บทที่ 4 ตอนที่ 2.2 ผู้กองเหมันต์ ภัทระนิธิธารา
เหมันต์ Part
“หมวดวิทยุแจ้งกองบัญชาการด้วยว่าเราปะทะกับคนของเว่ยตอนนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แล้วให้ฮอมารับคนเจ็บที่เนินลั่นทมด้วย จ่ารุจน์เด็ก ๆ พอจะเดินไหวกันไหมฮอจะมารับคนเจ็บที่เนินลั่นทมน่ะ”
“ไหวครับผู้กองพวกผมไปไหวครับ” ไม่ใช่จ่ารุจน์ที่ตอบกลับมาแต่กลับเป็นหนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งผมก็เชื่อมั่นในคำตอบของเขา เพราะกว่าจะได้ใช้ชีวิตในชุดทหารสีดำพวกเราต้องผ่านการฝึกหนักจนได้ชื่อว่าเป็นนรกทุกสัปดาห์ตั้งสิบสามสัปดาห์ ทั้งทางทะเลที่ต้องวิ่งแบกเรือยาง พายเรือยางว่ายน้ำหลายกิโลเมตร
ไหนจะภาคภูเขาที่ต้องแบกท่อนไม้ขนาดหนักเป็นตันวิ่งขึ้นเขาร่วมยี่สิบกิโลเมตรรวมถึงการกระโดดร่มที่ความสูงเก้าพันฟุต ทุกการสอบในแต่ละปีถึงมีคนผ่านการคัดเลือกแค่จำนวนยี่สิบสามสิบคนเท่านั้น ทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกถึงต้องอดทนมากกว่าความอดทนต้องแข็งแกร่งทรหดเหนือกว่าคนทั่วไป นักรบจู่โจมพิเศษเดนตายถึงเป็นสมญาของหน่วยเรา
“แล้วไอ้พวกนั้นล่ะครับไหนจะศพพวกมันอีกผู้กองจะเอาไงดีครับ”
“จ่าเอาคนของเราที่ไม่ได้รับบาดเจ็บไปด้วยทั้งหมดเลยลากพวกมันไปด้วยถ้าใครเดินไม่ไหวก็ยิงทิ้งซะ ส่วนตรงนี้กูกับหมวดภัทรจะอยู่เองไม่ต้องโต้แย้งปฏิบัติเดี๋ยวนี้! ”
“ครับผม!! ” ลูกน้องทั้งหมดของผมรีบรับปากอย่างแข็งขัน แม้สีหน้าของพวกเขาจะไม่เห็นด้วยที่จุดปะทะตรงนี้มีเพียงแค่ผมกับหมวดภัทรเท่านั้นแต่ทุกคนก็ไม่เอ่ยปากท้วงติงและยังปฏิบัติตามคำสั่งเช่นเคย
เมื่อหมวดภัทรเดินมาบอกว่ากองบัญชาการกำลังส่งเฮลิคอปเตอร์มารับ ลูกน้องที่ไม่ได้รับบาดเจ็บถึงเดินไปแก้มัดแล้วใช้เชือกมัดมือพวกมันสามคนไว้ด้วยกันจากนั้นก็ผลักหลังพวกมันให้เดินนำหน้าไปออกไป ชุดสีดำที่พวกเขาสวมใส่อยู่กำลังลับหายไปในความมืดของป่า เสียงฝีเท้าค่อย ๆ จางไปจนเหลือไว้เพียงแค่คำพูดก่อนไปว่าพวกเขาจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดกับเสียงลมบางเบาเสียงสัตว์ป่าเท่านั้น
“พี่ลืมมีดพกไว้ที่ขามันน่ะ”
“กูตั้งใจฝากไว้ที่มันขืนดึงออกมันคงเลือดไหลไม่หยุดตายห่าก่อนถึงจุดนัดพบพอดี ว่าแต่พวกมันเล่นปืนรุ่นใหญ่ขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่กูเคยเห็นนะ หึหึ พ่อค้ายาเสพติดหรือพ่อค้าอาวุธสงครามกันแน่วะ” กองไฟถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งสายตาผมจับจ้องอยู่กับศพหลายศพที่นอนเรียงเกลื่อนกลาดอาวุธของพวกมันถูกรวบรวมไว้ข้าง ๆ ที่ผมกับหมวดภัทรนั่งอยู่
ผมได้แต่ถามตัวเองว่าถ้าสักวันหนึ่งต้องประจันหน้ากับตัวการใหญ่ในวันนั้นผมจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เหมือนเมื่อกี้ที่ปล่อยมือขวาของมันให้อยู่ในมือกระบวนการยุติธรรมหรือจะแลกชีวิตกับมันให้ตายกันไปข้างหนึ่งดี
“พี่โอ้เมื่อไหร่จะมาหากูวะ กูคิดถึงนะเว้ย”
แต่แล้วใบหน้าของคนสำคัญในชีวิตก็แวบเข้ามาในหัว ซึ่งใบหน้านั้นทำให้ผมตัดสินใจในเรื่องที่คิดอยู่ยากขึ้นไปใหญ่ แต่เอาเถอะรอให้สถานการณ์นั้นมาถึงจริง ๆ ก่อนแล้ววันนั้นผมคงตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณได้เอง
“เป็นยังไงบ้างผู้กองได้ยินว่าวันก่อนยิงกันสนั่นลั่นป่าเลยไม่ใช่รึ” คำถามจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่าผมหลายเท่าทำให้ผมต้องรีบทำความเคารพทันควัน แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจในพิธีรีตองของผมแต่อย่างใดนอกจากส่งสายตาทวงถามหาคำตอบ
“ผมส่งรายงานไปให้แล้วครับผม”
แปะ ๆ “เดินคุยกันหน่อย” เมื่อนายสั่งผมก็ต้องทำตามสองขาตัวเองถึงได้เดินตามหลังไปเงียบ ๆ จากตึกกองบัญชาการเส้นทางที่ผู้บังคับบัญชาเดินมุ่งหน้าไปก็คือต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่ค่ายทหารแห่งนี้มานานแสนนานแล้ว
“มึงจะวางมือเรื่องเว่ยได้รึยังโอ้” พอรอบตัวมีแค่ผมกับนายชายวัยสี่สิบกลาง ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาโดยไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ไม่ได้ครับผม”
“มึงก็รู้ว่ากูไม่อยากได้คำตอบนี้ ที่กูคุยกับมึงไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแต่หลายครั้งแล้วและที่กูต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกมึงรู้ดีใช่ไหมเพราะอะไร” สายตาแน่วแน่ของอดีตผู้บังคับบัญชาสายตรงของผม บ่งบอกถึงความตั้งใจจริงมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ตั้งใจที่จะให้ผมลืมความสูญเสียทั้งหมดให้สิ้น
“รู้ครับผมรู้ว่าท่านไม่ได้เกรงกลัวในอำนาจใดผมรู้ว่าในใจของท่านยังคงรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียเหมือนที่ผมรู้สึก และผมก็รู้ว่าท่านเองไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าปกปิดความเสียใจแล้วเดินหน้าต่อไปในหน้าที่ที่ท่านต้องรับผิดชอบ ผมเองก็เหมือนกันผมก็ทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ หน้าที่ที่จะรักษาแผ่นดินนี้ไม่ให้แปดเปื้อนจากสิ่งชั่วร้ายที่พวกมันพยายามยัดเยียดใส่แผ่นดินเรา
“ผมพยายามเต็มที่ที่จะปกป้องประชาชนในแผ่นดินให้พวกเขาไม่ต้องหวาดผวากับปีศาจอย่างพวกมัน ไม่ให้ลูกหลานพ่อแม่พี่น้องของครอบครัวไหนต้องตกเป็นทาสยาเสพติดจากการชักนำของมันนี่คือสิ่งสำคัญที่ผมยึดมั่นอยู่เสมอ แต่ผมก็ไม่ลืมว่าเราต้องสูญเสียคนในทีมไปเพราะใครและผมจะทำหน้าที่ตรงนี้แทนท่านเหมือนกันครับผม! ” คำพูดของผมคงสะกิดใจให้ผู้บังคับบัญชาหวนคิดถึงความหลัง
เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียให้หลายครอบครัว ความโศกเศร้ายังคงครอบคลุมมาถึงผมและชายตรงหน้า ชายที่ผมได้วิทยุถึงเขาเป็นสองคนสุดท้ายและได้รับคำสั่งจากเขากับผู้บัญชาการอีกคนที่เป็นนายตำรวจว่าไม่ให้ตาย ผมถึงกัดฟันเอาตัวเองฝ่าออกจากแดนมฤตยูนั้นได้ แต่สุดท้ายแล้วความสูญเสียในครั้งนั้นก็ทำให้เขาหันหลังให้กับภาคปฏิบัติแล้วเนรเทศตัวเองขอย้ายเข้ากรุอยู่ในกองบัญชาการเงียบ ๆ ไม่ต่างจากนายตำรวจท่านนั้นที่หันหลังให้กับหน่วยรบพิเศษเพื่อรับตำแหน่งใหญ่โตในกรุงเทพแทน
“ตอนนี้ลูกน้องคนสนิทของกูเหลือแค่มึงคนเดียวนะโอ ไอ้บัญชามันก็ทิ้งชีวิตข้าราชการไปอยู่กับตัวเป้งแล้วเพราะเหลือมึงคนเดียวกูถึงไม่อยากเสียมึงไปอีกคน”
“ผมจะไม่ยอมตายด้วยน้ำมือของพวกมันแน่นอนผมยังจำคำสั่งของท่านในวันนั้นได้และผมจะทำตามนั้นครับผม! ” ความห่วงใยทอประกายขึ้นมาในสายตาของผมผู้ชายตรงหน้ามงกุฎครอบดาวบนบ่าไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปเลย เขายังคงเป็นหัวหน้าคนเดิมของผมเสมอ
“งั้นก็ระวังตัวด้วยล่ะมันรู้ว่ามึงเป็นหัวหอกออกนอกหน้าขนาดนี้มันคงไม่ปล่อยให้มึงตัดมือตัดขามันฝ่ายเดียวหรอก อ้อ พี่สันต์มาเชียงใหม่น่ะเห็นบอกว่าอยากเจอมึงยังไงมึงก็ลาไปเจอเขาที่เชียงใหม่หน่อยละกันเขาพักที่เดิมน่ะ”
“ครับผม” มือขวาผมยกขึ้นมาวันทยหัตถ์ให้กับผู้ชายที่ปลุกปั้นสั่งสอนผมมาตั้งแต่ผ่านการฝึกหฤโหดเมื่อสิบกว่าปีก่อน เมื่อผู้เป็นนายลับหายไปจากสายตาตัวเองถึงได้หันไปทอดตามองขึ้นไปบนฟ้าเพื่อต้องการตอกย้ำให้ตัวเองรักษาความแน่วแน่ตั้งแต่แรก ผมจะไม่รามือผมจะไม่ย่อท้อผมจะเอาความเคียดแค้นทั้งหมดขึ้นมาถักทอเป็นอาวุธเพื่อทำลายพวกมันแน่นอน
