บทที่ 3 วิวาห์กลางพายุ
"งานแต่งงานที่มีแต่เจ้าหนี้มาร่วมยินดี... เธอคิดว่ามันเป็นงานมงคลหรือลานประหารกันแน่ มนต์รดา!"
เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นนอกหน้าต่างบานยักษ์ของโรงแรมหรูใจกลางเมือง สายฝนกระหน่ำเทลงมาไม่ขาดสายเหมือนฟ้าจะถล่ม บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงกลับวังเวงและกดดันจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจแรง
มนต์รดายืนมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ เธอสวมชุดเจ้าสาวสีขาวเรียบง่าย คัตติ้งตรง ไร้ลูกไม้ฟูฟ่อง ไม่มีเวลาแม้แต่จะเลือกแบบที่ชอบ เพราะทุกอย่างถูกจัดเตรียมขึ้นมาอย่างเร่งรีบภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมงหลังจากจรดปากกาเซ็นสัญญา
"กินนี่เข้าไปก่อนแก ยัดลงท้องไปเลย"
จูน เพื่อนสนิทคนเดียวที่รู้เรื่องและรีบวิ่งฝ่าฝนมาหา ยัดแท่งช็อกโกแลตใส่มือเธอด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของจูนซีดเผือดไม่ต่างกัน
"หน้าแกซีดเหมือนกระดาษแล้วนะระดา ตั้งแต่เมื่อคืนแกไม่ได้นอนเลยใช่ไหม" จูนกระซิบเสียงเครียด กวาดตามองคนของภีมที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้องแต่งตัว "เอาจริง นี่มันงานแต่งบ้าอะไร แขกที่เดินเข้างานมีแต่บอร์ดบริหาร เจ้าหนี้ แล้วก็พนักงานโรงแรมที่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติสักคน... แกแน่ใจเหรอว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้กับคนใจร้ายแบบนั้น"
"ฉันไม่มีทางเลือกอื่น จูน" มนต์รดาแกะห่อช็อกโกแลตเข้าปาก เคี้ยวกลืนลงคอที่แห้งผาก "ถ้าฉันไม่ยอมแต่ง หุ้นบริษัทก็โดนเทขาย พ่อก็ไม่มีเงินจ่ายค่าหมอเฉพาะทาง... แค่ทนอยู่กับเขาหนึ่งปี แลกกับลมหายใจของพ่อและการอยู่รอดของบริษัท ฉันยอม"
"โถ... คุณผู้หญิงของป้า น่าสงสารเหลือเกิน"
เสียงสะอื้นดังขึ้นมาจากมุมห้อง ป้าแต๋ว หัวหน้าแม่บ้านประจำคฤหาสน์ ยืนซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนโต ป้าแต๋วเพิ่งเจอหน้ามนต์รดาเป็นครั้งแรกเมื่อชั่วโมงก่อน แต่กลับร้องไห้เหมือนส่งลูกสาวตัวเองเข้าเรือนจำ
"ป้าเห็นใจคุณผู้หญิงเหลือเกินค่ะ คุณภีมนะคุณภีม ทำไมถึงใจคอคับแคบแบบนี้ ตั้งแต่เกิดมาป้ายังไม่เคยเห็นงานแต่งไหนที่เจ้าบ่าวสั่งห้ามเปิดเพลงรักเลยสักเพลง มีแต่เปิดเพลงบรรเลงเหมือนงานเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม"
มนต์รดาหันไปยิ้มบางๆ ให้ป้าแต๋ว แม้ในอกจะหนักอึ้ง แต่ความจริงใจเล็กๆ จากคนรอบข้างก็พอช่วยต่อลมหายใจให้เธอมีแรงก้าวขาเดินต่อ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เคนเปิดประตูชะโงกหน้าเข้ามา
"ได้เวลาแล้วครับคุณระดา เจ้าบ่าวรออยู่ที่เวทีแล้วครับ" เคนพูดพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ "สู้ๆ นะครับ ทำหน้าให้ดุเข้าไว้ เดี๋ยวเขาก็เกรงใจเอง"
มนต์รดาสูดลมหายใจเข้าลึก ยืดหลังตรง แล้วก้าวออกจากห้องแต่งตัว
