บทที่ 17 ตอนที่ 6.3 การปะทะครั้งที่สอง

แปซิฟิก Part

หลังจากคุยกับพ่อวันนั้นผมก็ไม่ได้โทรไปอีกเกือบอาทิตย์แต่คนที่ตัวเองโทรไปเยาะเย้ยในเช้ารุ่งขึ้นก็คือไอ้เหี้ยเหมันต์อะไรนั่น จากนั้นผมก็ตั้งรับในการมาของมันเต็มที่แต่แปลกที่มันเองก็เงียบหายไปเหมือนกัน

สามวันหลังของอาทิตย์นี้ผมถึงเลือกจะมาหมกตัวอยู่กับกลุ่มเพื่อนตามคำเชิญชวนของไอ้ท็อปหนึ่งในเพื่อนสนิทจนลืมวันลืมคืน พอตอนนี้โงหัวขึ้นจากหมอนได้ผมก็พาตัวเองเดินสะโหลสะเหลออกจากห้องนอนของไอ้ท็อปแล้วมาทรุดนั่งรวมกับพวกเพื่อนที่กำลังสนุกสนานอยู่กับยาเสพติดมากมายหลายชนิดเห็นแล้วอดเบือนหน้าหนีไม่ได้ 

ถึงผมจะไม่เอาถ่านยังไงแต่เรื่องเดียวที่ไม่เคยข้องแวะเลยก็คือเรื่องพวกนี้แต่ก็ใช่ว่าผมจะรังเกียจรังงอนในสิ่งที่กลุ่มเพื่อนทำอยู่ เพียงแค่ไม่เอาตัวเองถลำลึกไปถึงขั้นนั้นเหมือนพวกมัน นี่ยังดีนะที่ไอ้ท็อปไม่เล่นยาไปอีกคนน่ะ

“กูกลับแล้วนะ”

“มึงจะรีบกลับไปไหนวะทะเลอย่าบอกนะว่ามีใครรออยู่ที่ห้อง”

“ให้กูกลับไปหลับไปนอนบ้างเถอะไอ้สัสกินขี้ปี้นอนกับพวกมึงมาสามวันติดกันแบบนี้กูคงมีแรงนัดใครไปปี้ต่อล่ะมั้ง กูไปล่ะพวกมึงก็เหมือนกันอย่าเอาแต่หลงมัวเมาอยู่กับขยะพวกนั้นล่ะกูขี้เกียจไปงานศพเพื่อนก่อนเวลาอันควร” สิ้นคำตอบของผมก็มีเสียงหัวเราะพร้อมกันจากเพื่อนทั้งสามคน เห็นคนหนึ่งดวงตาฉ่ำเยิ้มอีกคนก็ล่องลอยไปไกลของพวกมันแล้วอดยกเท้าถีบเรียงตัวสั่งลาไม่ได้

หมับ! “กูไปส่ง”

“ไม่ต้องมึงไปหลับไปนอนซะไม่ต้องเฝ้าพวกมันหรอกถ้ามันพี้ยาจนตายเดี๋ยวพ่อแม่มันก็ให้คนมาเก็บศพเอง” ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูบ้านเดี่ยวของไอ้ท็อปลูกชายเจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชื่อดัง เอวผมก็ถูกเจ้าของบ้านสวมกอดเอาไว้แล้วดันให้ผมเดินพ้นประตูหน้าบ้านของมันโดยมีคนติดตามของผมพากันเดินไปที่รถอย่างรู้หน้าที่ มีก็เพียงไอ้เรดคนเดียวที่เดินมาหยุดอยู่ไม่ไกลจากผม

“มึงรีบกลับแบบนี้ถ้ากูเผลอเล่นยากับพวกมันใครจะห้ามกูวะ”

พลั่ก! “โอ๊ย! ไอ้ทะเลไอ้เหี้ยพูดเล่นแค่นี้ถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันด้วยเหรอไอ้เหี้ยชอบความรุนแรงฉิบหายมิน่าผู้หญิงพวกนั้นครางลั่นบ้านน่ะ” เป็นเพราะผมโมโหในคำพูดสิ้นคิดของเพื่อนคนนี้ศอกตัวเองถึงได้สวนใส่อกมันอย่างแรง แต่อย่าคิดว่าผมจะโต้ตอบในคำกล่าวหาของเพื่อนนะเพราะสิ่งที่ผมทำก็แค่ยักไหล่สองมือยกขึ้นมากอดอกสองตาจ้องมันเขม็ง

“กูไม่ได้รังเกียจหากเพื่อนกูจะเป็นขี้ยาแต่ถ้ามีหนึ่งในเพื่อนกูสักคนที่หลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ได้มันก็เป็นเรื่องที่กูจะดีใจเหมือนกัน ดีใจที่อย่างน้อยกูจะมีคนสติดี ๆ ไว้คุยกันบ้างและกูก็หวังว่าคนนั้นจะเป็นมึงแต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไรกูกลับล่ะ”

หมับ! “เดี๋ยวสิวะฟังก่อนกูแค่พูดเล่นกูไม่ทำหรอก”

“เออ ๆ แล้วแต่มึงแล้วกันกูกลับล่ะ” ฝ่ามือของไอ้ท็อปที่จับแขนผมไว้ถูกผมสลัดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินปรี่ขึ้นรถที่จอดรออยู่ พอพ้นประตูรั้วบ้านสายตาก็อดมองหารถศัตรูเหมือนทุกครั้งไม่ได้แต่ก็ไม่มีแฮะ เฮ้อ ไม่ใช่ว่าไอ้นั่นเสือกตาขาวขึ้นมาก่อนล่ะไม่งั้นผมคงไม่มีเรื่องสนุกทำแน่

“คุณทะเลจะแวะทานอะไรก่อนไหมครับหรือจะให้สั่งไปทานที่ห้องดี”

“สั่งข้าวต้มทะเลมาละกัน” นาฬิกาบอกเวลาใกล้เที่ยงคืนอาหารการกินถึงเป็นเรื่องที่ผมขี้เกียจหยิบยกมาเป็นประเด็น ทั้งที่ปกติแล้วตัวเองเป็นคนเรื่องมากเรื่องกินพอสมควร ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงผมก็พาสังขารตัวเองกลับมาถึงเพนท์เฮาส์อาการแฮงค์ยังคงคุกคามจนต้องตั้งสติให้มั่นคง ตัวเลขสีแดงเปลี่ยนจำนวนเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายถึงไปหยุดอยู่ที่ชั้นห้าสิบสี่ 

เสียงรองเท้ากระทบพื้นหลายคู่จากบอดี้การ์ดหยุดดังที่หน้าห้อง พอประตูถูกเปิดกว้างผมถึงหันไปสั่งความให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้และคำสั่งของผมก็ถูกตอบสนองโดยไม่มีคำทักท้วงสักคำ

แม้พื้นที่ของเพนท์เฮาส์จะกว้างขวางมากเท่าไหร่แต่แสงสว่างจากไฟทุกดวงที่ติดพร้อมกันมันก็สว่างมากพอกับกลางวันล่ะนะ รองเท้าผ้าใบราคาแพงถูกเหวี่ยงไม่เป็นที่เป็นทางเหมือนถุงเท้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาว ประตูห้องนอนถูกเปิดในจังหวะที่ไฟในห้องสว่างพรึ่บผมถึงได้มองเห็นแขกไม่ได้รับเชิญกำลังนั่งอยู่ปลายเตียงดวงตาเพ่งเล็งมาที่ผมเต็มสองตา

“ใครเชิญมึงมาวะหายหัวไปตั้งนานกูนึกว่าเรื่องมารยาททรามของมึงจะลดหลั่นไปบ้างนะเนี่ย หึหึ”

“กับคนอวดดีทั้งที่ตัวเองง่อยอย่างมึงกูคงไม่ต้องมีมารยาทด้วยหรอกทะเล” อื้อฮือ ผมกับไอ้เหี้ยนี่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งที่สองแถมเป็นการพบเจอที่ไม่เป็นมิตร หลังจากที่มันหายหน้าไปร่วมเดือนโผล่มาอีกทีอะไรทำให้มันกล้าเรียกขานราวกับสนิทสนมผมมาแต่ชาติปางก่อนแบบนี้วะ

“โอเคงั้นบอกธุระมึงมาแล้วรีบไสหัวไปกูจะได้รีบนอน” หมับ! พลั่ก! ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเพียงพริบตาเดียวคนที่นั่งเอ้อระเหยอยู่ปลายเตียงก็พรวดพราดเข้ามาจับแขนผมเหวี่ยงจนตัวผมแทบปลิวกับเรี่ยวแรงของมัน ในจังหวะที่เข่าถลาลงกับพื้นพรมอาการเมาค้างก็สร่างทันที

“กูเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับน้องกูอีกสมองมึงไม่เคยจดจำเรื่องอะไรเลยเหรอวะ” ฟึ่บ! ผลัวะ! จากนั่งกลับกลายเป็นนอนคว่ำอย่างไม่เต็มใจโดยมีเท้าของมันเหยียบหลังผมอย่างย่ามใจ มุมปากตัวเองกระตุกยกยิ้มขึ้นมาพร้อมกับพลิกตัวอย่างไว สองมือจับข้อเท้ามันเอาไว้แล้วกระชากจนคนตัวใหญ่กว่าหน้าคะมำในจังหวะที่ผมเบี่ยงตัวหลบหนี แค่เห็นมันล้มด้วยฝีมือผมความเหิมเกริมก็ถาโถมยั่วยุให้ถลาไปนั่งคร่อมตัวมันไว้หมัดขวาซัดใส่หน้ามันอย่างไม่ยั้งมือ

แต่ผมก็มีโอกาสได้แค่หมัดเดียวเพราะมือแข็งแรงของมันดันเอื้อมมาคว้าคอผมกระชากให้โน้มตัวลงมาหามันจนจมูกแทบจะชิดกัน แรงบีบคอของฝ่ามือทำให้ลมหายใจตัวเองขาดช่วง ในวินาทีฉุกเฉินนั้นตัวผมปลิวหวือตามแรงเหวี่ยงมันจนจุกไปทั้งตัวแต่จมูกก็รีบเร่งสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเหมือนกัน

พลั่ก! “หึหึ นี่ขนาดกูออมแรงให้แล้วยังมีปัญญาแค่นี้เหรอวะกระจอกฉิบหาย” แรงปะทะของรองเท้าผ้าใบกระแทกเข้ากับสีข้างผมอย่างแรงจนถึงกับต้องนอนตัวงอ ริมฝีปากขบกัดเอาไว้ไม่ให้หลุดเสียงโอดครวญน่าอายออกไปให้มันลำพองใจมากไปกว่านี้

“หึหึ แล้วมึงคิดว่าผู้กองจากหน่วยจู่โจมพิเศษทำร้ายคนไม่มีทักษะในการต่อสู้มันเก่งมากเหรอวะ ถุย! ใครกระจอกกว่าใครมึงคิดใหม่ดีกว่ามั้งไอ้แรมโบ้เสียเกียรติชุดที่ใส่ฉิบหาย”

หมับ! “คิดงั้นเหรอแต่กูรู้สึกเฉย ๆ ว่ะ มึงเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอว่ากูออกจากราชการแล้วน่ะ” ปกเสื้อของผมถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลจนถึงกับผงะหงายคางตัวเองถูกมือใหญ่ของมันบีบเอาไว้จนรู้สึกปวดร้าวไปทั้งหน้า แต่สายตายังต่อสู้กับมันอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน

พลั่ก! “โอกาสสุดท้ายที่กูจะให้มึงแล้วนะทะเลตกลงจะจบเรื่องน้องกูไหม” ไม่ใช่แค่ถามแต่มันยังเหวี่ยงตัวผมจนถลาไปชนปลายเตียง และนั่นคือโอกาสที่ผมรอคอยอยู่เช่นกันถึงได้ล้มลุกคลุกคลานไปทางหัวเตียงมือควานหาอาวุธปืนที่ซุกซ่อนไว้พอคว้าได้ก็ไม่รีรอจะหันไปเหนี่ยวไกใส่มันทันที

ปัง ๆ ๆ!!! และนัดที่สามก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อกระสุนฝังตรงไหล่มันจัง ๆ แต่วินาทีที่กำลังชื่นชมอยู่กับผลงานนั้นปืนในมือผมก็ถูกปัดทิ้งอย่างรวดเร็ว ความว่องไวของมันทำเอาผมนิ่งอึ้งขาตายไปเหมือนกัน

ผลัวะ ๆ!! พลั่ก! “อึก! ” ไม่มีวาจาใดหลุดออกมานอกจากมือตีนของมันกระหน่ำใส่จนผมตาลอยสติเคลื่อนคล้อยออกจากร่างไปทุกที

โครม! แต่ในช่วงที่สติกำลังจะเลื่อนลอยออกไปประตูห้องก็ถูกพังเข้ามาด้วยฝีมือบอดี้การ์ดของผม ร่างกายโชกเลือดของตัวเองถูกประคองมานั่งบนเตียงความเดือดดาลมีมากมายจนต้องสั่งกับสมองไว้ว่ามึงจะน็อกตอนนี้ไม่ได้ 

ถึงจะเจ็บปวดจากความระบมของร่างกายมากเท่าไหร่ผมก็ต้องฝืนเอาไว้เพียงเพราะเหตุผลเดียวนั่นคือภาพที่อยู่ตรงหน้า ภาพที่ไอ้แรมโบ้กำลังถูกรายล้อมไปด้วยลูกน้องนับสิบคนของผมหลังมือตัวเองยกขึ้นมาปาดคาวเลือดออกจากหน้าแล้วฝืนลุกขึ้นยืนกอดอกมุมปากกระตุกยิ้มอย่างสาสมใจ เอาสิกูลงทุนหลอกล่อให้มึงมาติดกับจนยอมเจ็บตัวแบบนี้ ถ้าวันนี้มึงไม่พิการก็คงต้องเป็นกูนี่แหละที่ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปางตายน่ะ

“หักแขนหักขามันซะ” แค่คำสั่งเดียวหลุดจากปากบอดี้การ์ดนับสิบก็ถลาเข้าไปรุมกินโต๊ะไอ้แรมโบ้พร้อมกัน แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ เพราะเสียงโอดโอยสีหน้าเจ็บปวดอาการหลับคาอากาศจากลูกน้องผมก็เริ่มมีให้เห็นทีละคนจนความโมโหพุ่งชนใส่ผมเต็มแรง

หมับ! ปัง ๆ ๆ !!! “พวกมึงยิงมันสิวะไอ้โง่! ” ปืนไอ้หน่อยที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างตัวถูกผมคว้ามาลั่นไกใส่อดีตทหารไม่ยั้ง ไอ้สัสนั่นเสือกหลบเก่งชะมัดจนนัดหนึ่งพุ่งใส่แขนไอ้เรดอย่างไม่ตั้งใจ ร่างกายผมถึงชะงักงันหัวใจหล่นวูบด้วยความหวาดกลัวว่าบอดี้การ์ดคนสนิทที่เปรียบเสมือนพี่ชายคนนี้จะชีวาวายเพราะฝีมือตัวเอง

ผลัวะ! ตุ๊บ! ความตกใจทำให้ผมได้แต่ยืนมองไอ้เรดตาค้างแขนขาหรือแม้แต่ปากไม่สามารถขยับได้ดังใจต้องการ นัยน์ตามองเห็นแต่ภาพบอดี้การ์ดของตัวเองกำลังร่วงโรยนอนสลบเหมือดเป็นแถว สุดท้ายก็มีเหลือแค่ไอ้เรดคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่ เพราะเหลือเพียงแค่คนเดียวพอเห็นว่าไอ้แรมโบ้บ้านั่นล็อกเป้าหมายเป็นไอ้เรด สติผมถึงกลับมาพาให้สองขาวิ่งถลาเข้าไปยืนบังร่างกายใหญ่โตของคนที่คอยปกป้องผมมาตลอด

“กล้ายิงขนาดนี้มึงคงคิดว่าบารมีพ่อมึงจะคุ้มกะลาหัวสินะ”

หมับ! “เฮ้ย! ไอ้เหี้ยแรมโบ้เอาปืนกูมาเดี๋ยวนี้นะ! ” เพราะมัวแต่ฟังมันพล่าม ปืนที่ผมยกเล็งได้แค่อึดใจถูกมันตบไปอยู่ในมือเพียงพริบตาปากก็อ้าด่ามันอย่างไวเช่นกัน แต่มันกลับหัวเราะออกมาซะงั้นพ่อมึงมาเล่นตลกให้ดูรึไงไอ้เหี้ย!

“พอเถอะทะเลสงสารคนที่เขาเจ็บตัวแทนมึงบ้างอย่าสักแต่คิดว่าเขาเป็นลูกน้องจนมึงมองไม่เห็นความสำคัญ แต่ลองหันไปดูพวกเขาบ้างสิคนพวกนั้นยอมเจ็บยอมตายเพื่อมึงแล้วมึงไม่คิดจะทำอะไรเพื่อเขาบ้างเลยเหรอวะ ที่จริงเรื่องมึงกับน้องกูควรจบได้แล้วนะถ้ามึงไม่มัวแต่อยากจะเอาชนะจนไม่ลืมหูลืมตาน่ะ เอาเป็นว่าต่อจากนี้ต่างคนต่างไปแล้วกันหวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันอีกนะ” มันห้ามไม่ได้ที่สายตาผมดันเลื่อนไปมองภาพผู้ชายในชุดสูทหลายคนนอนระเนระนาดเกลื่อนกลาดทั่วห้อง

ดวงตาเลื่อนไปสบตากับผู้ชายผิวสีแทนอย่างตั้งใจถึงได้เห็นว่าสภาพร่างกายมันก็โชกเลือดไม่น้อยไปกว่าผมหรือไอ้เรด แต่มันกลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาสักนิดแม้จะถูกผมยิงถูกจะ ๆ ไปหนึ่งนัดก็ตาม มันยังสามารถเดินตัวตรงอกผายไหล่ผึ่งผ่านหน้าผมออกจากห้องไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คุณทะเลเป็นอะไรมากไหมครับไปโรงพยาบาลก่อนนะ” เสียงของคนข้างกายเรียกความสนใจให้ผมกลับมาอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง สภาพห้องยับเยินแบบนี้คนเจ็บนอนเกลื่อนกลาดแบบนี้เสียงปืนหลายต่อหลายนัดแบบนี้เห็นทีว่าผมคงปกปิดพ่อไม่ไหว แต่ตัวเองไม่คิดจะใส่ใจอยู่แล้วความเกรี้ยวกราดของพ่อเลยถูกตัดทิ้งแล้วหันไปพยุงไอ้เรดให้ไปนั่งบนเตียง เห็นสีหน้ารู้สึกผิดปะปนกับเป็นห่วงของมันแล้วผมอดสงสารไม่ได้

“นั่งนี่นะเดี๋ยวกูโทรเรียกรถพยาบาลมารับพวกพี่เอง” โทรศัพท์ถูกต่อสายไปหาคนที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างเงียบกริบ แค่เอ่ยปากบอกเล่าคร่าว ๆ คนปลายสายก็แผดเสียงใส่อย่างที่คิดไว้ แต่เอาเถอะยอมโดนพ่อด่าทีสองทียังดีกว่าตกเป็นข่าวฉาวทั้งประเทศล่ะวะ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป