจากราชการก็คือผู้กองปัจจุบันยังไม่ได้ทำงานที่ไหนแต่เหตุผลที่ออกจากราชการน่าจะมาจากเรื่องคุณทะเลกับน้องชายเขาครับ อีกอย่างเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือระดับพระกาฬของประเทศน่าจะเป็นมือหนึ่งด้วยครับ” ขึ้นรถมาได้ไม่ถึงนาทีข้อมูลใหม่จากไอ้เรดก็ทำให้ผมหูผึ่งไม่ใช่น้อย มิน่าล่ะมันถึงกล้าบุกเดี่ยวมาจู่โจมผมถึงถิ่นงั้นผมคงประมาทมันไม่ได้แล้วสินะ
“ที่ซุกหัวนอนของมันยังหาไม่ได้เหรอหรือมันไปอยู่กับไอ้หนูนั่นที่หอพักวะ”
“ดูเหมือนว่าน้องชายเขาจะยังไม่รู้ว่าพี่ชายลาออกจากราชการมาแล้วนะครับ” รถราขวักไขว่ตรงหน้าไม่ทำให้ผมรู้สึกรำคาญใจเหมือนทุกครั้งแต่กลับฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี นั่นคงเป็นเพราะรู้ว่าชีวิตช่วงนี้ของผมมีสัมภเวสีบางตัววนเวียนติดตามอย่างกับเงาล่ะมั้ง ทุกวันผมถึงได้ขยันไปนั่นไปนี่ให้ไอ้ควายตัวนั้นตามได้ทั้งวี่ทั้งวันดูซิว่ามันจะมีปัญญาตามได้กี่น้ำ
“มึงว่าต้องใช้กี่คนถึงจะล้มมันได้วะเรด” พอก้าวเท้าลงจากรถเพื่อเดินเข้าไปยังสนามฝึกยิงปืนคำถามที่ค้างคาใจก็อดเผยออกมาให้คนสนิทฟังไม่ได้ เสียงฝีเท้าของคนสนิทผมยังเดินตามมาติด ๆ แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือกลับไม่มีคำตอบกลับมาจนผมต้องเป็นฝ่ายหยุดเดินและหันไปมองถึงได้เห็นว่าบอดี้การ์ดคนนี้มีสีหน้ากังวลใจไม่ใช่น้อย
“มึงกลัวมันเหรอวะ”
“เปล่าครับแต่ต้องยอมรับว่าการจะล้มคนระดับนั้นได้ผมว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายมากนัก” ถึงใจหนึ่งจะเห็นคล้อยไปกับคำพูดของไอ้เรดแต่ผมก็มีความมั่นใจมากว่าจะเอาชนะไอ้เหี้ยนั่นได้ หึหึ ถึงจะเป็นอดีตหน่วยจู่โจมพิเศษแล้วไงวะหนังมันหุ้มเกราะยิงไม่ทะลุหรือไง? ก็รอดูกันต่อไปว่าผมหรือไอ้เหี้ยนั่นใครจะเป็นคนพลาดพลั้งให้ใครแต่สาบานได้ว่าจะต้องไม่เป็นผมแน่นอน
