บทที่ 8 ตอนที่ 3.3 ความซื่อสัตย์ไม่มีอยู่จริง

แปซิฟิก Part

“ฮึกก ถ้าเฮียจะฆ่าก็ฆ่าหนูนี่ ฮืออ”

เพียะ! “ไม่ต้องกลัวว่ากูจะเก็บมึงไว้ขึ้นหิ้งบูชาหรอกนะ เพราะคนอย่างมึงมันสกปรกเกินกว่ามือกูจะแตะต้องด้วยซ้ำ พามันไปรอที่รถก่อน” ร่างโรยแรงถูกบอดี้การ์ดสองคนประคองลงลิฟต์ไป ไม่รู้เป็นเพราะโดนผมใช้กำลังทำร้ายร่างกายหรือเป็นเพราะมันหมดแรงไปกับการโยกตัวอยู่บนร่างไอ้แมวขโมยตัวนั้นกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้สองขาพาผมเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้ง ดวงตากวาดมองสภาพเตียงเศษถุงยางอนามัยรวมถึงซากร่างไอ้หนูนั่นที่นอนสลบเหมือดหน้าตาเนื้อตัวโชกเลือดอยู่บนพื้นด้วยใจนิ่งเฉย

“ให้ผมทำยังไงกับมันดีครับ”

“ปล่อยมันนอนเน่าอยู่นี่แหละเดี๋ยวก็มีคนมาเก็บซากมันอยู่ดี ส่วนมึงจัดการขายห้องนี้ทิ้งซะ” บอกคนสนิทไว้แค่นั้นผมก็หันหลังให้กับห้องนอนที่ผมเคยนอน แต่บัดนี้ห้องนั้นกลับเป็นที่รองรับร่างของผู้ชายอีกคนโดยที่ผมเป็นได้แค่ไอ้ควายเจ้าของห้องเท่านั้น

ตรู๊ด ๆ ๆ “คิดยังไงโทรมาหาล่ะเนี่ย”

“เฮียแค่จะบอกให้ขอบฟ้ามาเก็บศพไอ้หนูนั่นที่คอนโดบัวที”

“หา!! อย่าบอกนะว่าเฮียฆ่าไอ้โอแล้วอะ ฮึก ทำไมถึงทำแบบนั้นวะ ฮึก ทำไมไม่”

“หยุดโวยวายก่อนเถอะแล้วไม่ต้องร้องไห้ให้มันเลยนะ ถ้าขอบฟ้าร้องไห้ให้มันอีกคนเฮียสาบานว่าจะกลับไปเอาปืนยิงแสกหน้ามันตอนนี้จริง ๆ ไปเอาคีย์การ์ดข้างล่างนะเฮียจะบอกพนักงานไว้ให้” เสียงคร่ำครวญของขอบฟ้าเงียบกริบลง จากนั้นอีกฝ่ายก็ตัดสายไปคงเป็นเพราะเจ้าตัวกำลังตรงดิ่งมาที่นี่แน่

“คุณทะเลไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะครับ” ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้าเอ่ยถามในสถานการณ์แบบนี้ แต่คงเป็นเพราะนี่คือพี่เรดล่ะมั้งคือคนที่เป็นบอดี้การ์ดของผมมาสิบกว่าปีใบหน้านิ่งเฉยของคนตัวใหญ่ถึงมีแววตาเป็นกังวลให้ได้เห็น ตัวเลขสีแดงของลิฟต์ดีดมาถึงชั้นที่ผมยืนรอพอก้าวเท้าไปอยู่ในสถานที่สี่เหลี่ยมโดยมีตัวเลขสีแดงเลื่อนลงช้า ๆ ดวงตากับความคิดของผมถึงจดจ่ออยู่กับตัวเลขทั้งหมดโดยไม่ตอบคำถามของคนสนิทแม้แต่คำเดียว

จะให้ตอบยังไงในเมื่อตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไงบ้าง ภาพแรกตอนที่เปิดประตูเข้าไปเห็นใยบัวนอนหลับสนิทกับผู้ชายอีกคนอยู่บนเตียงของผม ถูกทับซ้อนด้วยภาพน้ำตาของแม่ที่ร้องไห้ปานหัวใจจะแหลกสลายอยู่ทุกค่ำคืน เสียงคำสั่งของพ่อที่บอกไม่ให้แม่ไปยุ่งกับคนบ้านนั้น ความชอกช้ำจากการกระทำไม่ซื่อสัตย์ของพ่อได้เปลี่ยนแปลงให้ใจผมเกลียดชังพฤติกรรมพวกนี้จนไม่เหลือศรัทธาไว้ให้มันสักนิด

ติ๊ง! “มึงไปบอกพนักงานเรื่องขอบฟ้าด้วยนะ”

“ครับ” สิ้นคำตอบรับสั้น ๆ จากไอ้เรดรถเก๋งสีดำสามคันก็เคลื่อนมาจอดเทียบอยู่หน้าประตูคอนโด รองเท้าหนังเงาวับสีดำถึงเดินเอื่อย ๆ ออกไปทั้งที่ใจยังไม่อยากจะเผชิญหน้ากับใครที่ผมลงไม้ลงมือไปเมื่อกี้สักนิด เพราะงั้นผมถึงเบนเป้าหมายไปทางรถคันแรกแทนที่จะเป็นคันที่สอง ไอ้เล็กรีบลงมาเปิดประตูรถให้โดยไม่ทักท้วงในการกระทำของผม รถแล่นไปช้า ๆ ท้องฟ้าเริ่มทอแสงออกมาเป็นสัญญาณว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและก็คงเป็นจุดจบของบางเรื่องราวเช่นกัน

“เอานี่ไปจากนี้ใยบัวไม่ใช่ผู้หญิงของเฮียแล้วนะ” วันนี้ดูเหมือนว่าท้องฟ้าจะเป็นใจให้เมฆฝนบดบังดวงอาทิตย์ พอรถแล่นมาถึงหาดทรายเม็ดแรกของจังหวัดเพชรบุรีบรรยากาศถึงได้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแถมคลื่นทะเลยังสาดเข้าหาฝั่งอย่างรุนแรง แต่ผมกับผู้หญิงผมยาวร่างบางที่ยืนข้าง ๆ ก็ยังคงยืนหยัดเคียงคู่สู้ลมอยู่บนหาดทรายโดยไม่มีใครล่าถอยไปแม้จะถูกละอองของคลื่นสาดกระทบมาก็ตาม

“หนูจะไม่ขอโทษในสิ่งที่หนูทำหรอกนะ ทั้งหมดหนูตั้งใจให้มันเกิดขึ้นด้วยตัวของหนูคนเดียวเท่านั้น”

“บัวไม่ต้องกลัวว่าถ้าเฮียจะเข้าใจว่าไอ้หนูนั่นหลอกล่อบัวแล้วเฮียจะไปฆ่ามันหรอกนะ บัวไม่ได้มีความหมายกับเฮียขนาดนั้น ถึงเฮียจะรู้สึกเสียหน้าเพราะโดนไอ้หนูหน้าโง่นั่นตีท้ายครัวบ้างก็เถอะ” เช็คมูลค่าห้าล้านถูกยัดใส่มือใยบัวจากนั้นมือทั้งสองข้างของผมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลงไม้ลงมือกับเธออีก

“หนูรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความหมายอะไรกับเฮียเลยหนูรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะรู้แบบนั้นเมื่อเจอคนที่ให้ความสำคัญกับหนู หนูถึงยอมรับเขาทั้งหัวใจแม้จะรู้สึกผิดกับความตั้งใจของหนูเอง เฮียรู้ไหมว่าหนูตั้งใจไว้ยังไงหนูบอกกับตัวเองทุกครั้งว่าหนูจะจงรักภักดีกับเฮียไปจนกว่าวันที่เฮียไม่ต้องการหนู”

\ “งั้นเหรอ? หึหึ เพิ่งรู้ว่าความจงรักภักดีของบัวคือการแทงข้างหลังกันถ้าจะจงรักภักดีแบบนี้งั้นเฮียไม่รับไว้ดีกว่า เอาเป็นว่านับจากวันนี้ไปบัวไม่มีพันธะอะไรกับเฮียอีก เดี๋ยวถ้ากลับถึงคอนโดเมื่อไหร่เก็บข้าวเก็บของเลยนะเฮียให้คนจัดการขายเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมไปหาหมอด้วยล่ะ” ประโยคสุดท้ายของผมมันแผ่วเบาเหลือเกิน แผ่วเบาจนไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ผมสร้างรอยช้ำบนหน้านั้นจะได้ยินไหม แต่ผมก็เลือกจะหันหลังเดินจากเธอไปก่อนที่จะได้ยินเสียงร่ำไห้หรือได้เห็นน้ำตาของใครอีก

“เดี๋ยวค่ะเฮียทะเลหนูขอถามอะไรเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ”

“ว่ามาสิ” ถึงสองเท้าของผมจะหยุดยืนนิ่งเพื่อฟังในคำถามของเธอ แต่ตัวและความรู้สึกของผมตอนนี้มันหนักหน่วงเกินกว่าจะหันไปสบตาค้นคว้าหาคำถามนั้น

“ถ้าเฮียมีลูกเฮียอยากตั้งชื่อลูกว่าอะไรคะ” คำถามของเธอเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในความคิดของผมสักนิด แต่ภาพที่ลอยขึ้นมากลับกลายเป็นภาพรอยยิ้มของความสุขยามที่ใยบัวจ้องมองไอ้หนูคนนั้น คนที่ผมเกือบลั่นปืนใส่มันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้

“ส้มโอชื่อส้มโอ” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของผมก่อนที่จะพาตัวเองก้าวเดินอีกครั้ง สายฝนโปรยปรายลงมาบาง ๆ พร้อมกับสายลมแรงและคลื่นของทะเล แต่แล้วกลับมีเสียงร้องไห้โฮของผู้หญิงที่ผมทิ้งไว้ข้างหลังดังแทรกมาตามลมทะเล แม้จะไม่หันกลับไปดูแต่ผมก็สัมผัสถึงความโศกเศร้าเสียใจในเสียงสะอื้นนั้นว่ามันมีมากมายเพียงไหน นั่นถึงเป็นเหตุผลให้ผมต้องรีบย่ำเท้ากลับไปที่รถคันแรกโดยเร็ว

“มึงพาใยบัวไปหาหมอก่อนนะเรดแล้วรอพาเขากลับคอนโดด้วย”

“ครับคุณทะเล เอ่อ นี่ครับ” ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาถูกยื่นมาให้ไม่ต้องถามหาเหตุผลก็รู้เพราะอะไร นั่นเป็นเพราะใบหน้าผมมันเปียกไปด้วยสายฝนแน่ ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะน้ำอุ่น ๆ ที่ผมรู้สึกว่ามันไหลอาบมาเต็มสองแก้มหรอก

“กลับคอนโด” ทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากหาดสงบเงียบจุดหมายปลายทางถูกสั่งความออกไปทั้งที่สายตาผมยังมีแต่ภาพสายฝนโหมกระหน่ำจนบดบังทัศนียภาพสองข้างทางไปหมด

“เพราะบัวยิ้มอย่างมีความสุขหรอกนะเฮียถึงให้ชื่อว่าส้มโอน่ะ” ประโยคนี้ดังพึมพำแค่ริมฝีปากผม สายตาเลื่อนจากสายฝนมาก้มมองฝ่ามือของตัวเอง ในชีวิตผมเคยไม่ให้เกียรติผู้หญิงมามากมายเคยมองพวกเธอเป็นแค่ดอกไม้ไร้ค่ามาหลายหนแต่ผมก็ไม่เคยลงมือทำร้ายผู้หญิงคนไหนสักครั้ง แล้วทำไมชะตากรรมถึงโหดร้ายด้วยการบีบคั้นให้ผมใช้กำลังกับผู้หญิงที่ผมใส่ใจเธอมากกว่าทุกคนด้วยนะ

และยิ่งไปกว่านั้นทำไมชะตากรรมถึงได้ใจดำกับผมด้วยการชักนำให้เจอะเจอให้รับรู้แต่การโดนทรยศหักหลังด้วยวะ หรือมันจะเป็นอย่างที่แม่เพียรพยายามบอกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่านะ

“ถ้าแกไม่อยากถูกทำร้ายหัวใจก็อย่าไว้ใจใครนะทะเล เพราะโลกนี้มันไม่มีความซื่อสัตย์อะไรทั้งนั้น แกจะไม่มีวันได้รับมันจากใครเลยเชื่อแม่เถอะนะลูก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป