บทที่ 12 โทษของคนทรยศ 1-2
“ฉันถามเธอสักข้อสิว่า ตอนนี้ทางไอ้ขุนเป็นยังไง”
“เป็นยังไงของคุณหมายถึงอะไรคะ ถ้าเรื่องงาน พี่ขุนเสียใจและผิดหวังค่ะที่ไม่ได้งานนี้ ส่วนเรื่องน้องหลิน พี่ขุนย่อมเสียใจที่คู่หมั้นตาย”
“แล้วพ่อของหลิน ชันสูตรศพลูกสาวตัวเองมั้ย ถ้าทำ...ผลเป็นไง ไอ้ขุนรู้เรื่องผลมั้ย ไอ้ขุนจะควานหาตัวคนทำหรือเปล่า” ศรัณยามองหน้าคนถามอย่างให้ความสนใจ
“ก่อนตอบ ฉันถามคุณสักข้อได้มั้ย”
“ถามไร”
“คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของน้องหลินมั้ย” ติยะร้อนตัว ไม่คิดว่าศรัณยาตั้งคำถามนี้ “วันนั้นคุณให้ฉัน แยกพี่ขุนออกจากน้องหลิน อ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับพี่ขุน แต่ฉันไม่เห็นว่า คุณจะคุยกับพี่ขุนเลย แม้แต่เฉียดเข้ามาใกล้ตัวก็ไม่ทำ วันนี้คุณยังมาตั้งคำถามนี้อีก คุณไม่ควรถามนะเพราะมันไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด”
ติยะมองหน้าผู้ถาม ใจเขาสับสนว่า ตอบตามจริงดีหรือไม่ เขาคิดไตร่ตรอง จนคิดอะไรบางอย่างได้
“ไหนๆ เธอก็สมรู้ร่วมคิดกับฉันเรื่องงานประมูล เรื่องการตายของหลิน เธอก็มีส่วนด้วย” ติยะตอบมาเช่นนี้ ศรัณยาเดาคำตอบได้ทันที
“คุณทำจริงๆ เหรอ คุณทำอะไรน้องหลิน เธอถึงฆ่าตัวตาย แล้วฉันมีส่วนร่วมยังไงมิทราบ”
“ก็แบบนี้ไงล่ะ...” ติยะเล่าความจริงให้ศรัณยารู้ทุกอย่าง
เมื่อความจริงพุ่งเข้าปะทะ ความรู้สึกแรกของศรัณยาคือ ชาหนึบ ที่เริ่มจากปลายนิ้วลามไปจนถึงขั้วหัวใจ ลมหายใจเธอติดขัดคล้ายมีก้อนแข็ง ๆ จุกคอหอย ทุกคำพูด ทุกการกระทำในวันนั้นฉายซ้ำเหมือนภาพบิดเบี้ยว เธอเพิ่งตระหนักว่า ตนพรากความสดใส ความสุขของไพลิน และมีส่วนผลักไพลินลงสู่เหวแห่งความตาย
“คุณหลอกฉัน คุณทำกับน้องหลินแบบนั้นได้ยังไง ทำได้ยังไง”
ศรัณยาร้องไห้ เสียใจกับความจริงอันแสนอัปยศที่ไพลินเผชิญ โดยมีเธอพาดบันไดแห่งความสำเร็จให้ติยะไม่รู้ตัว
“ตอนนี้เธอไม่ควรมาต่อว่าฉัน มาช่วยฉันคิดหาทางแก้ไขดีกว่า เพราะถ้าไอ้ขุนมันรู้ว่าฉันทำ มันก็ต้องรู้ด้วยว่า เธอคือนกต่อ” คราวนี้ศรัณยาพูดไม่ออก เธอร้องไห้จากความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างที่สุด ร้องไห้กับความโง่ของตนเอง หลงกลติยะ ทั้งที่คลางแคลงใจแต่แรกว่า เหตุใดต้องแยกไพลินจากขุนพล เวลานี้สมองศรัณยาหนักอึ้งมาก กว่าจะรู้ตัว ทุกอย่างสายเกินไป “เธอต้องไปสืบว่า ทางนั้นมีความเคลื่อนไหวอะไรมั้ย จำไว้นะว่า ถ้าฉันโดน เธอก็ต้องโดนด้วย เพราะเธอร่วมมือกับฉัน”
“แต่เรื่องน้องหลิน ฉันไม่รู้เรื่องด้วย ฉันไม่รู้...ฮือ ถ้าฉันรู้ ฉันไม่มีวันร่วมมือกับคุณเด็ดขาด แถมจะยังบอกให้พี่ขุนรู้ด้วย” เธอเอ่ยทั้งน้ำตา
“ร้องไห้โวยวายว่า ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีส่วนรวมตอนนี้คงไม่ทัน เพราะเธอเป็นคนดึงไอ้ขุนห่างหลิน ฉะนั้นเธอผิดเต็มๆ” ติยะโยนความผิดให้คนอื่นได้เก่งกาจมาก “ไปได้แล้ว ไปสืบเรื่องที่ฉันอยากรู้ ไป!”
ศรัณยาเดินออกจากห้องติยะด้วยใจเลื่อนลอย สมองเธอยังชา คิดไม่ออกว่าเริ่มต้นอย่างไรดี น้ำตาสาวรินไหล ทุกย่างก้าวเสมือนเดินบนหนามแหลมคม ตอกย้ำในใจว่า ตนมีส่วนร่วมกับการเสียชีวิตของไพลิน
อีกด้านหนึ่ง
รถยนต์ใหม่ป้ายแดงราคาเกือบยี่สิบล้าน จอดอยู่ตรงลานจอดรถด้านหน้าคอนโด เจ้าของรถมองไปยังประตูอาคารคอนโด ราวกับว่ารอใครบางคนเดินออกมา และเมื่อเห็นคนที่เขาเฝ้ารอ ย่างกายพ้นประตูกระจกของอาคาร หัวใจขุนพลเต้นแรงมาก เขาหลับตา ลืมขึ้นอีกครั้ง ภาวนาขอให้สตรีคนนั้นไม่ใช่ศรัณยา ทว่าคำภาวนาเขาไม่เป็นจริง
“ทำไมเธอทำกับฉันแบบนี้ ทำไม...ทำไมต้องเป็นเธอด้วย” กระแสเสียงเขาบอกถึงความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง เสียความรู้สึก มันหมกในใจเขาจนแยกไม่ออกว่า ความรู้สึกใดมีมากกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ เขาไม่มีวันปล่อยให้ตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดลอยนวลแน่นอน ชายหนุ่มหยิบมือถือ กดโทรออก
ศรัณยาสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้า เธอรีบหยิบมันขึ้นมาดูรายชื่อคนโทรมาหา หัวใจสาวเต้นแรงอีกรอบ ปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนกดรับสาย
“ค่ะพี่ขุน” พยายามกลั้นเสียงสะอื้น
“เธออยู่ไหนญ่า” เขาเองปรับโทนเสียงเป็นปกติเช่นกัน
“ญ่ามาหาพี่กบที่บ้านค่ะ กำลังกลับค่ะ” กรามเขาขบกันแน่น กับคำปด แต่ยังทำเสียงไม่เผยพิรุธ
“วันนี้ญ่าจะมางานศพน้องหลินมั้ย”
“ไปค่ะ”
“ถ้างั้นแวะไปเอาของที่คอนโดพี่ก่อนได้มั้ย มันอยู่ในห้องนอน ในลิ้นชักหัวเตียง มันเป็นกล่องสีดำน่ะ”
“ได้ค่ะ”
“พี่จะโทรบอกประชาสัมพันธ์ให้ว่า เธอจะไปเอาของ เขาจะได้ให้คีย์การ์ดสำรองให้เธอ รหัสคือ 43859”
“ค่ะพี่ขุน” หลังจากวางสาย ศรัณยารีบไปคอนโดขุนพลทันที ส่วนคนสั่งมองเลขาหน้าหวานอย่างแค้นสุดแค้น สิ่งที่เขารู้มา มันบางเบามาก ขุนพลจึงอยากรู้ความจริงให้มากกว่านี้ ให้แน่ใจว่า การคาดเดาของตนจริงเท็จแค่ไหน หากมั่นใจว่า เป็นจริงทุกประการ ทั้งติยะและศรัณยา ต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม
