บทที่ 10 วันวิปโยค 2
เธอลุกขึ้นเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งด้วยท่าทางเลื่อนลอย ก่อนจะหยิบคัตเตอร์ในลิ้นชักออกมาแล้วกลับมานั่งที่ขอบเตียง น้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้ม ขณะจ้องมองของมีคมในมือ ภาพเหตุการณ์อัปยศในคลิปฉาวตอกย้ำความอัปยศ กลายเป็นชนวนเหตุที่ผลักดันให้เธอจรดปลายมีดลงบนข้อมืออย่างไม่ลังเล
“คุณพ่อคุณแม่คะ หลินขอโทษ... หลินขอโทษ... ฮือ... พี่ขุน หลินขอโทษ...หลินมันสกปรก...ฮือ”
ไพลินสะอื้นไห้ มองดูโลหิตสีแดงฉานพุ่งทะลักออกจากบาดแผลลึก จนซึมเปื้อนที่นอนขาวสะอาด ร่างบางเอนกายลงนอนหงายอย่างช้าๆ สายตาหันไปมองภาพถ่ายของขุนพล ที่ตั้งอยู่ข้างเตียง เธอยิ้มออกมาบางเบาด้วยความอาลัยรัก “หลินรักพี่ขุนนะคะ รักสุดหัวใจ...ลาก่อนค่ะพี่ขุน”
โชคชะตาช่างเล่นตลกกับหญิงสาวแสนดีคนนี้เหลือเกิน เมื่อชีวิตต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของชายโฉดอย่างติยะ ผู้พรากเอาสิ่งล้ำค่าไปจากเธอ โดยไม่ทันตั้งตัวหรือแม้รู้สึกตัว ไพลินค่อยๆ หลับตาลง ลมหายใจแผ่วเบาลงทุกขณะ รอคอยเวลาชีวิตดับสูญ ไปพร้อมกับความทุกข์ระทมในใจ
นาทีแห่งความตื่นเต้น ของเจ้าของบริษัทและตัวแทนบริษัท ที่ยื่นซองประมูลงาน เมื่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานหนึ่ง ประกาศรายชื่อบริษัทชนะการประมูล ดังไปทั่วห้องประชุมขนาดกลาง เสียงนั้นชัดถ้อยชัดคำ ได้ยินชัดเจน
“ผู้ที่ชนะการประมูลในโครงการนี้ได้แก่บริษัท ปิยะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ครับ”
เสียงฮือฮาตามมาหลังสิ้นคำประกาศ เนื่องจากเกินครึ่งหนึ่งในห้อง ต่างมั่นใจว่า ผู้ชนะคือ บริษัทโรจน์กาญจนาสตีล จำกัด (มหาชน) แต่กลับเป็นอีกที่หนึ่งแทน
วินาทีนี้โลกทั้งใบของขุนพลเหมือนหยุดหมุน ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงไม่มีชิ้นดี เขาไม่ได้งานนี้ คนที่ได้คือติยะ คู่อริบาดหมางกันมานานแรมปี
ติยะกระตุกยิ้ม เดินตรงดิ่งมาหาขุนพลด้วยท่าทางของผู้ชนะเต็มตัว เขาหยุดยืนตรงหน้าคนแพ้ ยักไหล่อย่างผู้เหนือกว่า
“เสียใจด้วยนะไอ้ขุน ที่มึงรู้จักคำว่าแพ้บ้าง โดยเฉพาะแพ้กู” น้ำเสียงสีหน้ากวนอารมณ์ขุนพลแบบสุดๆ ก่อนขยับใบหน้ามาใกล้ขุนพล กระซิบด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ศรัณยาที่ยืนข้างขุนพลได้ยิน “อีกเรื่องที่กูชนะคือ เมื่อคืนกูดูแลหลินอย่างดี เป็นเรื่องที่เธอจำไปจนวันตายเลยก็ได้"
คำพูดนั้นทำให้ขุนพลชะงัก “แกหมายความว่ายังไงไอ้ติยะ”
ติยะไม่ตอบตรงๆ เพียงแค่ยิ้มกริ่ม แววตาฉาบความเจ้าเล่ห์
“ก็ไม่ได้หมายความว่ายังไง เมื่อคืนกูเห็นเธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวที่โต๊ะ กูก็เลยไปชวนคุยก็เท่านั้น” ติยะกำกวมใช่เล่น “เอาเป็นว่า สุขสันต์วันพ่ายแพ้ก็แล้วกัน"
ศรัณยาที่ยืนห่างขุนพลไม่มากนัก เธอได้กลิ่นแปลกๆ จากคำพูดนั้น 'ดูแลหลินอย่างดี' ความหมายแฝงคืออะไร ลึกๆ เธออดสงสัยไม่ได้ว่า ติยะทำทำเรื่องชั่วโดยไม่บอกตนหรือไม่ คนอย่างเขาทำทุกอย่างได้ โดยไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี อีกใจค้านว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับไพลิน เพราะหากมีเธอคงบอกขุนพล
ท่ามกลางบรรยากาศมาคุ แรงสั่นจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของขุนพล ทำให้เขาต้องกดรับอย่างเสียไม่ได้ ปลายสายคือ นายแพทย์สุรพล บิดาไพลิน
“สวัสดีครับคุณอาพล” เจ้าของเครื่องอดแปลกใจไม่ได้ เพราะน้อยครั้งมากที่อีกฝ่ายโทรหาตน หัวใจเขาเต้นผิดแปลกไปมาก ราวกับว่ากำลังเกิดเรื่องไม่ดี “อะไรนะครับ...น้องหลินเสียแล้ว”
“ใช่...หลินเสียแล้ว น้องฆ่าตัวตาย”
“ฆ่าตัวตายหรือครับ เป็นไปได้ยังไงครับ”
“มันคือเรื่องจริง อาเองก็ไม่อยากเชื่อ ถ้าอาไม่เห็นด้วยตาตัวเอง”
คำตอบเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจขุนพล เขาตัวแข็งทื่อ สมองคล้ายหยุดทำงานชั่วคราว เขานิ่งอึ้งจนแทบหยุดหายใจ มือที่ถือโทรศัพท์ร่วงหล่นข้างลำตัว ความเสียใจผิดหวังเรื่องแพ้การประมูลยังคุกรุ่น ทับถมด้วยเรื่องร้ายนี้ ขุนพลแทบรับมือไม่ไหว
“พี่ขุนเป็นอะไรคะ น้องหลินที่ว่านี้ คือคู่หมั้นพี่ขุนมั้ยคะ” ศรัณยารีบถาม
“น้องหลินฆ่าตัวตาย...น้องหลินไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ทำไม ทำไมเป็นแบบนี้ น้องหลินทำอย่างนี้ทำไม” ขุนพลพูดเลื่อนลอย
“น้องหลินตายแล้ว”
ศรัณยาหน้าถอดสี มือไม้สั่นด้วยความตกใจ ขณะที่ติยะ ชายผู้ที่เพิ่งหัวเราะเยาะเมื่อครู่ เวลานี้กลับนิ่งงันไปเหมือนถูกสาป ดวงตาติยะสั่นระริก ความภาคภูมิใจในชัยชนะอันตรธานหายไปในพริบตา เหลือเพียงความหวาดวิตกเกาะกินหัวใจ
ติยะเพียงแค่แก้แค้นขุนพลผ่านตัวไพลิน และใช้เธอเป็นเครื่องมือระบายความแค้น แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ผู้หญิงอ่อนหวานคนนั้นจะเลือกจบชีวิตตัวเอง เพื่อหนีความอัปยศที่เขาหยิบยื่นให้
ภาพสุมาลีย้อนเข้ามาในหัวติยะ...การเสียชีวิตของสองสาว มันช่างคล้ายกันเหลือเกิน ต่างกับตรงที่ว่า ตัวต้นเหตุครั้งนี้คือตน
ติยะที่ไม่เคยรู้สึกผิด หรือใส่ใจกับเรื่องที่ตนทำเลยสักครั้ง ยืนตัวสั่นเทา ชัยชนะเมื่อครู่กลายเป็นซากปรักหักพังทันใด มันพังทลายอย่างไม่เข้าใจว่า ตนเกิดความรู้สึกนี้ได้อย่างไร มันควรเป็นชัยชนะอันหอมหวานมิใช่หรือ เพราะตอนนี้ใบหน้าขุนพลฉาบความตกใจ และเสียใจในเวลา
จิตใจวินาทีของติยะกลับหม่นหมองอย่างไรบอกไม่ถูก มองตามร่างขุนพลและศรัณยาที่เดินออกไปจากห้อง
สงครามครั้งนี้ ติยะเป็นคนเริ่ม...ย่อมต้องรับผลกรรมนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
