บทที่ 3 ตอนที่ 2.1 ผู้กองเหมันต์ ภัทระนิธิธารา
เหมันต์ Part
“พี่โอ้ไปพักก่อนเถอะเดี๋ยวผมอยู่เวรแทนเอง”
“ไม่เป็นไรคืนนี้ฟ้าสว่างลมเย็นดีถือว่านั่งตากลมเพลิน ๆ ไป” นายทหารรุ่นน้องทรุดนั่งข้าง ๆ ผมสายตาเหม่อมองไปยังจุดเดียวกันนั่นก็คือต้นไม้ในเงามืดของยามราตรี ถึงจะมีลมพัดมาให้ได้เย็นกายแต่ใช่ว่าจะไม่มียุงเพราะในป่าเขาแบบนี้ยุงนี่แหละที่ร้ายกว่าเสือเสียอีก เสียงตบเปาะแปะจากรุ่นน้องจึงมีให้ได้ยินเป็นระยะ
“ถามจริงเถอะพี่โอ้คิดจะลาออกจากราชการบ้างไหม เรียนไปรับราชการไปจนจบปริญญาโทไหนจะติดยศผู้กองแถมมีปีกเหินเวหาประดับอกข้างขวาอีก โปรไฟล์ดีแบบนี้ถ้าออกจากราชการมีหวังถูกท่าน ๆ ทั้งหลายแย่งชิงตัวให้เป็นคนสนิทอยู่ข้างกายแน่”
“หึหึ พูดซะเคลิ้มตามให้คิดลาออกจากราชการเลย แต่คงไม่หรอกแผ่นดินของประเทศคือเลือดเนื้อและวิญญาณของกู อีกอย่างกูชินกับการอยู่กับป่ากับเขาแบบนี้แล้วด้วย หรือมึงมีแผนจะออกจากราชการล่ะเพราะมึงก็ใกล้จบโทเหมือนกันนี่”
“วิญญาณผมก็เป็นรั้วของชาติเหมือนพี่นี่แหละถึงมันจะทำให้เรามีเมียยากเย็นแสนเข็ญเพราะวัน ๆ เจอแต่ป่าพวกค้ายา ชาวบ้านกับเจอหน้ากันเองก็เถอะ เฮ้อ คิดแล้วเซ็งนี่ผมว่าเดือนหน้าจะขอลาพักร้อนสักสามวันนะพี่ผมอยากลงเขาไปให้แสงสีมันเข้าตาบ้างเดี๋ยวตาจะบอดสีซะก่อน ฮ่า ๆ ๆ ” เสียงหัวเราะของหมวดภัทรหยุดชะงักทันควัน สายตาของเราสองคนกวาดมองรอบตัวปืนในมือถูกกระชับไว้ในตำแหน่งที่พร้อมเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลา
“พี่ได้ยินเหมือนผมไหม”
“อืม มึงไปบอกทุกคนให้เตรียมพร้อมไป” ทุกคนรู้ว่าคำสั่งของผมจะไม่เคยมีเป็นครั้งที่สอง ทหารรุ่นน้องถึงได้ค่อย ๆ ลุกเดินไปทางที่ลูกทีมบางส่วนพักกายลงกับพื้นดินเพื่อพักผ่อน ส่วนผมเองก็ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับเสียงกรอบแกรบรอบ ๆ ตัว ด้วยความมั่นใจว่าจุดที่เราพักแรมอยู่นี้ต้องมีผู้มาเยือนแน่ ไม่ถึงอึดใจตาตัวเองถึงเหลือบเห็นว่ากองไฟของเราถูกดับพรึ่บ ภายใต้ความมืดชุดสีดำที่ผมสวมใส่อยู่ถึงเป็นเครื่องแบบที่ช่วยอำพรางตัวได้เป็นอย่างดี
“ผู้กองครับที่นับได้น่าจะมีประมาณสิบคนครับ”
“อืม วี้ดวี้ว” เมื่อจ่ารุจน์คลานมากระซิบข้าง ๆ ผมที่นอนราบกับพื้นอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ถึงได้ผิวปากออกไปเป็นสัญญาณให้ลูกน้องกระจายกำลังตามแผนการที่เคยซักซ้อมมาทุกครั้ง ปืนยาวติดลำกล้องกลางคืนถูกใช้เล็งหาเป้าหมายช้า ๆ อย่างไม่เร่งรีบแต่เมื่อเจอแล้วก็ไม่ให้พลาดที่จะสังหารเช่นกัน
ปัง! “โอ๊ย! ” เสียงปืนนัดแรกของผมเปรียบเสมือนการตัดริบบิ้นเพราะจากนั้นเสียงปืนก็ดังลั่นไปทั้งป่า เสียงโอดครวญจากการได้รับบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายดังแว่วไม่หยุด สถานการณ์เดือดดาลค่อย ๆ สงบลงในเวลาต่อมาไฟฉายกระบอกเล็กถูกสอดส่ายหาเพื่อนทหารทั้งหลายเพื่อดูว่ามีการสูญเสียจากการปะทะครั้งนี้หรือไม่นี่คือสิ่งที่ผมมักจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
