บทที่ 2 ท่านหล่อมาก
“หนีไปแล้ว!”
“ขอรับ องค์ราชา”
ราชายมราชผู้น่าเกรงขาม นั่งกุมขมับอยู่ในที่ทำงาน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ และมีโต๊ะทำงานของตนพร้อมทั้งของเลขาทั้งสองตนขนาบข้างอยู่เสมอ โดยแยกเป็นฝั่งของสุวรรณเลขาซึ่งมีหน้าที่ตรวจบัญชีบุญที่ทำจากแผ่นทองคำ และสุวานเลขามีหน้าที่ตรวจบัญชีบาปที่ทำจากหนังสัตว์ ทั้งสองตนเป็นกุมภัณฑ์ชั้นดีแถมยังทำงานได้อย่างไร้ที่ติ อีกอย่าง ณ ที่แห่งนี้ สุวรรณกับสุวาน ก็เป็นเพียงแค่ ‘ตำแหน่ง’ หนึ่งเท่านั้น และเพราะทั้งคู่เป็นเลขาทำให้ราชายมราชอย่างตน ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่านอกจากหน้าที่หลักที่ต้องทำแล้ว ก็ยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกด้วยเช่นกัน
“ไม่ใช่ว่าไปแอบเล่นอยู่ขุมไหนหรอกนะ” ไม่รู้ว่ามรัณย์น้องชายตัวแสบหายไปไหน หรือว่าแอบได้ยินว่าตนจะได้งานทำแล้วหนีไปหรอกนะ ช่วงวัยรุ่นหรือหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างที่พวกมนุษย์เป็นหรือเปล่านะ
“หาจนทั่วแล้วขอรับท่านยม”
สุวรรณเลขาตอบอย่างนอบน้อม แม้จะเพิ่งรับตำแหน่งราชายมราชมาหมาด ๆ แต่เพราะปกติแล้วก็ทำหน้าที่คอยช่วยอดีตราชายมราชอยู่แล้วโดยไม่มีตำแหน่ง จึงทำให้ไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนไปจากเดิมเลย อีกทั้งยังมีโครงการจะปรับปรุงนรกแห่งนี้ให้มีความทันสมัยคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์มากขึ้นสำหรับผู้ที่บาปน้อย บุญมากก็จะส่งไปใช้แรงงานที่นั่นเสีย สงสัยว่าจะต้องไปเช็กที่ธนาคารหินวิญญาณเสียหน่อยแล้ว
“เฮ้อ...” จะทำยังไงกับน้องดีเนี่ย มีที่ไหนทิ้งพี่ไปไหนก็ไม่รู้ แล้วจะทำยังไงกับตำแหน่งที่ต้องจัดสรรให้เล่า
“สั่งบริวารให้ตามหาตัวมาให้ได้ หรือไม่ก็แจ้งข่าวไปที่ยมทูตให้ตามตัวกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ต้องลากคอไอ้ตัวแสบกลับมา!”
“ขอรับ” สุวานเลขารับคำแล้วเดินออกไปสั่งบริวารระดับล่างด้วยตนเอง น่าเสียดายที่ท่านพ่อไม่รอน้อง ท่านบอกว่าไม่ว่าอย่างไรเมื่อท่านดับขันธ์ไปแล้วก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว ท่านปล่อยวางทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง สิ่งเดียวที่ท่านมีห่วงก็คือมเหสีของตนที่ชิงดับขันธ์หนีไปก่อน แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณเอาไว้ และจะใช้งานได้ครั้งเดียวเมื่อวันที่แบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยกับน้องชาย ยังไงก็เถอะหากเจ้าตัวแสบหนีขึ้นไปบนโลกมนุษย์จริง ๆ และหากยังหลงเหลือวาสนาต่อกัน ก็คงจะได้เจอท่านพ่อเข้าสักวันนั่นแหละ
หากตามกลับมาได้แล้วคงต้องลงโทษเสียแล้ว
ราชายมราชปัดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ลักษณะคล้ายกระดานชนวนที่ให้กุมภัณฑ์ที่เก่งทางด้านนี้จัดการให้ เพราะในตอนที่เคยดูท่านพ่อทำหน้าที่อยู่บนบัลลังก์ ใช้มนต์คาถาฉายภาพกรรมดี กรรมชั่วของวิญญาณใหม่มันทำให้ตนรู้สึกสนใจในโลกมนุษย์ไม่ต่างจากน้องชาย แต่เพราะหน้าที่ที่ต้องแบกรับเอาไว้ทำให้ไม่สามารถไปจากที่แห่งนี้ได้ ตนจึงเรียนรู้ และเก็บความสงสัยเอาไว้ในทุกครั้งที่ได้ดูภาพเหล่านั้น อีกทั้งกุมภัณฑ์เหล่านั้นก็ยังทำมันออกมาได้ดีสุด ๆ ไปเลย
กุมภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ทุกตนที่อาศัยอยู่ที่นี่จะผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปแต่ละบุญบาปของตนที่ทำกันมา ขณะที่กำลังไถดูบัญชีกรรมอย่างเบื่อหน่ายในใจก็ก่นด่าเหล่ามนุษย์ที่ไม่รู้จักทำความดีจะได้ไปสู่สุคติภูมิ ไม่ต้องมาเพิ่มงานในส่วนอบายภูมิแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่บนโลกมนุษย์ก็มีการปลูกฝังตั้งมากมายสอนให้ทุกคนทำแต่ความดี เฮ้อ… แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ราชายมราชอย่างตนจะได้มีวันพักผ่อนบ้าง ต้องนอนหลับไปพร้อมกับเสียงโหยหวนตลอดเวลามันไม่เห็นใจผู้ที่ทำงานกันบ้างเลยหรือไง
“ท่านยมขอรับ ได้เวลาวินิจฉัยบุญบาปของวิญญาณใหม่แล้วขอรับ” เฮ้อ ตายกันได้ทุกวันทุกวินาทีสิน่า ดีนะที่ตนจัดการเวลาสำหรับวินิจฉัยบุญบาปเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านพ่อจะดับขันธ์ไม่เช่นนั้นคงต้องนั่งอยู่แต่ที่บัลลังก์อย่างท่านพ่อไม่ได้ไปไหนกันพอดี
เฮ้อ ราชายมราชนึกอยากลองใส่สูทผูกไทไปทำงานบ้างเหลือเกิน แต่การที่จะนั่งบนบัลลังก์ได้ต้องใส่ชุดอันศักดิ์สิทธิ์นี้เท่านั้น สงสัยว่าจะต้องหาบริวารที่ถนัดด้านแฟชั่นบ้างแล้ว
“นี่ สุวาน ช่วยหาบริวารสักตนที่ถนัดด้านแฟชั่นมาหน่อยสิ”
“หามาทำไมหรือขอรับองค์ราชา” จิ๊ ถามทำไมนักหนาเนี่ย เป็นราชายมราชก็อยากหล่อเหมือนกันนะไม่รู้หรือไง
“หามาเถอะน่า เพราะว่าข้าจะปรับปรุงนรกแห่งนี้ให้มีสีสันมากขึ้นน่ะสิ”
องค์ราชาคิดทำอะไรแผลง ๆ อีกแล้วหรือเปล่าเนี่ย สีหน้าวิตกกังวลของสุวานเลขาทำให้ราชายมราชอย่างตนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเลย ขณะที่กำลังเดินไปตามทางโดยมีสุวานเลขา สุวรรณเลขา เหล่ากุมภัณฑ์ และบริวารระดับกลางเดินตามมาติด ๆ ทั้งความร้อนที่แผดเผาราวกับที่แห่งนี้อยู่ในกองเพลิงลุกโหมขนาดใหญ่ มือไม้ที่ยื่นขึ้นมาจากลาวาเพลิงด้านล่าง เสียงร้องโหยหวนที่ได้ยินมาตั้งแต่เกิดไม่ได้ทำให้ราชายมราชรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“จิ๊ ๆ ดูนั่น ตายอีกรอบแล้วทำไมลมกรรมหายไปไหนไม่พัดขึ้นมาให้มันทรมานอีกรอบเล่า” ชี้ไปทางขุมสัญชีพนรกที่มีเหล่ากุมภัณฑ์ใช้อาวุธแหลมคมกำลังทิ่มแทงวิญญาณบาปเหล่านั้นให้ทรมานจนตายอีกครั้ง และใช้ลมกรรมพัดเพื่อให้คืนชีพขึ้นมารับโทษซ้ำ ๆ
“ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่นสิ”
เดินมาได้สักระยะก็ถึงบัลลังก์สำหรับวินิจฉัยกรรม สุวานเลขา สุวรรณเลขาเข้าประจำที่ ส่วนตนนั้นเดินไปนั่งยกขาขึ้นพาดกับขาอีกข้าง ด้านหลังมีต้นงิ้วที่มีหนามแหลมขึ้นสูงตระหง่านตั้งอยู่รายล้อม
ทันทีที่ราชายมราชประทับที่บัลลังก์เรียบร้อย ท่านลูบเขาตนสองสามทีเช็กว่ามันยังเงาวับดูดีอยู่หรือไม่ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้บริวารทำหน้าที่เปิดประตูนรก
เหล่าวิญญาณนับหมื่นถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนที่แขน และขาพากันเดินไปยังแท่นสำหรับวินิจฉัยกรรม หน้าตาวิญญาณทุกตนต่างหวาดกลัว บ้างร้องไห้ บ้างเฉยเมย แต่ไม่มีวิญญาณตนใดเลยที่หน้าฉีกยิ้มอย่างรื่นรมย์ ที่แห่งนี้ร้อนระอุจนบางตนก็มอดไหม้อย่างน่ากลัว ทว่าภาพเหล่านั้นกลับสร้างความเบื่อหน่ายให้กับราชายมราชอย่างยิ่ง
“คุกเข่า” บริวารสั่งวิญญาณตนแรก เป็นชายวัยกลางคนผิวดำคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่ที่ศีรษะมีเลือดไหลไม่หยุด วิญญาณตนนั้นไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ศีรษะเพียงแค่ร้อนจากไฟนรกที่แผดเผาอยู่รอบกาย
“จงบอกชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดของเจ้ามาเสีย” วิญญาณตนนั้นตอบออกไปตามตรงทุกสิ่ง ณ ที่แห่งนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถโกหกได้อยู่แล้ว
“เจ้ารู้หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่” แพตเทิร์นเดิม ๆ ที่ทำมาเป็นประจำ เป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ อยู่แล้ว
วิญญาณตนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงระส่ำระสาย “ไม่รู้”
“เฮอะ เจ้าฆ่ากระต่าย ฆ่าไก่ ฆ่าหมา ฆ่าม้า ไก่ยังพอเข้าใจเจ้าเอาไปประทังชีวิต แล้วสัตว์ที่เหลือเล่าเจ้าฆ่ามันทำไม อีกทั้งบางครั้งยังฆ่ามด ฆ่ากระทั่งหนูท่อที่วิ่งอยู่บนหลังคาบ้าน เจ้าไม่ควรเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นสิ”
“มะ ไม่ ไม่เคยทำอย่างนั้นเลย” วิญญาณอวดเก่ง ทำไมทุกตนต้องปฏิเสธตลอดเลยเนี่ย
“งั้นหรือ สุวานเปิดบัญชีบาป” สุวานเลขาเปิดสมุดบัญชีบาปปรากฏภาพการกระทำของวิญญาณปากแข็งตนนั้น ภาพนั้นลอยออกมาจากฝาผนังฉายชัดอยู่หน้าบัลลังก์ของราชายมราชให้วิญญาณตนนั้นได้เห็นการกระทำของตนเอง ใบหน้าเซื่องซึมลงมากกว่าเก่าเมื่อได้เห็นอย่างชัดเจนทั้งภาพ ทั้งเสียง และความรู้สึก ณ เวลานั้น
เมื่อการฉายภาพบาปสิ้นสุดลงเสียงก้องกังวานน่าเกรงขามของราชายมราชก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเคยทำบุญอะไรมาบ้าง”
“จะ จำไม่ได้”
เฮ้อ... “สุวรรณ เปิดบัญชีบุญ” ภาพกรรมดีที่เคยทำฉายขึ้นเหมือนตอนที่สุวานเปิดบัญชีบาป คนคนนี้ฆ่าไก่ก็จริง แต่ก็เอามาเป็นกับข้าวเลี้ยงปากท้อง อีกทั้งยังมีแก่ใจแบ่งให้คนข้างบ้านถือว่ามีการแบ่งปันก็นับเป็นบุญเช่นกัน
“เห็นด้วยตาของตนแล้ว รู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าทำบาปมากแค่ไหน อีกทั้งตั้งแต่ตายก็ไม่ได้รับบุญจากใครเลย ส่งไปขุมที่สองกาฬสุตตนรก เพื่อรับโทษที่สมควรต่อกรรมที่ทำมา” ขณะถูกพาตัวไปเจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายถึงสถานที่รับกรรมของวิญญาณตนนั้น
การวินิจฉัยดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรให้ต้องปวดหมอง กระทั่งถึงคิวของวิญญาณสาวตนสุดท้าย
“จงบอกชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดของเจ้ามาเสีย”
“ฉะ ฉันชื่ออารีย์เจ้าค่ะ ท่านจะเรียกสั้น ๆ ว่าออมก็ได้นะเจ้าคะ”
สุวรรณเลขา “…?”
สุวานเลขา “…?”
เหล่าบริวาร “…?”
และราชายมราช “…?” บอกชื่อเล่นเพื่อ คิดว่านัดเจอหนุ่มหล่ออยู่หรือไง
“ทะ ท่านยม หล่อมากเลยเจ้าค่ะ” อะไรเนี่ย! วิญญาณตนนี้รู้ตัวไหมเนี่ยว่าที่นี่คือที่ไหน?