ห้องบอลรูมถูกจัดตกแต่งอย่างเรียบง่ายเกินคำว่ามหาเศรษฐี บนเวทีมีเพียงซุ้มดอกไม้สีขาวธรรมดา ไม่มีดนตรีบรรเลงหวานชื่น มีเพียงสายตาหลายสิบคู่ที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและแฝงแววเยาะเย้ย แขกเกือบทั้งหมดคือคนที่ถือตั๋วสัญญาใช้เงินและรอคอยดูความพินาศของตระกูลเธอ
ภีมยืนรออยู่ตรงนั้น
เขาสวมสูททักซิโด้สีดำสนิท ไหล่กว้างผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเหมือนรูปสลัก แต่สายตาที่ทอดมองมากลับเยือกเย็นจนอุณหภูมิในห้องเหมือนลดฮวบลง แววตาของเขาไร้ร่องรอยของความยินดี มีเพียงความเฉียบขาดที่พร้อมสะกดทุกคนให้อยู่ใต้คำสั่ง
มนต์รดาก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างเขา กลิ่นน้ำหอมไม้สนอ่อนๆ จากตัวเขาลอยมาแตะจมูก มันคือกลิ่นอายของคนที่คุ้นเคยกับการควบคุมทุกสิ่ง
พิธีการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีบาทหลวง ไม่มีคำกล่าวอวยพรหวานซึ้ง มีเพียงการแลกเปลี่ยนแหวนแต่งงานตามขั้นตอนทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นไปตามหน้าที่
ภีมหยิบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวขึ้นมาจับมือซ้ายของเธอไว้ นิ้วมือของเขากดลงบนหลังมือเธออย่างมั่นคง สายตาที่เขามองแหวนและนิ้วนางของเธอ นิ่งสนิทเหมือนกำลังเซ็นชื่อกำกับในสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่ง
เขาสวมแหวนเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างไม่ลังเล
มนต์รดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น เธอรับแหวนอีกวงมาจากเคน แล้วบรรจงสวมลงบนนิ้วของเขาอย่างช้าๆ มือของเธอไม่สั่นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงเปลวไฟแห่งความดื้อรั้นที่ลุกโชนอยู่ในอก
เมื่อพิธีแลกแหวนสิ้นสุดลง ท่ามกลางเสียงปรบมืออันเบาบางของแขกเหรื่อ
ภีมโน้มใบหน้าลงมาใกล้ คล้ายจะทำตามธรรมเนียมการจูบเจ้าสาวเพื่อให้เกียรติแขกในงาน
มนต์รดาไม่ยอมหลบสายตา แต่ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะแตะลงบนพวงแก้ม เธอเอียงหน้าเข้าหาเล็กน้อย แล้วเอ่ยกระซิบชิดริมใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่เชือดเฉือนลึกไปถึงกระดูก
"จำใส่ใจไว้ด้วยนะ ภีม..."
ลมหายใจของเธออุ่น แต่ถ้อยคำกลับเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง
"แหวนวงนี้เป็นแค่โซ่ตรวนทางธุรกิจ... ฉันไม่เคยรักคุณ และจะไม่มีวันรักคนแบบคุณเด็ดขาด!"
ภีมชะงักไปเสี้ยววินาที ดวงตาสีเข้มคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายแห่งโทสะที่ถูกท้าทาย แต่แทนที่เขาจะโกรธจนหลุดฟอร์ม มุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันทรงอำนาจ
เขาเลื่อนริมฝีปากมาเฉียดใบหูเธอ แล้วกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่บาดลึกไม่แพ้กัน
"ดี... เพราะฉันก็ไม่เคยต้องการความรักจากลูกหนี้อย่างเธอเหมือนกัน ระดา!"
