บทที่ 14 โทษของคนทรยศ 2-2
“กูถามมึงอีกข้อก่อนว่า นอกจากภาพและคลิปในมือถือของมึง มึงส่งไปให้ใครหรือเก็บไว้ที่ไหนมั้ย ตอบตามตรงนะ ไม่งั้นมึงโดนหนักกว่านี้แน่” ขุนพลมองติยะเขม็ง นัยน์ตาไม่คลายความโกรธ วินาทีนี้ติยะไม่โป้ปดหรือแก้ตัว เขาตอบตามความจริง “กูขอรหัสเปิดโทรศัพท์มึงด้วย”
ขุนพลรับมือถือของติยะจากมาโนช เขากดตัวเลขตามคำบอก และเมื่อมันเปิดได้ ชายหนุ่มเปิดดูคลิปนั้น กรามขบกันแน่น เขาดูเพียงแวบเดียวก็ปิดมัน และหย่อนมือถือของมันใส่กระเป๋า มีอีกเรื่องที่ขุนพลต้องจัดการคือ ลบคลิปและภาพออกจากเครื่องให้หมด แต่ไม่ใช่ที่นี่
“กูบอกมึงหมดแล้ว มึงก็ปล่อยกูสักทีสิ ปล่อยกู กูอยากกลับบ้าน กูไม่อยากอยู่ที่นี่” ติยะร้องขออย่างไม่กลัวเสียมาด ตอนนี้เขากลัวตายมากกว่า ยิ่งอารมณ์ขุนพลตอนนี้ แทบฆ่าเขาได้ ติยะยิ่งกลัวจับใจ
“กูปล่อยมึงแน่ แต่คนอย่างมึงต้องถูกสั่งสอน ไม่งั้นไม่จำ”
แส้ในมือฟาดลงไปตามร่างกายของติยะ นับสิบครั้ง เนื้อตัวติยะแตกตามแรงฟาด รอยทับซ้อนกันหลายรอย เลือดไหลซึมออกมา ขุนพลยิ่งเห็นเลือด เขายิ่งไม่หยุด ฟาดไปนับไม่ถ้วน
“โอ๊ย!” เสียงร้องโอดครวญดังตามจำนวนบทลงโทษที่ขุนพลมอบให้ติยะ ขุนพลระบายความรู้สึกใส่ติยะไม่ยั้ง ราวกับคนเสียสติ ยิ่งมันร้องเจ็บ ขุนพลยิ่งสะใจ ขุนพลโยนแส้ทิ้ง รับมีดพกที่สะท้อนแสงไฟวับวาวขึ้นมา ยามต้องแสงนีออน แววตาของเขาไม่มีความปรานีเหลืออยู่ ติยะกลัวจับจิตจับใจ มองมีดนั้น พยายามดิ้นรนหนี “ไหน...ไหนบอกว่าจะปล่อยกูไง แล้วมึงจะทำอะไรกู มึงอย่าผิดสัญญานะไอ้ขุน...ปล่อยกู ปล่อยสิวะ”
“ฮึ” ขุนพลหัวเราะในลำคอ ยิ้มมุมปาก “ในเมื่อมึงใช้มันทำลายชีวิตน้องหลิน จนน้องหลินต้องตาย มึงก็ต้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับการถูกเฉือน”
“ไม่! อย่าทำกู กูขอโทษ กูสำนึกผิดแล้วไอ้ขุน อย่าทำกู ปล่อยกู...อ๊าก!”
ติยะร้องสุดเสียงเมื่อเห็นคมมีดเคลื่อนเข้าใกล้จุดยุทธศาสตร์ ขุนพลไม่ฟังเสียงอ้อนวอน เขาลงมืออย่างเลือดเย็น กรีดปลายแหลมตรงกลางท่อนเนื้อไร้กระดูก เลือดไหลอาบ ติยะเจ็บจนตัวเนื้อสั่น เสียงร้องทรมานดังต่อเนื่อง ร้องโหยหวนราวกับเสียงสุนัข ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อเจ้าตัวสลบไสลไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าจะทนทาน
“เอามันไปทิ้งหน้าโรงบาล ถ้าหมอช่วยต่อให้มันติด ก็ถือว่ามันโชคดี แต่ถ้าไม่ ก็ถือว่ามันซวย”
ขุนพลสั่งลูกน้อง ที่จัดการตามคำสั่งทันที ก่อนที่เขาเดินออกจากบ้าน ไปจัดการอีกคนหนึ่ง ให้ได้รับผลกรรมจากการกระทำ ขุนพลไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวลสักคน แม้คนนั้นคือสตรีที่ตนมีใจให้ เธอต้องได้รับโทษทัณฑ์ไม่ต่างกัน
แม้ตอนนี้เวลาเคลื่อนตัวมาอยู่ที่หนึ่งนาฬิกาของวันใหม่ ทว่าศรัณยายังไม่ได้ออกจากห้องชุดของขุนพล ราวกับว่าเธอถูกขังไว้ เปิดประตูห้องเพื่อไปขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไม่ได้ ทั้งที่เธอมั่นใจว่า กดรหัสเปิดประตูถูกต้อง พอกดผิดครบสามครั้ง กลายเป็นว่ามันล็อคตายอัตโนมัติ คงต้องรอให้ขุนพลมากดเปิดรหัส ศรัณยาจึงออกจากห้องนี้ได้
ศรัณยาโทรศัพท์บอกขุนพลกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อขอรหัสที่ถูกต้อง ทว่าคำตอบที่ได้รับคือ ต้องรอห้าถึงหกชั่วโมงเพื่อรีเซ็ทรหัสใหม่ มันเป็นทางเดียวที่ตนจะออกไปจากห้องนี้ ศรัณยาจึงรอการกลับมาของขุนพล โดยไม่เฉลียวใจใดใดทั้งสิ้น
หญิงสาวเผลอหลับบนโซฟา พอตื่นมาท้องร้องดังมาก มองดูนาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่ง ขุนพลก็ยังไม่กลับ เธอเดาเอาว่า เขาคงไม่กลับมาคอนโด อาจกลับไปที่บ้าน ด้วยความหิวจัด เธอหาอะไรกินง่ายๆ ในห้องครัว ดีที่ว่าเขาพอมีของสดติดตู้เย็นอยู่บ้าง เธอจึงนำมาปรุงอาหาร แต่เกิดซุ่มซ่ามบีบซอสมะเขือเทศแรงไปหน่อย มันกระเด็นใส่เสื้อผ้าเธอจนเลอะไปหมด เมื่อเจ้าของห้องคงไม่กลับ ศรัณยารีบกินอาหาร แล้วเสร็จจึงเข้าไปอาบน้ำ ในห้องนอนเล็ก ติดกับห้องนอนของขุนพล
ขณะศรัณยากำลังอาบน้ำ ลิฟต์ส่วนตัวเปิดกว้าง ขุนพลก้าวเดินออกจากลิฟต์ เขามาหยุดยืนหน้าประตูห้อง นิ้วมือกดรหัสเปิดประตูที่เขาเปลี่ยน หลังจากเธอเข้าไปในห้อง แน่นอนว่าเขากดรหัสถูก ก่อนเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้องชุด
ห้องโถงใหญ่ไร้เงาศรัณยา เขาเบี่ยงเท้าเดินไปยังห้องรับรองที่ประตูเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง และเมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั้น เสียงน้ำจากฝักบัวดังจากห้องน้ำ ขุนพลกระตุกยิ้ม ปิดประตูห้อง ก่อนนั่งรอเธออย่างใจเย็น
ราวห้านาที เสียงน้ำหยุดไหล ไม่ถึงหนึ่งนาทีประตูห้องน้ำเปิดกว้าง ศรัณยาก้าวออกมาด้วยผ้าขนหนูพันกายเพียงผืนเดียว
“อุ้ย! พี่ขุน” ศรัณยาอุทานตกใจ ไม่คาดคิดว่าขุนพลกลับมา และเห็นเธออยู่ในสภาพนี้ หญิงสาวตั้งใจว่า จะไปหยิบเสื้อผ้าของตน ที่วางอยู่บนเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งแต่เพียงแค่คิดเท่านั้น ขุนพลลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวใส่เร็วปานจรวด “ว้าย! พี่ขุน จะทำอะไรญ่าคะ ปล่อยค่ะ”
“ฉันปล่อยเธอแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก” น้ำเสียงเข้มจัด มองดวงหน้าตื่นตระหนกของศรัณยา ความรู้สึกหลากหลายวิ่งใส่ใจขุนพล แต่ที่นำโด่งคือ ความแค้นสุมใจ “เธอต้องได้รับโทษจากเรื่องที่ทำ...ศรัณยา”
กระแสเสียงน่ากลัวมาก ประสาทศรัณยาตื่นตัวแบบขนลุกซู่ รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย จากคำพูด ชวนให้ศรัณยาคิดว่า เขาอาจรู้ความจริงอะไรบางอย่าง ซึ่งความลับของตนมีเพียงเรื่องเดียวคือ หักหลังขุนพล แต่อีกใจกลับค้านว่า ขุนพลไม่มีทางรู้เรื่องนี้แน่ เพราะคนที่รู้มีเพียงสองคนคือ ติยะกับเธอ
