บทที่ 16 ตอนที่ 6.2 การปะทะครั้งที่สอง

แปซิฟิก Part

ปัง ๆ ๆ ๆ !!! เสียงกระสุนผ่านลำกล้องของปืนกึ่งออโตเมติกแบบพกพาถูกลั่นไกผ่านนิ้วชี้ของผมกลิ่นควันของดินปืนล่องลอยเตะจมูกนัดแล้วนัดเล่า

“เหยียดแขนให้มากกว่านี้ครับสูดหายใจลึก ๆ ตั้งสติให้นิ่งก่อนลั่นไกลองดูใหม่อีกครั้งนะครับ” เมื่อเป้ากระดาษมีร่องรอยฉีกขาดจากรูกระสุนเพียงนัดเดียวจากจำนวนหลายนัดไอ้เรดก็เป็นคนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทีใจเย็นเหมือนเดิม แตกต่างจากผมที่รู้สึกหงุดหงิดกับผลงานห่วยแตกของตัวเองขึ้นมาเพราะเวลาร่วมชั่วโมงมานี้ผมยิงถูกเป้าได้ไม่ถึงห้านัดด้วยซ้ำแถมแต่ละนัดยังห่างไกลกับจุดสำคัญคนละโยชน์เลย นี่ถ้าไอ้เหี้ยที่แอบซุ่มดูอยู่มาเห็นเข้ามันคงหัวเราะเยาะผมเอาแน่

เคร้ง! “กูไม่มีอารมณ์ยิงต่อละแม่งเอ๊ย! ”

“ตอนผมจับปืนยิงครั้งแรกผมทำได้แย่กว่าคุณทะเลด้วยซ้ำ” คำเอื้อนเอ่ยของอดีตพลแม่นปืนทำให้ผมหันขวับไปมองอย่างแปลกใจ แต่ก็ได้เห็นแค่แววตาจริงจังไม่มีอารมณ์ขบขันหรือหลอกลวงสักนิด

“แล้วมึงทำยังไงถึงได้เป็นพลแม่นปืนวะ”

“ผมซ้อมทุกวันครับเพราะรู้ตัวว่าตัวเองไม่มีพื้นฐานเหมือนใครเขาเพราะรู้ตัวว่าเรียนรู้ช้ากว่าใครเขาและเพราะรู้ตัวว่านี่คือความฝันของตัวเองผมถึงได้ฝึกหนักกว่าคนอื่นสองเท่า คุณทะเลก็ทำได้เหมือนกันครับแค่อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายหรือท้อแท้ซะก่อน งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ครับแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาต่อกันใหม่” เพราะโดนผมสั่งความไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องสอนให้ผมยิงปืนให้เป็นให้ได้ครูฝึกจำเป็นตรงหน้าถึงไม่มีทีท่าลดละให้สักนิด 

แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องของตัวมันที่เล่ามาก็ทำให้ผมใจเย็นได้ไม่ใช่น้อย มือขวาถึงยกขึ้นไปตบไหล่คนสนิทอย่างขอบใจแล้วเดินไปนั่งไขว่ห้างคว้าเบียร์เย็นเฉียบมากระดกด้วยอารมณ์ผ่อนคลายกว่าเดิม ในหัววางเป้าหมายต่อไปว่าจะไปไหนเพื่อให้ใครบางคนได้ตามติดแจ

“เดี๋ยวไปห้างต่อเลยนะกูจะซื้อขนมไปฝากขอบฟ้าสักหน่อย”

“ครับเย็นนี้จะทานข้าวที่ไหนดีครับผมจะได้จองร้านไว้ให้เลย” คำถามของไอ้เรดทำเอาผมชะงักไปเหมือนกัน ที่เป็นอย่างนั้นคงเป็นเพราะผมไม่อยากให้เวลามื้ออาหารมาถึงล่ะมั้งเพราะต่อให้ผ่านไปกี่มื้ออาหารผมก็ต้องนั่งทานคนเดียวอยู่ดี

“ตกลงมันไม่ได้ตามติดกูเป็นลูกแหง่อีกแล้วใช่ไหม มันหายไปไหนวะมึงให้คนสืบดูรึยัง”

“เขาเงียบไปแล้วครับผมว่าในเมื่อเขายอมถอยคุณทะเลก็อย่าไปถือสาหาความอะไรอีกเลยครับ”

ขวับ! เพล้ง! “แต่กูต้องเอาคืนที่มันมาหยามกู! ถ้าพวกมึงไม่มีปัญญาตามตัวมันงั้นก็พากันไปเยี่ยมห้องไอ้หนูขี้ขโมยน้องชายมันซะ เอาให้เละไปข้างหนึ่งดูซิว่าพี่ชายมันจะมุดหัวเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อีกไหม” น่าจะเป็นเพราะช่วงหลังมานี้ผมไม่ได้ให้ความสนใจไอ้หนูขี้ขโมยนั่น สองสามวันมานี้พี่ชายมันเลยไว้วางใจมากพอจะเงียบหายไปนั่นทำให้ความรู้สึกไม่พอใจประดังเข้ามา แก้วเหล้าในมือถึงถูกปาใส่ผนังห้องจนแตกกระจาย

คำสั่งถูกเอ่ยออกไปอย่างแข็งกร้าวหางตาเหลือบไปเห็นไอ้เรดสั่งงานไปอีกทอด ผมถึงได้เดินขึ้นไปยังสระว่ายน้ำชั้นบนอย่างคนเซ็งสุดขีด สระน้ำแห่งนี้ถูกผมครอบครองเพียงคนเดียวตั้งแต่ซื้อเพนท์เฮาส์ไว้แล้วทั้งที่ตามสัญญาซื้อขายมีชื่อผู้ครอบครองสระอีกสี่คนคือเจ้าของห้องทั้งสี่ในชั้นเดียวกัน แต่ผมไม่ยักจะเคยเห็นพวกมันมาแสดงความเป็นเจ้าของสักครั้งสงสัยจะชอบสระว่ายน้ำส่วนตัวในห้องมากกว่าพื้นที่ชั้นบนสุดล่ะมั้ง

สองมือผมเท้าอยู่ที่เอวตัวเองในขณะที่สองตาจ้องมองภาพท้องฟ้าไร้ดาวเพียงลำพัง ในใจนึกอยากรู้เหมือนกันว่าความเงียบเหงาที่ผมได้รับตอนนี้มันเทียบเคียงกับความเงียบเหงาของแม่ในช่วงก่อนที่แม่จากไปบ้างไหม เพราะจนถึงนาทีสุดท้ายผมก็ยังไม่เห็นแม่มีแววตาของความสุขเลยสักนิด

ตรู๊ด ๆ ๆ “คิดถึงลูกชายเหรอครับป๋า”

“ถ้าแกรู้ว่าพ่อคิดถึงทำไมไม่โผล่หน้ามาบ้างล่ะพ่อมีธุระจะคุยด้วย” คำว่าคิดถึงของพ่อไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอิ่มใจสักนิด เท้าเปล่าเดินไปหยุดอยู่ริมสระน้ำก่อนจะทรุดตัวนั่งห้อยขาถามหาความเย็นฉ่ำของน้ำเพื่อลบล้างความขุ่นมัวในใจ

“มีอะไรป๋าพูดตรงนี้เลยก็ได้”

“กระทรวงการคลังกำลังต้องการคนเข้าไปทำงานแกเตรียมตัวไปรายงานตัวซะพ่อคุยไว้ให้แล้ว” คำตอบของพ่อทำเอาผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ คือพ่อคิดได้ยังไงจะให้ผมไปเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญอย่างนั้นวะในเมื่อพ่อก็รู้ดีว่าที่ผมจบมาได้น่ะเพราะบารมีพ่อล้วน ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ นี่พูดเอาฮาใช่ปะ ป๋าก็รู้ว่าผมโง่ขนาดไหนแล้วจะให้ผมไปทำที่นั่นเนี่ยนะจะให้ไปวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจอะไรล่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงผมว่าอย่าเลยไม่งั้นจะขายหน้าเปล่า ๆ เดี๋ยวชาวบ้านชาวเมืองก็รู้หมดหรอกว่าปริญญาเศรษฐศาสตร์ใบนี้ที่ได้มาเป็นเพราะป๋าประทานให้ผมน่ะ”

“แล้วใจคอแกจะลอยชายไปมาแบบนี้น่ะเหรอ”

“เดี๋ยวผมโทรไปใหม่นะป๋าตอนนี้ผมติดธุระอยู่น่ะ” ตรู๊ดด พอรู้ว่าพ่อจะวกเข้าเรื่องไหนผมเลยต้องรีบตัดสายแล้วโยนโทรศัพท์ไว้บนพื้นโดยไม่สนใจอะไรต่อ สองมือประสานกันไว้ใต้ท้ายทอยในขณะที่ร่างกายนอนหงายไปกับพื้น ความคิดหลายเรื่องมันตีกันในหัวจนว้าวุ่นไปหมดโดยไม่ห่วงว่าเส้นเลือดในสมองของตัวเองจะแตกเลยสักนิดเจ้าความคิดมันวนไปเรื่องนั้นเวียนไปเรื่องนี้ 

แต่ภาพสุดท้ายก่อนที่สติตัวเองจะลอยหายไปกับการนิทราก็คือภาพของหน้าศัตรูตัวฉกาจที่ผมหมายมาดว่าจะไม่มีวันปล่อยให้มันลอยนวลไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป