บทที่ 13 โทษของคนทรยศ 2-1
งานสวดอภิธรรมศพไพลิน ย่างเข้าวันที่สอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เสียงสะอื้นไห้ระงมความทุกข์ ความเสียใจของวาสนา มารดาไพลิน ดังต่อเนื่อง แม้หยุดร้องไห้ไปพักหนึ่ง ไม่นานเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง และมีบางครั้งถึงขั้นเป็นลม สุรพลจงไม่ให้ภรรยามางานศพลูกสาวคนเล็กอันเป็นที่รัก เพราะเกรงว่าจะกระทบจิตใจภรรยามากขึ้น
ขุนพลมาร่วมงานศพคู่หมั้นทุกวัน เขาแบกความเสียใจ และรู้สึกผิดมาด้วย เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิต หลังจากชันสูตรศพ และแพทย์ที่ทำเรื่องนี้คือสุรพล เขาได้พบความจริงเรื่องหนึ่งคือ ไพลินมีความสัมพันธ์ทางเพศ รอยจ้ำแดงหลายจุดกระจายไปทั่วช่วงบนลำตัว โดยเฉพาะทรงอก รอยช้ำช่วงแขนและเอว จากการถูกบีบปรากฎอยู่สามสี่รอย ส่วนจุดที่คร่าชีวิตไพลินคือ รอยกรีดตรงข้อมือ เธอเสียเลือดมากจนถึงแก่ชีวิต
ขุนพลถึงกับตกใจ มึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง กับผลชันสูตรบีบคั้นหัวใจ สุรพลบอกขุนพลอย่างมั่นใจว่า ไพลินถูกล่วงละเมิดทางเพศ และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ไพลินคิดสั้น เพราะไม่อาจทนรับความอัปยศได้ คำถามเด่นชัดในใจขุนพลเกิดขึ้นว่า ใครคือคนทำเรื่องเลวทรามนี้ และเรื่องเกิดขึ้นตอนไหน การค้นหาความจริงจึงเริ่มขึ้น
เหตุเกิดขึ้นในวันที่ขุนพลพาไพลินไปร่วมงานเลี้ยง ขุนพลเริ่มจากจุดนั้น ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง คนที่เขาขอความร่วมมือคือ จิรายุเพื่อนของอรรนพ จิรายุเป็นหุ้นส่วนของโรงแรม เรื่องจึงง่ายขึ้น และปิดเป็นความลับได้อย่างดี
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากไล่ดูกล้องวงจรปิด ในช่วงเวลางานเลี้ยง ขุนพลได้รู้ความจริงบางอย่าง ร่างเขาเสมือนถูกแช่แข็ง เมื่อเห็นศรัณยาเข้าไปในห้องหมายเลข 2714 ห้องเดียวกับที่ติยะอุ้มไพลินในสภาพหมดสติ ซึ่งขุนพลไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ติยะทำอะไรไพลิน การล้วงความลับลำดับต่อไปจึงเริ่มต้นขึ้นด้วย
หลังจากจบงานสวดอภิธรรมศพไพลิน ขุนพลไม่ได้กลับบ้านหรือคอนโด เขามายังสถานที่แห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงเทพราวหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตร สถานที่แห่งนั้นคือถึงบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ในเวลาประมาณสี่ทุ่ม บ้านหลังนี้เสมือนปลูกโดดเดี่ยวกลางท้องนาขนาดสามสิบไร่ ห่างจากบ้านหลังอื่นไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเมตร เหมาะกับการทำบางอย่าง ที่เขาตระเตรียมไว้ ชายหนุ่มนำรถมาจอดหน้าบ้าน ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน
“เรียบร้อยมั้ย” ขุนพลถามมาโนช ลูกน้องคนสนิท
“ครับคุณขุน จัดการตามที่คุณขุนสั่งทุกอย่างครับ”
“ขอบใจมาก” พูดจบเขาเดินเข้าไปในบ้าน
ภาพติยะนอนบนพื้นในสภาพเนื้อตัวเปล่าเปลือย ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดและผูกไว้กับเสาไม้กลางบ้าน ร่างกายบอบช้ำจากการถูกทำร้าย บรรยากาศโดยรอบคลุ้งกลิ่นคาวเลือด ที่ไหลออกมาจากทวารหนักของติยะ ขุนพลเดินเข้ามาหาคู่อริตัวร้ายนิสัยชั่วช้า นัยน์ตาตื่นตระหนก หวาดกลัวมองขุนพล น้ำตามันไหลเป็นทาง
“เป็นไง สนุกมั้ย ที่โดนอัดถั่วดำ” ขุนพลถามเสียงเยียบเย็น แบมือรับแส้จากมาโนช “โดนไปหลายคนนี่ ท่าทางจะสนุกนะ ดูสิเนื้อตัวช้ำเชียว”
“ไอ้ขุน...มึง” ติยะไม่มีแรงพูด แม้แต่แรงขยับตัวยังไม่มี เขาถูกจับตัวมาที่นี่เมื่อหลายชั่วโมงก่อน จากชายร่างใหญ่สามคน พอมาถึงเขาถูกซ้อมหนักมาก ก่อนที่ถูกข่มขืนจากชายรักเพศเดียวกันสี่คน ติยะสู้แรงสี่คนนี้ไม่ได้ แถมถูกมัดติดไว้กับเสา ติยะเจ็บปวดร่างกายมาก แต่เจ็บหัวใจยิ่งกว่า ไม่คิดไม่ฝันว่า ตนเผชิญกับเรื่องเลวร้ายนี้
“กูทำเหมือนกับที่มึงทำกับน้องหลินไง” ขุนพลเสียงเยือกเย็นจนน่าขนลุก “มึงตอบกูมาสิว่า ญ่ามีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้มากแค่ไหน ถ้ามึงตอบกูมาดีๆ และเป็นความจริง กูจะปล่อยมึงไป แต่ถ้ามึงปากแข็ง ได้ตายห่าที่นี่แน่ ก่อนมึงตาย กูจะให้พวกนั้นอัดถั่วดำมึงคนละรอบสองรอบ”
“อย่านะ กูขอล่ะ กูยอมบอกแล้ว” เท่าที่โดนก็มากพอ มากจนติยะรับตัวเองไม่ไหว มันคงเป็นตราบาปติดตัวตนไปตลอดชีวิต และวินาทีที่ตนถูกกระทำ ติยะนึกถึงไพลิน เขารู้แล้วว่า ไพลินรู้สึกอย่างไร “ญ่า...”
คำสารภาพเหมือนค้อนทุบลงกลางใจขุนพล ความโกรธแค้นปะทุขึ้นจนแทบควบคุมไม่อยู่ ผู้หญิงที่เขาไว้ใจที่สุดกลับเป็นคนที่ผลักไพลินไปสู่ความตาย และเป็นคนที่ทำให้เขาชวดงานใหญ่
“กูขอโทษ กูไม่คิดว่า หลินจะทำอย่างนั้น กูขอโทษ” ติยะพูดทั้งน้ำตา เป็นน้ำตาแห่งความกลัว และเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยกลัวมาก่อน “กูแค่อยากเอาคืนมึงเรื่องแมวแค่นั้นเอง”
“เรื่องแมว เป็นเรื่องที่มึงโยนความผิดให้กูเอง กูจะบอกอะไรให้ กูไม่ได้นอนกับแมว ใช้คำว่าเกือบน่าจะเหมาะกว่า เพราะตอนที่กูกำลังเสียบ แมวเรียกชื่อมึง กูเลยหมดอารมณ์ แมวได้สติเลยคิดว่านอนกับกู เสียใจจนคิดสั้น มึงต่างหากที่ไม่ยอมรับความจริงเอง โยนบาปให้กู” ขุนพลพูดตรงกับภุชงค์ ที่ย้ำบอกติยะเรื่อยมา ติยะเถียงไม่ออกเช่นเดิม “แต่กูไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว เพราะมันไม่เกี่ยวกับกู กูสนใจเพียงแค่ว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง”
“กูก็บอกมึงแล้วไง ปล่อยกูสิ ปล่อยกู”