เพราะการสูญเสียเพื่อนร่วมรบในครั้งหนึ่งมันยังฝังติดอยู่ในใจของผม การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เพราะทุกคนในทีมผมต่างสิ้นชีพในภารกิจปะทะกับกลุ่มค้ายารายใหญ่เมื่อสามปีก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นมีเพียงผมคนเดียวที่เอาชีวิตรอดมาได้ฉะนั้นเพื่อนร่วมทางถึงเป็นเรื่องแรกที่ผมมักจะให้ความสำคัญมาตลอด
“อยู่กันครบไหมมีใครเป็นอะไรหรือเปล่าทางนี้เคลียร์แล้ว”
“ไอ้เสริฐไอ้คอปถูกยิงแต่อาการไม่สาหัสครับผู้กอง” เสียงตอบกลับของจ่ารุจน์ทำให้ลมหายใจของผมเริ่มผ่อนคลายขึ้นแต่ถึงกระนั้นปืนในมือก็ยังคงไว้ในท่าเตรียมพร้อมตลอด สองขาย่ำเท้าไปตามแสงจากกระบอกไฟฉายจุดหมายคือร่างแน่นิ่งของฝั่งตรงข้ามสามคนที่นอนเกลื่อนกลาดไม่ห่างจากจุดที่ผมอยู่เท่าไหร่
“โอ๊ย ชะ ช่วยด้วย” พรึ่บ! เสียงโอดครวญจากหลังต้นไม้ห่างจากผมไม่กี่ก้าวเรียกร้องสัญชาตญาณผู้ล่าให้ยกปืนส่ายหาต้นตอของเสียงนั้น รองเท้าคอมแบตค่อย ๆ ย่ำตามเสียงอย่างเงียบเชียบ
ปึก! “พวกมึงเป็นใคร! กูถามว่าเป็นใคร!! ”
“ชะ ช่วยด้วย” คอมแบตสีดำของผมเหยียบหน้าท้องมันอย่างแรง ปืนยาวในมือกดจ่อไปที่อกซ้ายของมันด้วยความพร้อมจะสังหารทุกวินาที แต่เสียงโรยรานั้นกลับพูดเป็นภาษาไทยคำเดียวที่ผมจับใจความได้นอกนั้นชายที่นอนหงายมีเลือดไหลรินจากแขนกับไหล่ก็พูดพล่ามเป็นภาษาอื่น ซึ่งในหมู่พวกผมรู้กันดีว่ามันคือหนึ่งในภาษาที่ชนกลุ่มนั้นส่วนใหญ่มักจะมีอาชีพผลิตยาเสพติด
และถ้าเป็นโชคดีผมอาจจะได้เจอกับกลุ่มเดียวกับที่ถล่มทีมผมเมื่อหลายปีก่อนก็ได้ เพราะในเหตุการณ์นั้นถึงพวกมันจะล้มหายตายจากทุกคนเหมือนกัน แต่สายข่าวของผมรายงานว่าตัวหัวหน้าพวกมันยังคงมีชีวิตอยู่และเดินหน้าผลิตยาเสพติดส่งเข้ามาขายในประเทศเหมือนเดิม
“มีพวกมันเจ็บอยู่ทางโน้นอีกสองคนครับผู้กอง”
“ลากศพพวกมันไปกองไว้รวมกันส่วนคนที่บาดเจ็บมัดไว้แยกกันที่ต้นไม้กูมีธุระจะคุยกับพวกมัน แล้วดูแลคนของเราที่เจ็บด้วยนะ”
“ครับผม! ” จ่ารุจน์กับลูกน้องผมอีกสี่ห้าคนพากันเคลื่อนย้ายศพกับคนเจ็บตามคำสั่งอย่างว่องไว
“จะให้วอร์ไปบอกนายเลยไหมพี่โอ้”
“ยังไม่ต้องกูขอคุยกับพวกมันก่อน” วิทยุสื่อสารในมือหมวดภัทรถูกเหน็บไว้ที่เอวตามเดิมโดยที่เจ้าตัวไม่ออกปากถามอะไรทั้งนั้น แต่ด้านหลังของผมยังคงมีนายทหารรุ่นน้องเดินตามมาติด ๆ
“ถ้าตามมาในฐานะทหารหรือผู้ใต้บังคับบัญชามึงก็กลับไปดูแลทหารที่บาดเจ็บเถอะหมวด”
“ใครว่าล่ะผมไปกับพี่ในฐานะน้องชายต่างหาก” คำตอบของหมวดภัทรยังคงเป็นคำตอบเดิมเหมือนหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์คล้ายกันขึ้นมา เหตุการณ์ที่ผมมักจะเล่นนอกกติกาเพื่อตามหาศัตรู ตามเพื่อกวาดล้างพวกมันให้หมดไปจากแผ่นดินของเรา
เหนือสิ่งอื่นใดผมสาบานกับตัวเองไปแล้วว่าต้องเอาเลือดพวกมันมาเซ่นวิญญาณให้ทุกคนในทีมผมให้ได้ ไอ้คนที่ผมเหยียบเมื่อกี้ตอนนี้ถูกมัดอยู่กับต้นไม้ใหญ่โดยมีเสียงร้องโอดโอยพร้อมกับเลือดไหลรินไม่หยุด ไฟฉายกระบอกเล็กสาดใส่ไล่ส่องตั้งแต่หน้าของมันยันเท้า
“มึงเป็นกลุ่มว้าดำใช่ไหมมากันกี่คนล่ะ” ถึงเลือดจะหมดตัวแต่ดูท่ามันก็ยังไม่ยอมอ้าปากพูดในสิ่งที่ผมต้องการคำตอบ ปลายกระบอกปืนถึงได้กดย้ำตำแหน่งที่มันถูกยิงอย่างไม่ออมมือ
“โอ๊ย!! ” ผมว่าทั่วทั้งป่าตอนนี้คงมีแต่เสียงโหยหวนของมันล่ะมั้ง นั่นยิ่งทำให้ผมเพิ่มแรงกดลงไปอีกเพราะยิ่งมันส่งเสียงแห่งความเจ็บปวดดังมากเท่าไหร่ พวกพ้องของมันที่หลบอยู่แถวนี้ถ้าไม่เคียดแค้นจนหน้ามืดบุกเข้ามาดวลปืนกับผมก็คงเผ่นหนีป่าราบไปเลย
ผลัวะ! “อย่าทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องไอ้สัสถ้าไม่อยากไปนอนกองกับเพื่อนมึงก็คายออกมา หึหึ คิดว่ากูไม่กล้าฆ่ามึงรึไง หมับ! มึงดูเอาเองนะว่าเพื่อนมึงตายไปเท่าไหร่ถ้าจะตายอีกคนคงไม่ใช่เรื่องแปลก” มือที่ถือปืนจนเคยชินเอื้อมไปขยุ้มผมคนร้ายเพื่อให้มันเงยหน้าไปดูจุดที่เพื่อนของมันถูกลากไปกองไว้รวมกัน
“กูว่ามึงบอกผู้กองไปเถอะจะภักดีอะไรให้นึกถึงลูกเมียบ้างถึงไม่มีลูกเมียก็นึกถึงพ่อแม่สักหน่อย นี่กูเห็นว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันถึงเตือนเพราะผู้กองเขาไม่เคยเตือนก่อนลั่นไก” คงเป็นเพราะท่าทีสบาย ๆ ของหมวดภัทรทำให้มันมีท่าทางลังเลใจ ผมถึงได้ถอยห่างจากมันอีกสองก้าวเพื่อให้มันไม่รู้สึกกดดันไปมากกว่านี้
“คนนั้นเป็นมือขวาของเว่ย” แค่เสียงแผ่วเบาชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายผมก็เดินดุ่มไปยังชายอีกคนที่ถูกมัดไว้กับต้นไม้อีกต้นทันที
ผลัวะ! “นายมึงยังอยู่ดีมีสุขใช่ไหม” ด้ามปืนในมือฟาดใส่กรามของเป้าหมายอย่างแม่นยำคำถามของผมคงทำให้มันนึกแปลกใจก็แน่ล่ะในเมื่อกลุ่มมันเป็นเครือข่ายยาเสพติดอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉะนั้นชั่วชีวิตของพวกมันคงคลุกคลีอยู่กับการเข่นฆ่าจนลืมไปว่ามันพรากลูกพรากพ่อพรากคนรักไปจากใครบ้าง
“เอาเป็นว่ามึงตอบคำถามสั้น ๆ แล้วกันว่าตอนนี้นายมึงข้ามฝั่งมานี่หรือยัง หึหึ จ้องแบบนี้สงสัยจะไม่อ้าปากล่ะสินะ”
ปึก! “อ๊ากก!! ” เมื่อปลายแหลมของมีดพกปักลงตรงต้นขาซ้ายของมัน ข้อมือผมก็บิดอาวุธที่อยู่ในมือจนมันแหกปากร้องโหยหวนไปทั่วป่า
“ยะ ยังไม่ข้ามมา” แค่ยกปลายกระบอกปืนขึ้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็กลับกลายเป็นคำตอบของคำถามผม แววตาของมันตอนนี้ไม่มีคำหลอกลวงให้เห็นสักนิดตัวเองถึงได้หันหลังเดินจากมา เพราะถ้าตัวหัวหน้ามันยังไม่ได้แตะบนผืนแผ่นดินไทยผมก็คงทำอะไรไม่ได้เลย เพราะอำนาจของผมไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ไม่งั้นเชื่อเถอะว่าคนเหล่าจะไม่มีวิญญาณตั้งแต่ห้านาทีแรกแล้วล่ะ
