บทที่ 5 ตอนที่ 2.3 ผู้กองเหมันต์ ภัทระนิธิธารา

เหมันต์ Part

“วันนี้เรียนถึงกี่โมง”

“กำลังจะเลิกแล้วเนี่ยถามทำไมอะจะพาไปกินข้าวเหรอเอาสิผมโคตรหิวอะ” พอได้ยินเสียงใสของใครคนหนึ่งที่ผมแสนจะห่วงใยมุมปากถึงกระตุกยิ้มให้กับโทรศัพท์อย่างอดไม่ได้

“กูถามเพราะสี่ทุ่มจะได้โทรไปหาที่ห้องหวังว่ามึงคงไม่ออกไปเที่ยวอีกนะ มึงปีสองแล้วนะโอโตพอที่จะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ”

“โห่ พูดเหมือนผมเป็นเด็กใจแตกเลยอะ แต่เอ.. ไม่แน่นะผมอาจจะเป็นเด็กมีปัญหาเพราะพี่ชายไม่เคยรักษาน้ำใจด้วยการทิ้งผมไว้ให้ลอยเคว้งคว้างอยู่กรุงเทพคนเดียว ผมก็เลยกลายเป็นเด็กใจแตกก็ได้ เออใช่แล้ว! ที่ผมเป็นคนขี้เหล้าทุกวันนี้ต้องไม่ใช่เพราะพี่ฟ้าแต่เป็นเพราะพี่โอ้แน่ ” ข้อหาที่มันยัดเยียดให้ทำเอาอดส่ายหน้าไม่ได้ แต่เมื่อสายตามองเห็นจุดหมายอยู่อีกไม่กี่ก้าวตัวเองถึงรีบเป็นฝ่ายตัดบทน้องชายแล้วทิ้งข้อความสุดท้ายเอาไว้ว่าคืนนี้จะโทรหาอีกครั้ง

“สวัสดีครับผู้กองโอ้”

“สวัสดีครับผู้กองภาส” ผู้ติดตามของคนที่ผมมาหายิ้มรับในคำถามแล้วเดินนำผมเข้าไปยังบ้านทรงไทยหลังไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กสักนิด

“รอบนี้ท่านมาราชการหรือมาส่วนตัวล่ะ”

“มาส่งเพื่อนสนิทท่านทำธุระครับ” แม้จะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบสบาย ๆ แต่แววตาวิบวับของผู้กองภาสบอกเล่าถึงสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน ว่าเพื่อนคนนั้นคงเป็นตัวเป้งที่พี่บัญชาอดีตหัวหน้าทีมของผมลาออกจากราชการเพื่อไปทำงานด้วยแน่

“แล้วเพื่อนสนิทของท่านอยู่ด้วยไหมผมไม่เคยเจอด้วยสิ”

“คุณอรรคออกไปคุยกับลูกค้าที่โรงแรมในเมืองน่ะ ท่านครับผู้กองโอ้มาแล้วครับ” การสนทนาของผมกับผู้กองภาสยุติลง เมื่อได้ย่างเท้าขึ้นบันไดก็ได้พบกับชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดนอกเครื่องแบบยืนถือแก้วเบียร์รออยู่ที่ระเบียงเสียก่อน

“สวัสดีครับท่าน”

“เมื่อไหร่มึงจะเลิกเรียกกูว่าท่านสักทีวะโอ้ บอกกี่ครั้งแล้วว่าตอนนี้กูไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของมึง” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่วัยสี่สิบปลาย ๆ ท่านนี้คือตำรวจสายบู๊ที่หลายครั้งตำรวจกับทหารเคยประสานงานกันในงานใหญ่หลายงาน

แต่ครั้งสำคัญก็คือการตามล่าผู้ค้าอาวุธสงครามกับขบวนการขนยาเสพติดข้ามชาติ ผลงานชิ้นใหญ่ของเราก็คือเด็ดหัวมือซ้ายของหัวหน้ากลุ่มว้าดำในเหตุการณ์ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของผมนั่นแหละ เพราะเหตุการณ์นั้นไม่ใช่แค่ทีมของผมที่เสียชีวิตแต่ชุดจู่โจมพิเศษของตำรวจที่ร่วมงานก็สิ้นชีพไปหลายนายเช่นกัน

“เข้าไปดื่มด้วยกันข้างในดีกว่า” ไหล่ของผมถูกแขนของอดีตผู้บังคับบัญชาอีกคนพาดไว้แล้วรั้งให้เดินเข้าไปในบ้านด้วยกัน แอร์เย็นเฉียบนั้นทำเอาอดแปลกใจไม่ได้เพราะปกติแล้วนายตำรวจท่านนี้ไม่ค่อยชอบอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศเท่าไหร่ แต่ท่านชื่นชอบกลิ่นดินกลิ่นสายลมมากกว่านี่นา

“มึงไม่ต้องสงสัยอะไรมากหรอกคนที่กูมาด้วยมันเป็นคนเปิดทิ้งไว้ต่างหาก”

“หึหึ ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรนักหนานี่ครับว่าแต่ท่านมากี่วันครับ” พอเห็นว่าท่านปิดแอร์แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างบานใหญ่แทนตัวเองถึงได้กุลีกุจอไปช่วยเปิดทุกบาน เมื่อประตูบ้านกับหน้าต่างถูกเปิดทั้งคู่สายลมก็ไม่รอช้าที่จะพัดผ่านเข้ามาทักทายเราสองคน

“คงอีกสองสามวันนั่นแหละ มึงล่ะเป็นไงบ้างได้ยินจากไอ้ตั้วว่ามึงบู๊กับไอ้พวกเหี้ยนั่นมาเหรอ” ท่านสันต์ก็คืออีกคนที่มีความเคียดแค้นไม่ต่างกับผม คืออีกคนที่สั่งไม่ให้ผมตายในภารกิจคืนนั้น คืออีกคนที่กล่าวโทษตัวเองเพราะปฏิบัติการนั้นท่านไม่ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง และคืออีกคนที่มีเป้าหมายเดียวกันกับผมนั่นคือตามล่าและกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ท่านถึงได้ยอมรับตำแหน่งใหญ่ในกรมตำรวจเพื่อหาข่าวของพวกมัน หน่วยงานสีเขียวกับสีกากีถึงถูกเราสองคนแลกเปลี่ยนกันอยู่บ่อยครั้ง

ครั้งนี้เช่นกันทุกสายข่าวทุกความเคลื่อนไหวถูกนำมาพูดคุยอย่างเคร่งเครียด น้ำสีเหลืองในแก้วพร่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสายลมพัดกระโชกรุนแรงขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าฝนของสิ้นเดือนสิงหาคมกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว

“ผมว่าท่านเพลา ๆ เรื่องดื่มหน่อยดีกว่าครับถ้าคนที่มาด้วยกลับมาเห็นท่านดื่มเยอะแบบนี้คงไม่ชอบใจแน่”

พลั่ก! “มึงอย่าพูดถึงมันกูขอเวลาพักผ่อนอย่างสบายหูสักสามสี่ชั่วโมงเถอะ” เท้าขวาของท่านสันต์ยกมาถีบน่องผมอย่างอัตโนมัติแต่ผมกลับโฟกัสไปที่แววตาของท่านมากกว่า ดูยังไงก็ช่างขัดกับประโยคเมื่อกี้ชะมัดเพราะในแววตาของชายผู้มีอำนาจในวงการสีกากีนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความคิดถึงต่างหากล่ะ

“พูดซะผมชักกลัวแล้วสิครับ”

“จะกลัวทำไมในเมื่อสักวันกูอยากให้มึงช่วยมาดูแลเขาหน่อย” คำพูดนี้ไม่มีวี่แววของความล้อเล่นเลยสักนิด แต่เพราะเราสองคนรู้อยู่แก่ใจว่าเรายังมีภารกิจยิ่งใหญ่รออยู่ท่านสันต์ถึงใช้คำว่าสักวันในขณะที่ผมทำเพียงแค่เงียบงันเท่านั้นเอง

คืนนั้นผมค้างคืนที่นั่นจนรุ่งสางก็รีบกลับเชียงรายแล้วยิงตรงมายังหมู่บ้านแถบชายแดนที่ทีมของผมประจำอยู่ทันที แต่บางเรื่องก็ถูกนำมาคิดแม้เวลาจะผ่านไปร่วมสองเดือนแล้วก็ตาม

“คิดอะไรอยู่พี่ตั้งแต่กลับจากเชียงใหม่ผมรู้สึกว่าพี่มีเรื่องให้ต้องคิดมากนะ”

“อืมนิดหน่อยว่ะ ว่าแต่ผู้ใหญ่บ้านให้คนมาส่งข่าวอะไรบ้างไหม”

“ต้องมีอยู่แล้วพี่ข่าวออกครึกโครมว่าลูกน้องพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่อาการปางตายขนาดนั้น มีเหรอพวกมันจะเงียบเฉย” หมวดภัทรหยิบยกข้อมูลความเคลื่อนไหวหลายอย่างของฝั่งตรงข้ามเอามาสาธยายให้ฟังข้อมูลน่าจะไม่มีพลาดให้ต้องตามเก็บตกสักเม็ด

“หึหึ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีกูจะได้เตรียมตัวต้อนรับพวกมันไม่ให้ขาดตกบกพร่องสักคน เรื่องนี้แจ้งไปทางกองบัญชาการหรือยังวะ”

“ยังพี่ข่าวสดเพิ่งได้มาร้อน ๆ เนี่ยผมรอขอความเห็นพี่ก่อนเผื่อพี่อยากออกนอกกติกาไงล่ะ” ทหารหนุ่มรุ่นน้องยักคิ้วให้จนน่าหมั่นไส้ฝ่ามือถึงลอยปะทะท้ายทอยมันให้ได้พอมึน

“มึงเริ่มคิดเริ่มตัดสินใจด้วยตัวเองได้แล้วนะภัทรเพราะสักวันหนึ่งมึงต้องเป็นคนตัดสินใจเองเหมือนกัน อย่าบอกนะว่าจะหยุดตำแหน่งไว้ที่หมวดน่ะ”

“ถึงอีกหน่อยผมจะเป็นผู้กองแต่ในวันนั้นพี่ก็เป็นนายพันไปแล้ว พันตรีเหมันต์ ภัทระนิธิธารา ฟังแล้วรื่นหูว่าปะพี่” วาจาเพ้อฝันของรุ่นน้องเป็นสาเหตุให้ผมถอนหายใจอย่างเอือมระอาแล้วหันไปมองภูเขาสุดลูกหูลูกตาตรงหน้า คำพูดสุดท้ายของท่านสันต์ยังคงดังก้องอยู่ในหู วาจาเชื้อเชิญแกมร้องขอนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดหนักมาจนถึงตอนนี้

“อย่าลืมนะโอ้ถ้าวันที่เราสองคนปลดหนี้หนักอึ้งที่ติดค้างอยู่ในใจหมดเมื่อไหร่ วันนั้นกูขอให้มึงช่วยมาอยู่ดูแลเขาได้ไหม”

“คุณอรรคคงสำคัญสำหรับท่านมากใช่ไหมครับ”

“ทุกคนต้องมีคนสำคัญของตัวเองทั้งนั้นสำหรับกูแล้วคนที่สำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็คือมันกูล็อกเป้าหมายในชีวิตไว้ที่มันแล้ว มึงล่ะปีนี้มึงสามสิบแล้วนะโอ้มันถึงเวลาที่มึงควรมองหาเป้าหมายแล้วล็อกไว้ได้รึยัง ถึงไม่ใช่ในฐานะคนรักอย่างน้อยในฐานะคนรู้ใจก็ได้”

เมื่อในหัวมีน้ำคำของท่านสันต์ย้ำไว้ให้จำสองมือของผมถึงประสานกันเพื่อใช้รองรับหัวของตัวเอง ร่างกายเอนนอนทอดยาวไปกับพื้นหญ้าปนพื้นดิน แผ่นดินที่ผมใช้ชีวิตเพื่อปกป้องรักษาไว้ให้ยั่งยืนสืบไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

“ไม่แน่กูอาจไม่ใช้ชีวิตเป็นรั้วของชาติจนถึงยศนายพันก็ได้ เพราะนอกจากอธิปไตยของแผ่นดินกูยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเหมือนกัน”

“อย่าบอกนะว่าพี่อยากออกจากราชการแล้วน่ะ” แผ่นดินข้างตัวผมตอนนี้มีทหารรุ่นน้องทอดกายนอนเคียงข้างกัน เวลายามเย็นช่วงต้นเดือนกันยายนอากาศไม่ได้ร้อนอบอ้าวสักเท่าไหร่ อีกอย่างต่อให้ร้อนตับแตกหรือเหน็บหนาวจนตัวชาพวกผมก็ไม่หวั่นไหวอยู่แล้ว เรากินเรานอนอยู่ในป่ามานานพอที่จะอ้าปากยอมรับว่าผืนป่าเป็นบ้านของเราแล้วล่ะ

“อาจจะแต่ในสักวันหนึ่งนะ” พรึ่บ! แต่เมื่อในหูได้ยินกระดิ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอึดใจต่อมาจะถึงเวลาเคารพแผ่นดินแล้ว เราสองคนก็พากันผลุนผลันลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ปลายนิ้วข้างขวาแตะลงกับปลายคิ้วในท่าวันทยหัตถ์อย่างแข็งขัน เสียงเพลงชาติแว่วมาจากค่ายพักแรมที่เรามาปักหลักตั้งค่ายได้หลายวันนั่นตอกย้ำให้ผมรู้ว่า

เลือดทุกหยดขอหลั่งรดบนผืนดิน

เราพร้อมพลีกายเพื่อรักษาชาติเอาไว้ให้คงมั่น

ชีพเรายอมขาดสะบั้นแม้ชีวาวาย

จักมิยอมให้ศัตรูใดมาแผ้วพานพื้นพสุธาของชาติไทย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป