บทที่ 6 ท่านยมมีอาการแปลก ๆ

เสร็จจากการรับประทานอาหารที่ภัตตาคารอาหารจีน ทั้งสามพากันเดินชมเมืองไปเรื่อย ๆ โดยมีสุวานกับสุวรรณเลขาตามมาสมทบทีหลัง ทั้งสามพูดคุยกันเรื่องปรับปรุงนรกชั้นบนให้ทันสมัย และคล้ายโลกมนุษย์ในปัจจุบันมากที่สุด ดังนั้นเมื่อเวลาที่จะขึ้นมายังชั้นบนนี้ทุกตนรวมถึงราชายมราชจะสวมใส่เสื้อผ้าในยุคปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่ทั้งสามตนมักจะสวมใส่ชุดสูทเสียมากกว่าเพราะราชายามราชเห็นมาจากภาพฉายกรรมของพวกคนใหญ่คนโตน่ะสิ

มันเท่ดี

ที่นรกด้านบนนี้เสมือนโลกมนุษย์มากจริง ๆ ตราบใดที่ยังมีราชายมราชคอยคุ้มครองอยู่ที่แห่งนี้ก็จะยังคงอยู่เสมอไปตราบเท่าชีวิตของท่าน ด้านบนนี้มีทั้งกลางคืนกลางวัน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูต่าง ๆ ที่ใช้อาคมของราชายมราชเนรมิตขึ้นมาส่งผลให้เหล่าวิญญาณใหม่เก่าไม่เครียดมากจนเกินไป

“ว่าแต่ เราสองคนต้องคอยตามตูดท่านยมต้อย ๆ ด้วยเหรอวะ” ข้ารับใช้คนดีกระซิบถามวิญญาณสาวเพื่อนซี้สมัยที่ยังมีชีวิตขณะเดินตามท่านทั้งสามไปเรื่อย ๆ เพราะท่านทั้งสามก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกเธอเลยพวกท่านทำแต่งาน มือถือแผนที่ ชี้ไปนั่นไปนี้ ตามสถานที่ต่าง ๆ

“ว่าแต่รู้สึกว่าตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ถึงจะเป็นเพื่อนกันแต่ก็ไม่ค่อยเจอกันเลยนะ” วิญญาณอารีย์ถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะอาการป่วยของเธอที่แม่เลี้ยงบอกเสมอทำให้เธอไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน และไม่เป็นตัวของตัวเอง จะว่าไปแล้วเธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาเป็นเพื่อนกับคนดีได้ยังไง

“หืม มึง... เอ่อ แกมั่วปะเนี่ย เราเจอกันบ่อยจะตาย แต่แม่เลี้ยงแกบอกว่าแกป่วยเลยทำให้มีนิสัยแปลก ๆ อยู่บ้าง”

“นิสัยแปลก ๆ ยังไง” ทำไมเธอถึงไม่รู้เลยว่าตัวเองมีนิสัยแปลก ๆ ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาคนในบ้านก็จะหลับไปหมดแล้ว เพราะเธอป่วยเลยไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยเจอใคร อยู่แต่บ้านน้อยทั้งวัน แต่เอ๊ะ จะว่าไป แล้วทำไมก่อนตายเธอถึงได้ไปนอนกับผู้ชายที่ไม่รู้จักได้ล่ะ?

แถมไม่ฟิน ไม่แซ่บ ไม่เสร็จ อีกต่างหาก คิดแล้วก็หงุดหงิด

“บางทีก็พูดแปลก ๆ บางทีก็ก๋ากั่นแบบนี้ไง แต่เราเป็นเพื่อนกันมานานกู... เอ่อ ฉะ ฉันน่ะชินแล้ว” ไม่ชินเลยแฮะต้องมาพูดสุภาพกับเพื่อนที่พูดกูมึงกันมาตลอดเนี่ยนะ

“แล้วทำไมแกไม่ไปงานศพฉันล่ะ” วิญญาณอารีย์ถามด้วยความสงสัย

“ก็ไม่เคยรู้ว่าแกตายน่ะสิ เพิ่งรู้ตอนมาเจอกันนี่แหละ ถ้ารู้ว่าแกตายฉันคงไปงานศพแกไม่ขาดสักวัน ไปนั่งเล่นไพ่ กินเหล้า กินข้าวต้มที่งานศพแก แถมจะทำบุญครบเจ็ดวัน ร้อยวันให้แก ถ้าว่างก็จะตักบาตรให้แก แต่นี่แกตายมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ผ่านมาแกคงอดอยากมากเลยใช่ไหมที่ไม่มีคนทำบุญมาให้”

“ฉันเพิ่งตายไม่กี่วันเองนะ” หัวคิ้วของข้ารับใช้คนดีขมวดเข้าหากัน

“เพิ่งตาย? จริงเหรอ แต่ฉันไม่ได้เจอแกมาสี่ห้าปีแล้วนะ ฉันน่ะไปหาแกทุกครั้งที่ว่าง แต่ทางบ้านแกก็ปฏิเสธตลอดบอกว่าแกป่วยหนักพบใครไม่ได้ ขนาดฉันลอบไปหาดึก ๆ ยังมีคนคอยเฝ้าบ้านน้อยของแกเลย” เอ๋?

“บางทีเวลาของที่นี่กับเวลาของโลกมนุษย์อาจไม่เท่ากันก็ได้” ข้ารับใช้คนดีพูดเสียงแผ่วเดินก้มหน้าครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ ก่อนเงยหน้ามองเพื่อนรักที่แววตายังคงไร้เดียงสา เอาเถอะไว้มีโอกาสค่อยถามท่านเลขาเอาก็ได้

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้แฮะ มีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่านะ?

“แค่ก! แค่ก ๆ ๆ”

“องค์ราชา!” อยู่ ๆ ราชายมราชก็เกิดไอขึ้นมา นี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมากเพราะท่านจะไม่มีวันเจ็บป่วย อ่อนแอเหมือนพวกมนุษย์ แต่ทำไมอยู่ ๆ ท่านถึงไอออกมาหนักหนาขนาดนี้

“แค่ก! แค่ก ๆ ๆ”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอเจ้าคะ” ทั้งสองตนที่เดินตามหลังได้ยินเสียงไอ และความตระหนกของสองเลขาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ ท่านยมก็แค่ไอเองไม่ใช่หรือไง ใคร ๆ ก็ไอได้ทั้งนั้น

“ข้าไม่เป็นไร เอ่อ ข้าจะสร้างโรงบาลด้วยนะ” แม้จะเป็นวิญญาณแต่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บป่วย ยิ่งวิญญาณที่ป่วยตายก็จะยังคงความเจ็บป่วยทรมานเช่นนั้น ในช่วงเวลานั้น ๆ อยู่ดี การรักษาที่โรงพยาบาลนรกชั้นบนนี้จะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณก็เท่านั้น ยิ่งใช้หินวิญญาณมากหน่อยบางทีอาจจะหายจากอาการเจ็บป่วยได้เลยก็ได้

“แค่ก! แค่ก ๆ ๆ”

“หืม แบบนี้ไม่ดีแล้วมั้งขอรับ กลับถ้ำนอนของท่านก่อนเถอะ”

“ข้าบอกว่า แค่ก ๆ ข้า แค่ก ไม่ แค่ก เป็น แค่ก ๆ ไร แค่ก ไง แค่ก ๆ” สองเลขาต่างก็กลอกตามองบน ทั้งสองตนควงแขนราชายมราชทั้งสองข้างแล้วพาหายตัวไปที่ถ้ำนอนของราชายมราชโดยมีวิญญาณสาวทั้งสองห้อยตามมาด้วย เมื่อมาถึงถ้ำนอนอาการของราชายมราชกลับเป็นหนักกว่าเก่า ทั้งไอ ทั้งดูอ่อนล้า ดูทรมาน และร้อนรุ่มภายใน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย

“องค์ราชา” สุวานมองด้วยสายตาสงสาร ตั้งแต่รับใช้ราชายมราชองค์นี้มาหลายร้อยปีไม่เคยเห็นท่านไอสักครั้ง และนี่มันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติเอาเสียเลย สองเลขาต่างก็สบตากันนัดกันผ่านทางโทรจิตว่าจะไปเจอกันที่ห้องเก็บเอกสารสำคัญหลังห้องทำงานของราชายมราชเพื่อหาข้อมูลเรื่องนี้โดยเร็ว

“เจ้าข้ารับใช้คนดี มาคอยช่วยพวกข้า” สุวานสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด หากให้ข้ารับใช้คนดีมาช่วยในส่วนที่อาจจะตกหล่น บางทีก็อาจจะเจออะไรบางอย่างก็ได้

“แล้วฉันล่ะ พี่สุวาน พี่สุวรรณ”

“เจ้าคอยดูแลท่านยมให้ดี ท่านสั่งอะไรก็ต้องทำ ท่านอยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ให้เดินมาถามเจ้าหน้าที่หน้าประตูเข้าถ้ำนอน”

“เจ้าค่ะ ฉันจะดูแลให้เองไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ”

ทั้งสามเดินออกไปจากถ้ำนอนของราชายมราชจากนั้นก็พากันหายตัวไป ภายในถ้ำนอนราชายมราชรูปร่างใหญ่โต ชุดสูทที่ใส่อย่างสง่างามยามที่อยู่นรกชั้นบนหายไปแล้วเหลือโจงกระเบนเพียงตัวเดียว และสังวาลที่พันอยู่รอบตัว เขาบนศีรษะหดเล็กลงเหลือประมาณหนึ่งนิ้ว ทั้งใหญ่ และดูบวมเป่งภายในเขาเปล่งประกายแสงสีม่วงรำไร ใบหน้าหล่อเข้มตามแบบฉบับชายไทยในอุดมคติเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน

“ท่านยมเป็นอะไรมากหรือเปล่าเจ้าคะ” วิญญาณอารีย์เดินด้วยเข่าเข้าใกล้ตั่งที่ราชายมราชนอนอย่างทุรนทุราย เหตุการณ์แบบนี้มันปกติไหมนะ ยิ่งขยับเข้าใกล้เท่าไหร่อาการทุรนทุรายของราชายมราชก็สงบลงอย่างน่าประหลาดใจ

“โหมีเขี้ยวด้วย” เพิ่งสังเกตว่าราชายมราชมีเขี้ยวแหลมเล็กอยู่ในปากด้วย แต่เดี๋ยวนะทำไมตนถึงเห็นเขี้ยวของท่านชัดเจนขนาดนี้

“อือ!” ดวงตากลมโตของวิญญาณสาวเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง หน้าอกสะท้อนขึ้นลงด้วยความตกใจ เมื่อริมฝีปากสัมผัสถูกริมฝีปากของท่านยมอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นครั้งแรกที่ตนได้ลิ้มรสชาติฝาดเฝื่อนของเลือดที่คลุ้งไปทั่วโพรงปาก พร้อมกับลิ้นสากที่กวาดไปทั่วกระพุ้งแก้มเธอ

“อือ!” จะบ้าตาย นี่ นี่ ฉะ ฉะ ฉัน ฉันจูบท่านยมงั้นเหรอ หากท่านได้สติขึ้นมาแล้ว ฉันจะถูกส่งลงไปที่ขุมไหนเนี่ยไม่ใช่ว่าจะส่งฉันไปปีนดงต้นงิ้วเล่นหรอกนะ แต่เดี๋ยวนะฉันไม่ได้จะก้มลงมาจูบสักหน่อย คล้ายกับว่าหลังคอจะถูกมือใหญ่ที่ร้อนจัดกดลงมา เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้ววิญญาณอารีย์ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะหลังจากที่สติกลับมาเต็มตื่นตนถึงได้เห็นอะไรที่มันกว้างขึ้น

นี่เธอกำลังถูกท่านยมกดจูบงั้นเหรอ

“อ่า~ รู้สึกดีจัง” อาการร้อนรุ่มภายในร่างกำยำค่อยคล้ายลงแล้ว แต่ก็ยังไม่สบายตัวสักเท่าไหร่ สติยังคงเลือนรางได้แต่ปรือตามองวิญญาณสาวตรงหน้าแล้วใช้อาคมบังคับให้วิญญาณสาวตนนั้นขึ้นมานอนบนร่างตน แขนแกร่งข้างหนึ่งโอบล็อกเอวบาง ส่วนแขนอีกข้างยังกดหลังคอเธอให้ลงมาจูบกับตนจนขยับหนีได้ยาก

“อือ!” ถะ ถะ ถ้าท่านยมถ้ายังทำแบบนี้ เธอจะไม่เกรงใจแล้วนะ เธอ เธอยิ่งแพ้คนหล่ออยู่ด้วย ดูสิขนาดตายไปแล้ว ยังรู้สึกได้เลยว่าหัวใจกำลังเต้นแรง ร่างกายร้อนรุ่มจนรู้สึกแปลก

“ดีไหม” ท่านยมผละปากออก ถามเธอที่กำลังมึนเบลอเพราะรสจูบของราชายมราชที่กระตุ้นความต้องการบางอย่างในตัว เธอรู้สึกว่าท่านดูผ่อนคลายลงกว่าก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังทุกข์ทรมานอยู่เล็กน้อย

“ทะ ท่าน ท่านยมมีสติไหมเจ้าคะ” ใบหน้าคมเข้มมึนเบลอเป็นคำตอบให้วิญญาณสาวได้อย่างชัดเจน นี่ท่านยังไม่มีสติสินะ ถะ ถ้างั้น

“ถะ ถ้างั้น ฉันไม่เกรงใจแล้วนะ” สองมือเรียวประคองใบหน้าคมเข้มล็อกไว้แล้วใช้ลิ้นเล็กเลียกลีบปากนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ก่อนสอดเข้าไปด้านในโพรงปากอุ่นร้อน ขณะสอดลิ้นเล็กเข้าไปยังเกี่ยวเขี้ยวแหลมคมทั้งเจ็บทั้งฟินไม่อยากถอนออกมาเลย ลิ้นเล็กเกี่ยวพันกับลิ้นร้อนจนน้ำลายใสไหลยืดลงมาอยู่พักหนึ่งลมหายใจเริ่มกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

วิญญาณสาวผละปากออกสังเกตสีหน้าราชายมราชที่กำลังอ่อนกำลังลง “อืม~ ท่าน ท่านปล่อยเนื้อปล่อยตัวเองนะเจ้าคะ ฉะ ฉันก็แค่ถูกท่านล่อลวง” แล้วกดปากลงไปอีกครั้ง หล่อ หล่ออะไรอยากนี้ จูบไม่มีสติยังฟินเลย เหมือนร่างกายได้รับสารเสพติดที่ไม่อาจถอนออกมาได้ ได้โปรดอย่าเพิ่งคืนสตินะเจ้าคะ ขอฉันกินให้หนำใจก่อน

“งื้อ~ ฟินมาก ไม่เคยฟินแบบนี้มาก่อนเลย ขออีกหน่อยนะเจ้าคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป