บทที่ 6 ตอนที่ 3.1 ความซื่อสัตย์ไม่มีอยู่จริง

แปซิฟิก Part

“วันนี้จะกลับกี่โมงล่ะ”

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะคะ” หลังเสร็จจากกิจกรรมบนเตียงกับใยบัวเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปเรียนภาคเช้า รูปร่างบอบบางที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะกระจกเครื่องแป้งราคาแพงคือจุดที่สายตาผมจับจ้องอยู่ตอนนี้

แต่คงเป็นเพราะผมจ้องมองเธออย่างชัดเจนเกินไปมือไม้ที่สาละวนอยู่กับการแต่งตัวถึงได้หยุดชะงักแล้วมองสบตาผ่านมาทางกระจก แววตาที่เคยใสซื่อในครั้งแรกเมื่อเจอกันวันนั้นกลับกลายเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยปริศนาให้ค้นหาในตอนนี้ และผมเองก็ได้คำตอบในปริศนานั้นแล้วด้วยสิ

“ไม่มีอะไรวันนี้เฮียจะไปหาน้องชายที่มหาลัยหน่อย ถ้าบัวเลิกเรียนเวลานั้นเฮียจะได้รอรับกลับด้วยกันเลย”

“น้องชาย? เฮียมีน้องชายด้วยเหรอคะ” น่าจะเป็นความตั้งใจที่เธอต้องการกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นของตัวเอง คำถามอื่นจึงถูกหยิบยกขึ้นมาแทนที่จะตอบคำถามของผม

“มี เรียนวิศวะปีสี่มันดังในกลุ่มเด็กมหาลัยพอสมควรนะบางทีบัวอาจจะรู้จักมันก็ได้ ไว้วันหลังเฮียจะแนะนำให้รู้จักก็แล้วกันว่าแต่บัวมีเพื่อนเรียนวิศวะบ้างไหมล่ะ”

“ไม่มีค่ะหนูไปเรียนก่อนนะคะป่านนี้ทรายคงจะรอแย่แล้วเฮียพักผ่อนต่อเถอะค่ะ” แม้จะพยายามทำตัวให้ปกติมากแค่ไหนแต่คนที่มันทำความผิดยังไงก็ต้องหวาดหวั่นในความผิดของตัวเองอยู่ดี ผู้หญิงคนนี้ก็เช่นกันเธอถึงได้ร้อนรนเดินออกจากห้องไป พอได้อยู่ในห้องนี้คนเดียวโทรศัพท์ก็ถูกใช้งานสั่งความให้ไอ้เรดจับตามองผู้หญิงของผมเหมือนเดิม เหมือนที่ผมได้รับรายงานตลอดช่วงสองอาทิตย์นี้

เมื่อคนสนิทรับคำกลับมาผมถึงได้ไปอาบน้ำอาบท่าตั้งใจจะกลับไปนอนคอนโดของตัวเองบ้าง แต่มือที่กำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตต้องหยุดชะงักเพราะสายตาดันเหลือบไปเห็นวงสีแดงของปากกาวงไว้ที่ 20 กันยายนในปฏิทิน จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณของความเป็นเจ้าของก็คงใช่ รอยยิ้มของผมถึงกระตุกขึ้นมาแววตาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้นมีแต่ความสนุกสนาน เพราะรู้ดีว่าวันที่ 20 กันยายนผมคงจับหัวขโมยได้แน่นอน

แกรก! “กลับห้องเลยไหมครับ”

“นี่เพิ่งแปดโมงเช้าจะรีบกลับไปไหนวะ ไปบ้านไอ้ลูกเมียเก็บดีกว่ากูอยากเห็นท่าทีของมันว่าจะอ้อนวอนยังไงไม่ให้กูจัดการกับไอ้แมวขโมยตัวนั้นอีก” แค่เปิดประตูห้องออกมาคนสนิทรูปร่างใหญ่โตก็ยืนประจำหน้าที่อยู่หน้าห้องเช่นเคย และคำตอบของผมคงทำให้มันลำบากใจไม่ใช่น้อย แววตาอดีตพลแม่นปืนที่ผันตัวมาเป็นคนสนิทผมมานานหลายปีถึงได้มีแต่ความอึดอัดใจ

แปะ ๆ “เอาน่ะวันนี้กูไม่เล่นถึงได้เลือดหรอกกูแค่จะไปถามความคืบหน้าว่ามันง้อขอบฟ้าของกูไปถึงไหนแล้ว อ้อเรื่องขอบฟ้าล่ะทางนั้นมีอะไรเคลื่อนไหวหรือเปล่า”

“คุณท่านไม่ได้ให้ใครตามคุณฟ้าแล้วครับส่วนคนของเราก็ยังตามดูคุณฟ้าเหมือนเดิมครับ” ติ๊ง! รายงานจากไอ้เรดจบลงในจังหวะที่ลิฟต์เปิดมาพอดี ช่วงเวลาที่อยู่ในลิฟต์ผมใช้ไปกับการสั่งความให้ไอ้เรดตามติดขอบฟ้าทุกฝีก้าวโดยไม่ให้น้องได้รู้ตัว เพราะลึก ๆ ในใจผมยังเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ไอ้ลูกเมียเก็บยังตามวอแวน้องอยู่ พ่อคงไม่ปล่อยให้ขอบฟ้ามีชีวิตราบรื่นแน่ผมถึงต้องให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เวลาไม่ถึงห้านาทีรถเก๋งสีดำสามคันก็เคลื่อนตัวออกจากคอนโดหรูที่ผมซื้อไว้ให้ใยบัวพักอยู่กับเพื่อนของเธอ

“ว่าแต่วันที่ 20 กันยามันมีความสำคัญยังไงกับใยบัววะ”

“อ๋อวันเกิดคุณบัวครับ ส่วนนี่ข้อมูลเพิ่มเติมของนายวัสสะครับ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซองสีน้ำตาลถูกไอ้เรดยื่นมาให้แต่ผมก็เลือกจะเมินเฉยใส่มาหลายครั้งหลายคราว จนถึงวันนี้เมื่อผมรับรู้ถึงขีดสุดของความอดทนกำลังจะขาดลงตัวเองถึงได้เอื้อมมือไปรับซองนั้นมาเปิดด้วยความสนใจมากกว่าอยากรู้คำตอบเรื่องวันที่ 20 เสียอีก

ประวัติโดยละเอียดของไอ้หนูหน้าตาโง่ ๆ คนนี้ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนี่หว่าฐานะทางบ้านก็งั้น ๆ การเรียนก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าผมเลย ถ้าจะมีโดดเด่นอยู่บ้างคงเป็นเรื่องที่มันมีเพื่อนสนิทเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจกับด้านมืดนี่แหละ

กระดาษสีขาวถูกเปิดไปจนถึงหน้าสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่เสียด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่เด็กเจ้าตัวอาศัยอยู่กับลุงป้า หือมีพี่ชายด้วยเหรอวะ? แล้วประวัติพี่ชายมันไปไหนวะแม้จะอ่านทวนกี่รอบแต่น่าแปลกใจที่ประวัติของพี่ชายมันกลับไม่มีข้อมูลปัจจุบันสักนิด จะมีก็เพียงชื่อนายเหมันต์กับรูปเมื่อสิบสองปีก่อนตอนจบม.ปลายเท่านั้นที่มีให้ผมได้เห็น

“พี่ชายมันตายห่าไปอีกคนรึไงวะ”

“ข้อมูลเบื้องต้นไม่พบว่าเสียชีวิตแต่ค้นเจอแค่รับราชการเท่านั้นครับ”

“ในเมื่อมันรับราชการก็ต้องมีข้อมูลมันสิอย่าบอกนะว่าเรื่องแค่นี้มึงตามไม่ได้น่ะ กูต้องการรู้ว่ามันทำมาหากินอะไรอยู่ที่ไหนเอาสภาพเบ้าหน้าของมันในปีนี้มาให้ด้วย รูปเมื่อสิบสองปีก่อนจะเอามาให้กูดูทำไมป่านนี้มึงคิดว่ามันจะแช่แข็งเบ้าหน้าตัวเองเป็นเด็กสิบแปดรึไงเอาปากกามึงมาซิ! ” เพราะหงุดหงิดกับเรื่องที่คนสนิทไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ รูปภาพพี่ชายลึกลับของไอ้แมวขโมยเลยถูกผมละเลงด้วยปากกาสีแดงที่ไอ้เรดยื่นให้

เป็นเด็กเป็นเล็กยิ้มไม่เป็นหรือไงวะแม่งเก๊กแต่เด็กเลยนะไอ้สัส ริมฝีปากของมันถูกปากกาแดงแต่งเติมเป็นรอยยิ้มฉีกถึงหู คิ้วดำนั่นก็ไม่รอดจากปากกาเหมือนจมูกกับตาก็เช่นกัน

“หึหึ หน้าตาคนน้องก็โง่คนพี่ก็พิการทางกล้ามเนื้อจนยิ้มไม่ออกแบบนี้ ดีแล้วที่พ่อแม่มันไม่ได้อยู่ดูความอับโชคของลูกน่ะ”

“คุณทะเลครับเรื่องพี่ชายของเด็กคนนั้นผมว่าไม่ธรรมดาครับ เพราะประวัติโดยทั่วไปของข้าราชการเขาจะไม่ปกปิดกันถ้าคนคนนั้นไม่ใช่สายลับหรือทำงานด้านความมั่นคงของชาติหรือหน่วยพิเศษหน่วยไหนสักหน่วย” ความบันเทิงเริงใจในการแต่งเติมหน้าตาของไอ้หน้าเก๊กถูกเบรกโดยบอดี้การ์ดคนสนิท

ถึงนิสัยตัวเองจะเป็นคนมั่นใจและถือดีมากแค่ไหนแต่กับไอ้เรดผมก็ให้ความเชื่อถือและรับฟังมันในระดับหนึ่งเหมือนกัน เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหลายปีมานี้มันเป็นทั้งบอดี้การ์ดทั้งเพื่อนทั้งคนสนิทและเป็นเหมือนพี่ชายที่ผมอยากจะมีล่ะมั้ง รูปในมือถึงถูกชูขึ้นมาดูอย่างตั้งใจอีกครั้งดูทั้งที่หน้าตาไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้ได้จดจำเพราะน้ำมือผมนี่แหละ

“ถ้างั้นก็ยิ่งสนุกสิ ยังไงก็ขอให้มันรับราชการเหมือนที่ป๋าเป็นก็แล้วกัน กูจะได้ลากมันทั้งพี่ทั้งน้องให้ตกนรกไปด้วยกันซะเลย หึหึ” ภาพใบนั้นถูกผมฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเก็บทุกอย่างใส่ซองคืนไอ้เรดไปในใจภาวนาขอให้วันที่ 20 กันยายนเป็นวันที่ผมคิดไว้นั่นก็คือวันที่ตัวเองจะจับแมวขโมยได้คาหนังคาเขา แล้วหลังจากนั้นผมจะได้ปิดบัญชีกับไอ้คนไหนก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรยศหักหลังครั้งนี้

แม้จะรู้อยู่เต็มหัวใจว่าตัวเองไม่ได้พิศวาสใยบัวถึงขั้นเจ็บปวดจากการถูกแทงข้างหลัง แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับว่าลึก ๆ แล้วตัวเองรู้สึกเสียใจเหมือนกัน เสียใจที่ชีวิตของผมไม่มีคนซื่อสัตย์อยู่รอบกายสักคนเลยหรือไง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป