บทที่ 11 โทษของคนทรยศ 1-1
วันที่สามช่วงบ่าย หลังจากไพลินเสียชีวิต
ติยะนั่งไม่ติดเก้าอี้ ใจเขาร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก มันไม่สงบราวกับว่ามีพายุหมุนในจิตใจตลอดเวลา แทนที่เขาจะดีใจกับชัยชนะงานประมูล กลับไม่มีสักนิด ความวิตกกังวล และกลัว คือความรู้สึกที่ติยะเผชิญ
“มึงโทรเรียกกูมาทำไมไอ้ยะ” ภุชงค์มาถึงห้องชุดของติยะ เขารีบถาม
“กูกลัวยังไงบอกไม่ถูก” สีหน้าเป็นเช่นนั้นจริง กระดกดื่มเหล้าไปหมดแก้ว
“กลัวเรื่องไร หรือว่าเรื่องที่หลินตาย กูก็บอกมึงแล้วว่าอย่าทำ มึงก็ไม่เชื่อ ดื้อดึงทำจนได้ คราวนี้เรื่องไปกันใหญ่เลย มึงทำคนตายนะโว้ย ไม่ใช่ลูกตาสีตาสาด้วย แถมเป็นคู่หมั้นไอ้ขุนอีก ไม่แปลกหรอกที่มึงจะรนขนาดนี้” ภุชงค์อดว่าเพื่อนไม่ได้ “พ่อของหลินเป็นหมอด้วย ถ้าชันสูตรศพลูกสาวขึ้นมา รู้แน่”
“กูไม่คิดว่าเธอจะคิดสั้นนี่หว่า เห็นหงิมๆ นึกว่าจะกลัวคำขู่กู”
“ยิ่งผู้หญิงดีๆ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างกับเจ้าหญิง มึงคิดเหรอว่าใจไม่อ่อนไหวน่ะ ยิ่งถูกมึงทำเหี้ยใส่ แถมถ่ายคลิปไว้อีก มีเหรอจะทนไหวน่ะ เป็นกูก็อาจทำแบบนั้นก็ได้” ภูชงค์ไม่เห็นด้วยกับติยะ ห้ามแล้วก็ไม่ฟัง “มึงมีความสุขในทีแรก ต่อมาคือทุกข์หนักหนาสาหัส กูว่ามึงควรบอกเรื่องนี้กับพ่อมึงนะ บอกท่านตั้งแต่เนิ่นๆ บางทีท่านอาจช่วยมึงได้ กูหมายถึงช่วยมึงก่อนที่เรื่องจะถึงตัวมึงน่ะ”
“กูบอก พ่อได้ด่าเปิง ดีไม่ดี ทำมากกว่าด่าด้วย”
“มึงถูกพ่อด่า หรือโดนเตะโดนต่อย ยังดีกว่าติดคุกนะ เพราะถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา อย่าว่าแต่พ่อมึงเลย เทวดาคงช่วยไม่ได้ ไอ้ขุนไม่ประนีประนอมมึงแน่ มันจ้องจะกัดมึงไม่ปล่อยมากกว่า”
“เรื่องนี้มันทำให้กูนึกถึงแมว แมวตายแบบนี้เหมือนกัน” เสียงติยะเบา สีหน้าอมทุกข์
“แต่สาเหตุการตายไม่เหมือนกัน มึงรู้แก่ใจนะว่า มึงคือสารตั้งต้น ไอ้ขุนน่ะ มันแค่ตกกระไดพลอยโจน มันไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าแมวเป็นเด็กมึง ถ้ามึงไม่ทะเลาะกับแมว ไล่แมวอย่างกับหมูกับหมา ตบตีทำร้ายเธออีก แมวเสียใจเลยเล่นยาหนัก เล่นยาเสร็จไปเที่ยวผับ ไปดื่มเหล้าต่อ ทีนี่ก็กระตุ้นไปกันใหญ่ เจอไอ้ขุนเลยพาหิ้วไปห้อง เพราะคิดว่าแมวมึนเหล้า พอแมวรู้สึกตัว เลยเสียใจที่นอนกับไอ้ขุน เลยคิดสั้น นี่ไง ความต่างมันอยู่ตรงนี้ มึงน่ะจงใจทำร้ายหลิน ขยี้เธอให้เป็นจุล มันต่างกันนะโว้ย”
ติยะถึงกับเงียบ ไม่พูดตอบโต้ เพราะมันคือเรื่องจริงที่เขาปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ใช่ความผิดของตน โยนความผิดให้ขุนพล ชายที่หลับนอนกับสุมาลี รวมถึงความเกลียดชังที่มีต่อขุนพลด้วย แผนการเอาคืนขุนพลเกิดขึ้นโดยโยงไพลิน เข้ามาอยู่ในแผน
“โธ่โว้ย! ทำไมเป็นแบบนี้วะ แม่งเอ๊ย!”
“กูว่านะ มึงกลบหลักฐานก่อนดีกว่า ก่อนที่ไอ้ขุนหรือใครจะสาวถึงตัวมึง”
“ยังไงวะ” ติยะกระตือรือร้นถาม
“เหตุเกิดขึ้นที่โรงแรม มึงต้องเอาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมาให้ได้ก่อน มันต้องมีภาพตอนที่มึงอุ้มหลินเข้าห้อง และตอนที่หลินออกมาจากห้องในตอนเช้า” ภุชงค์บอกวิธีการให้คนสมองตันรู้ “แต่มันยากนะ งานนี้มึงต้องใช้คนใน และอาจใช้เงินเยอะด้วย”
“มึงช่วยกูหน่อย กูคิดอะไรไม่ออก ส่วนเรื่องเงิน ไม่ต้องห่วง เท่าไหร่เท่ากัน”
“ขอเวลากูสักวันสองวันล่ะกัน”
“เออ ขอบใจมาก” ติยะเบาใจไปเปราะหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด จะสบายใจก็ต่อเมื่อ เรื่องกลบหลักฐานสำเร็จทุกประการ
อีกสองชั่วโมงต่อมา
หลังจากภุชงค์กลับไป ศรัณยามาหาติยะที่คอนโด เพื่อทวงสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน ว่าหลังจากจบการประมูล อีกสองวันเธอมาเอาสัญญาและพาวรนุชกลับบ้านได้เลย เธอขึ้นมาบนห้อง ศรัณยารีบพูดทันที
“ฉันทำงานเสร็จแล้ว คุณต้องทำตามข้อตกลงด้วย”
“รู้แล้วน่า รอแปป” ติยะลุกเดินเข้าห้องนอน ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมพวงกุญแจและซองเอกสาร “เอ้าเอาไป”
ศรัณยารีบตรวจดูเอกสารในซอง เธอยิ้มเมื่อมันคือของจริง หญิงสาวหยิบปากกาแล้วยื่นเอกสารกับปากกาส่งให้ติยะ
“คุณเซ็นด้วย มันจะได้สมบูรณ์” ติยะมองหน้า คว้าเอกสารมาวางบนโต๊ะ และเซ็นชื่อกำกับ ศรัณยายิ้มกับผลตอบแทนที่ตนทรยศหักหลังขุนพล
“เรียบร้อยนะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
“งานเธอเสร็จแล้ว เธอจะทำงานกับไอ้ขุนต่อมั้ย”
“ทำค่ะ เพราะมันคืองานประจำของฉัน ฉันต้องมีงานไว้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว อีกอย่างพี่ขุนไม่รู้เรื่องนี้ด้วย ฉันก็ทำงานต่อไปได้” ติยะพยักหน้า เขาไม่ได้กล่าวคำใด สีหน้าออกไปทางมีความในใจ
