บทที่ 9 ตอนที่ 4.1 เจ้านายคนใหม่
แปซิฟิก Part
“ขอบฟ้าเลิกงอนเฮียสักทีได้ไหมเนี่ย นี่เฮียอุตส่าห์ไม่ยิงแสกหน้าไอ้หนูนั่นเพราะเห็นแก่ขอบฟ้าเลยนะ”
“งั้นฟ้าคงต้องขอบคุณเฮียแล้วลบล้างกับเรื่องที่เฮียรู้มาหลายปีแต่ปิดปากเงียบสินะ” กลางเดือนตุลาคมผมก็มีเรื่องน่าสนใจเข้ามาแทรกเรื่องตามจองเวรไอ้แมวขโมยนั่นเรื่องนั้นก็คือเรื่องของขอบฟ้ากับไอ้ควายน้ำ
เพราะช่วงอาทิตย์ที่แล้วขอบฟ้าดันมาเห็นเหตุการณ์ตอนไอ้น้ำถูกคนของผมกระทืบเข้าให้ อะไรไม่สำคัญเท่ากับวันนั้นผมดันปากโป้งพูดถึงสาเหตุที่ไอ้น้ำเลิกกับขอบฟ้าขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวว่าน้องจะได้ยินพอดี เมื่อความแตกไม่ใช่แค่ไอ้น้ำเท่านั้นที่ได้รับความเย็นชาจากขอบฟ้าผมเองก็โดนไม่น้อยไปกว่าไอ้ตัวต้นเหตุนักหรอก
ดูอย่างตอนนี้สิท่าทีหมางเมินจากคนที่ผมนึกเอ็นดูมานานทำให้รู้สึกร้อนรนไม่ใช่น้อย เรื่องไอ้แมวขโมยนั่นจึงถูกผมหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง แต่ใบหน้าสวยงามนั้นกลับเย็นชาจนต้องรีบโอบกอดเอาไว้ เพราะรู้ว่าน้องคงเสียความรู้สึกกับเรื่องที่ได้ยินที่สระว่ายน้ำวันนั้นมากพอดู
“ฟ้าผิดที่เกิดมาเป็นผู้ชายใช่ไหมพ่อของเฮียถึงรังเกียจฟ้า ถ้าฟ้าเป็นผู้หญิงล่ะพ่อเฮียยังจะมีข้ออ้างอะไรมากีดกันอีกหรือเปล่า ฟ้าต้องมีคุณสมบัติยังไงถึงจะรักกับลูกชายของเขาได้”
“ต่อให้เราแสนดีและเพียบพร้อมแค่ไหนแต่เราก็อาจไม่ได้ดั่งใจของคนทุกคนไปหรอก แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยากเป็นคนดีเพื่อคนทุกคนบนโลกนี้นะเราแค่อยากเป็นคนดีของใครบางคนเท่านั้น เหมือนอย่างที่ขอบฟ้าเป็นตอนนี้ไงเพราะไอ้ควายน้ำมันก็รักทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นขอบฟ้าไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นความรักความเกลียดของคนอื่นจะสำคัญอะไรล่ะ”
แววตาคู่สวยดูหม่นหมองจนน่าสงสาร แต่แล้วหางตากลับเหลือบไปเห็นไอ้เรดเดินเข้ามาด้วยสีหน้าอึดอัดคล้ายดังมีเรื่องอยากรายงานเสียเต็มที
“ขอบฟ้าพักผ่อนก่อนนะเฮียขอไปทำธุระก่อน อ้ออย่าให้เฮียรู้นะว่าขอบฟ้าแอบไปส่งข้าวส่งยาให้ไอ้น้ำน่ะไม่งั้นเฮียจะกระทืบมันหนักกว่าครั้งที่แล้วอีก”
“แล้วทำไมฟ้าต้องไปใส่ใจไอ้เหี้ยนั่นล่ะเหอะ! เรื่องนี้สบายใจเถอะฟ้าไม่ใช่ควายอย่างมัน” น้ำเสียงแดกดันพร้อมกับท่าทางยียวนทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นพอที่จะขยี้ผมฟู ๆ แล้วเดินนำหน้าไอ้เรดขึ้นไปที่สระว่ายน้ำ
“คุณใยบัวลาออกจากมหาลัยแล้วครับ ตอนนี้เธอย้ายออกจากคอนโดแล้วเหมือนกันครับ”
“ไอ้หนูนั่นล่ะยังส่งคนตามมันอยู่ใช่ไหม” ถึงเรื่องจะผ่านไปเกือบเดือนนั่นเท่ากับว่าผมตัดขาดความสัมพันธ์กับใยบัวไปเกือบเดือนเช่นกัน แต่เรื่องที่ผมให้ความสำคัญจนต้องติดตามกลับไม่ใช่เรื่องใยบัวแต่เป็นไอ้แมวขโมยนั่นมากกว่า เพราะมันมีประโยชน์มากกว่าที่ผมคิด ด้วยเหตุผลหลักก็คือถ้าผมยังมีไอ้หนูนั่นอยู่ในอุ้งมือเท่ากับว่าขอบฟ้าจะเชื่องเป็นแมวน้อย ที่สำคัญกว่านั้นไอ้น้ำคงลนลานให้ผมเห็นซึ่งนั่นจะแก้ขัดความหงุดหงิดใจได้พักใหญ่ทีเดียว
“ยังตามเหมือนเดิมครับดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ตัวอะไรเลยแต่เพื่อนอีกสองคนน่าจะเป็นปัญหาครับ” เพื่อนสองคนที่ว่าคงไม่พ้นลูกหลานผู้มีอิทธิพลอะไรนั่นหรอกแต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกังวลเลย ทุกอย่างกลับตรงกันข้ามเพราะความต้องการเอาชนะมันพลุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่ เอาสิวะไม่ว่าจะเป็นลูกเป็นหลานใครแต่ในเมื่อแหย่ตีนเข้ามาเสือกเรื่องกูกูก็จะสนองให้ถึงใจเหมือนกัน
ตรู๊ด ๆ ๆ “สวัสดีครับป๋าคิดถึงผมอีกแล้วเหรอพักนี้ดูเหมือนว่าป๋าจะคิดถึงผมทุกวันเลยนะถึงได้ขยันโทรหาตลอดน่ะ”
“ในเมื่อรู้ว่าพ่อเป็นคนโทรหาตลอดงั้นวันหลังแกก็ควรโทรหาพ่อบ้างนะ ว่าแต่พักนี้ไปมีปัญหาอะไรกับใครหรือเปล่า” คำถามแบบนี้เห็นทีว่าเรื่องผมบางเรื่องคงไปเข้าหูพ่อเป็นแน่ แต่ว่าเรื่องไหนวะเพราะช่วงนี้ผมมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด
“ป๋าหมายถึงเรื่องไหนล่ะผมจำไม่หมดหรอกคนฮอตก็งี้วัน ๆ มีเรื่องให้ทำเยอะ”
“เรื่องโปรเจกต์ที่มหาลัย”
“อ๋อ นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ป๋าก็เป็นห่วงลูกชายอีกคนนี่เอง ทำไมครับกลัวมันจะเรียนจบไม่ทันเพื่อนรึไงผมเพิ่งรู้ว่าป๋าเป็นห่วงมันด้วย” แม้น้ำเสียงที่พ่อเอ่ยขึ้นมาจะไม่มีความห่วงใยต่อไอ้น้ำให้ผมสัมผัสถึงเลยสักนิด แต่ตัวเองก็อดยอกย้อนไม่ได้อยู่ดี
“พ่อไม่อยากให้มันพาความเสื่อมเสียมาให้ต่างหากเพราะแค่นี้มันก็สร้างแต่ความวิบัติให้แล้ว”
“ป๋าก็พูดเกินไปผมยังเห็นป๋าอยู่ดีมีสุขยังไม่มีเรื่องอะไรที่สังคมตราหน้าด่าป๋าเพราะมันนี่นา ป๋ามีอะไรอีกไหมผมนัดกินข้าวกับเด็กน่ะ” เพราะไม่อยากสนทนากับพ่อในเรื่องของน้องชายต่างแม่อีกแล้วผมถึงเป็นฝ่ายตัดบทขึ้นก่อน และก็เป็นไปตามคาดพ่อทำแค่บ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจะวางสายไปแค่นั้นซึ่งนั่นทำให้โทรศัพท์ในมือถูกกำแน่นขึ้น เหตุผลคงไม่พ้นเรื่องที่พ่อไม่อ้าปากพูดถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้สักนิด
“ผมนิมนต์พระไว้ให้แล้วนะครับคุณทะเลชวนคุณฟ้าไปด้วยกันดีไหมครับคุณฟ้าจะได้ทำบุญไปให้คุณแม่ด้วย”
“ไม่เป็นไรกูไปคนเดียวดีกว่าแม่กูไม่รู้จักขอบฟ้าเดี๋ยวจะตกใจนึกว่ากูพาลูกสะใภ้มาทำบุญให้อีก” ไหล่ผมยกขึ้นอย่างไม่แคร์เรื่องที่ตัวเองต้องไปทำบุญครบ รอบวันจากไปของแม่ตามลำพัง เพราะไม่ใช่ผมเพียงคนเดียวที่อยู่ตามลำพังอย่างนี้ในเมื่อทุกสิ้นปีวันที่แม่ไอ้น้ำจากไปพ่อก็ไม่เคยย่างกรายไปทำบุญให้เช่นกัน นี่ถึงเป็นความเหมือนอีกอย่างของผมกับน้องชายต่างแม่ ความเหมือนที่ถูกสร้างมาจากฝีมือของคนที่ผมเรียกว่าพ่อ
“รอบนี้มึงเล่นเพื่อนกูหนักเกินไปแล้วมั้ง”
“หึหึ มึงหมายถึงไอ้หนูนั่นน่ะเหรอ? แล้วไงวะไอ้หนูเพื่อนไอ้หนู” ผ่านวันสิ้นปีได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ขณะที่ตัวเองมานั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศกลางคืนของคลับที่ไม่เคยได้เฉียดใกล้ แต่วันนี้ตั้งใจมาเพราะรู้ว่าไอ้โอแมวขโมยตัวนั้นมันต้องมาทำบัญชีให้ที่ร้านเพื่อนมัน ผมถึงได้ย่างกรายมายุ่มย่ามเพื่อให้มันเห็นหน้าค่าตากันบ้าง แต่ประโยคทักทายจากลูกชายเจ้าของร้านที่เดินหน้านิ่งมาหยุดยืนตรงหน้าก็ทำให้ผมอดหัวเราะไม่ได้หัวเราะ เพราะวาจาไม่มีสัมมาคารวะของมันเหมือนกันกับผมอย่างกับแกะ ไอ้เด็กเหี้ยนี่รู้ไหมวะว่าผมแก่กว่ามันตั้งเกือบสิบปีน่ะ
“อย่ากวนตีนกูด้วยการแกล้งโง่กูไม่มีเวลาล้อเล่นกับมึงหรอกนะ จำไว้ว่าถ้ามึงเอาความตายมาเฉียดไอ้โอเหมือนวันสิ้นปีอีกครั้งคนที่จะเฉียดความตายบ้างก็คือมึง”
“โอ๊ะโอ นี่คำพูดคำจาของเด็กมหาลัยเหรอวะ ว่าแต่มึงเป็นเจ้าของร้านด้วยไม่ใช่เหรอแล้วเนี่ยนะพฤติกรรมที่เจ้าของร้านเขาทำกับลูกค้าวีไอพีน่ะ ขู่กันแบบนี้ป่าเถื่อนชะมัดว่ะไอ้หนูโปรดเอาเป็นว่าเฮียจะจำคำของไอ้หนูไว้ก็แล้วกันนะ อ้อแต่มึงก็ต้องจำคำของเฮียไว้เหมือนกันว่าเฮียไม่ใช่เพื่อนเล่นของมึง ไม่ใช่ไอ้อ่อนยอมให้ตัวเองถูกสวมเขาโดยไม่สั่งสอนให้เด็กมันสำนึกสักนิดว่าอะไรเป็นของที่มีเจ้าของแล้ว เฮียไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นตบแปะกับพวกมึงหรอก
“ไป ๆ จะไปไหนก็ไปเสียเวลากินเหล้ากันพอดี อ้อเปิดเมมเบอร์ให้เฮียด้วยนะบรรยากาศดีดนตรีเพราะแบบนี้สงสัยว่าเฮียคงได้ใช้บริการที่นี่อีกนาน หึหึ” ถึงบริเวณนี้จะมีแค่ไฟสลัวแต่แววตาลุกโชนราวกับพร้อมจะเผาไหม้ทุกชีวิตที่ขวางหน้าให้วอดวายตายตามกัน ของชายหนุ่มที่ยืนกอดอกมองผมไม่วางตาคนนั้นเห็นแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่เพียงแวบเดียวแววตาร้อนแรงดุจบุตรสุริยะกลับแปรเปลี่ยนเป็นขบขันอย่างคนเจ้าเล่ห์จนอดใจแกว่งเบา ๆ ไม่ได้
“โอเคถือว่าผมเตือนแล้วนะบางทีอาจจะเป็นอย่างที่คุณว่าคือพวกผมมันก็แค่เด็กมหาลัยกระดูกอาจไม่แข็งพอจะต่อกรกับคุณ งั้นคงต้องรอให้รุ่นใกล้กันกับคุณมาไฝ้วกันเองแล้วล่ะ แต่เวลาเดินไปไหนมาไหนระวังไว้หน่อยนะระวังว่าจะปะทะกับคนที่ผมพูดถึงน่ะ หึหึ” มือสั่น ๆ ตอนนี้ไม่ได้มาจากน้ำเสียงเยือกเย็นแววตาวาววับท่าทางสบายอกสบายใจของไอ้หนูเจ้าของคลับที่หันหลังเดินจากไป แต่เป็นเพราะความหมายในคำพูดของมันต่างหากที่ทำให้ใจผมหวิวชอบกล
แต่ผมต้องรีบปัดความรู้สึกพวกนั้นทิ้งไปแล้วกระดกน้ำขมในแก้วซ้ำแล้วซ้ำอีก ในหัวมีแต่ความต้องการเอาชนะในทุกเรื่องที่หวาดหวั่น แล้วภาพหน้าโง่ของไอ้หนูแมวขโมยนั่นก็แวบเข้ามาให้ตัวเองกระเหี้ยนกระหือรืออยากเหยียบย่ำซ้ำมันให้จมดิน เอาสิผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครหน้าไหนจะช่วยมันให้หลุดพ้นจากอุ้งมือของนายแปซิฟิกคนนี้ได้ เพราะถ้ามีใครแส่เข้ามาสาบานว่าผมจะลากคอมันให้ตกนรกตามไอ้เด็กนั่นไปไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีกเลย!
