บทที่ 5 ติยะ 1

วันประมูลงานใหญ่งวดเข้ามา เหลือเพียงสองวัน ทว่าติยะไม่มีทีท่าร้อนใจ หรือเร่งมือทำงาน เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ทำงาน หมุนปากกาเล่น รอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มใบหน้า

“ทำไมแกทำท่าทางสบายใจอย่างนี้ล่ะ เป็นฉันยิ่งใกล้วันประมูล ฉันนั่งไม่ติดนะ” ปิยะอดถามลูกชายไม่ได้ “อย่าบอกนะว่า แกใช้วิธีสกปรกน่ะ ฉันไม่เคยสอนให้แกทำชั่วนะ ทำธุรกิจมันต้องโปร่งใส ซื่อสัตย์ มันถึงจะได้กินยาวๆ ถ้าเกิดแกเสียเงินให้ใครเพื่อที่จะได้งาน แกก็ต้องเสียตลอดไป คนพวกนั้นไม่มีวันอิ่ม ยังไงก็ต้องหาทางมาขอเงินจากเราจนได้”

“ผมไม่ได้ยัดเงินใครครับ พ่อสบายใจได้ แล้วที่ผมสบายใจ ไม่ทุกข์ร้อน เพราะผมมั่นใจว่า งานนี้ผมชนะชัวร์ครับ”

“แกเอาอะไรมามั่นใจว่าชนะ” คนเป็นพ่อไม่คิดตามนั้น “งานนี้มีแต่บริษัทใหญ่ๆ ร่วมประมูล โดยเฉพาะบริษัทของขุน เสือตัวนี้แหละที่แกเอาชนะยาก”

“ตอนผมตั้งใจทำงาน พ่อไม่เห็น มาเห็นตอนผมทำตัวสบายๆ พ่อก็หาว่าผมไม่เอาอ่าว ผมแค่นั่งกำลังผ่อนคลายอารมณ์ต่างหากครับ เครียดและมุ่งมั่นทำงานมาเป็นเดือน พักผ่อนหย่อนใจสิบนาทีไม่ได้หรือครับ” ติยะแก้ตัวไปเรื่อย คนเป็นพ่อชักสีหน้าไม่อยากเชื่อ อาจเพราะรู้นิสัยลูกชายคนเล็กดีว่า เป็นอย่างไร แม้ว่าก่ำกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ปิยะเลือกเชื่อใจติยะ

“ฉันจะคอยดูวันนั้น ว่าแกจะชนะอย่างที่แกมั่นใจมั้ย”

“พ่อรอดูชัยชนะของผม และรอภูมิใจในตัวผมได้เลยครับ” ติยะมั่นใจมาก

“เออ แล้วฉันจะคอยดู” ปิยะเอ่ยตบท้าย “ถ้าฉันรู้ว่าแกเล่นตุกติก หรือทำอะไรไม่ดีล่ะก็ เกิดเรื่องขึ้นมา แล้วแกแก้ไม่ได้ ฉันไม่ช่วยแกนะ ใครก่อก็แก้เอาเอง”

ติยะยิ้มให้บิดา ที่เดินออกไปจากห้อง คล้อยหลังร่างคนเป็นพ่อ เขาส่งข้อความถึงใครบางคน กดส่งเสร็จก็เฝ้ารอการตอบกลับมา

หลังจากเสียงเตือนข้อความทางไลน์ดังขึ้น ศรัณยาไม่ได้สนใจมัน เพราะเธอกำลังง่วนอยู่กับงานสำคัญ ผ่านไปราวห้านาที เธอจึงหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความ

ดวงหน้าหวานซีดทันใด หัวใจเต้นแรง แววตาอัดแน่นด้วยความสับสน ไม่มั่นใจ และเริ่มคิดว่า ตนหวาดกลัวกับการลงมือขั้นตอนสุดท้าย โทรศัพท์เครื่องนี้น้ำหนักเบา แต่เหตุใดมิทราบได้ วินาทีนี้มันหนักมาก เสมือนความรู้สึกเธอหนักอึ้ง

“ญ่า...ญ่า” มัวแต่เหม่อใจไม่อยู่กับตัว ส่งผลให้ศรัณยาไม่ได้ยินเสียงเรียก “ญ่า...ก๊อก ก๊อก”

คราวนี้เสียงดังขึ้นสองระดับ ตามด้วยเสียงเคาะโต๊ะ คนกำลังเหม่อสะดุ้ง รีบมองคนเรียก

“คะพี่ขุน”

“ใจลอยไปถึงไหน หรือว่าคิดถึงหนุ่มๆ อยู่ ว่าแต่คิดถึงใครล่ะ” ขุนพลหยั่งเชิงถาม

“ไม่ได้คิดถึงใครค่ะ ที่เหม่อเพราะคิดเรื่องพี่กบอยู่ค่ะ อยากให้หายเร็วๆ จะได้กลับบ้านค่ะ”

ขุนพลยิ้มกับคำตอบ “แล้วพี่กบเป็นไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”

“ดีขึ้นตามลำดับค่ะ วันนี้ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพี่กบค่ะ”

“แหมเสียดายนะ พี่นัดคุณวุฒิไว้ ไม่งั้นจะไปส่งที่บ้าน”

“ขอบคุณค่ะ แต่อย่าเลยค่ะ มันคงละทางกันเลย เกรงใจพี่ขุน”

“เกรงใจทำไม เรื่องแค่นี้เอง พี่เต็มใจอยู่แล้ว”

“ว่าแต่พี่ขุนมาเรียกญ่าถึงโต๊ะ มีอะไรให้ญ่าทำหรือเปล่าคะ”

“ไม่เชิงหรอก พอดีพี่จะออกไปพบคุณวุฒิแล้ว เลยแวะบอกญ่าว่า พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพี่ขอเอกสารงานประมูลนะ วันมะรืนพี่ต้องเอาไปยื่นซองประมูลแต่เช้า”

“ได้ค่ะ ญ่าจัดเตรียมไว้แล้ว วันนี้จะตรวจทานอีกรอบค่ะ” 

“โอเค งั้นพี่ไปนะ กลัวรถติด ไปสายไม่ดี” ศรัณยายิ้มอ่อนให้ขุนพล เธอถอนหายใจ ตามองมือถือ ชั่งใจอยู่สักพัก จึงหยิบมันขึ้นมา กดตอบกลับข้อความของติยะ

เกือบหนึ่งทุ่ม

ศรัณยาก้าวลงมาจากรถแท็กซี่ เมื่อโซเฟอร์นำพาเธอมาถึงจุดหมาย บ้านไม้สองชั้นบนเนื้อที่ห้าสิบตารางวา เธอมองรถยนต์ที่จอดอยู่ในบ้าน มันไม่ใช่รถหรูราคาหลักสิบล้าน แต่เป็นเก๋งราคาล้านต้นๆ เธอมองมันแล้วถอนหายใจ ก้าวเดินเข้าไปในตัวบ้าน

“มาแล้วเหรอ ฉันรอตั้งนาน” ศรัณยาเหยียบย่างเข้าบ้านเพียงสองก้าว ร่างสูงใหญ่ที่นั่งบนโซฟาทักทันที เขาไม่ได้มาในรูปกายปกติ เป็นการปลอมตัว ติดหนวดเคราปลอม สวมเสื้อผ้าธรรมดา ไม่ใช่แบรนด์เนมอย่างเช่นทุกวัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป